หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี

 

พรควนเคร็ง


ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ในอำเภอเชียรใหญ่ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอ
ร่อนพิบูลย์  อำเภอชะอวด อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช และ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง
เนื้อที่ 86,942 ไร่
พิกัดมุมบนซ้ายที่ 615000N 884000E
พิกัดมุมล่างขวาที่ 633000N 860000E

แผนที่
 
 
อ้างอิง
โครงการสำรวจสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทพรุของประเทศไทย ปีงบประมาณ 2551 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

พื้นที่
พื้นที่ป่าพรุทั้งหมดมีประมาณ 86,942 ไร่ สภาพทั่วไปเป็นพื้นที่ ซึ่งฟื้นสภาพจากพื้นที่พรุ ที่ถูกคุกคามด้วยไฟป่าและการบุกรุก

ประเภท/ที่ดิน
- ประเภทพรุในที่ลุ่ม ริมทะเลสาบ
- พื้นที่อนุรักษ์ ในป่าสงวนแห่งชาติ และป่าถาวรตามมติ ครม.

สถานภาพ/หน่วยงาน
- มีลักษณะพรุที่สมบูรณ์
- เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

ทรัพยากรป่าไม้
           การศึกษาในภาพรวมด้านป่าไม้ พื้นที่พรุรอบทะเลน้อย ป่าพรุนี้อยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย มีกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลาย แต่ยังมีพื้นที่บางส่วนถูกบุกรุกเปลี่ยนสภาพป่า เป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะนำไปปลูกปาล์มน้ำมัน พรรณไม้หลักที่ปกคลุมพื้นที่ยังคงเป็นเสม็ด เช่นเดียวกับป่าพรุผืนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง นอกจากนั้นยังพบ ทุ้งฟ้า (Alstonia macrophylla) เที๊ยะ (A. spathulata) แคน้ำ (Dolichandrone  spathacea) สมอทะเล (Shirakiopsis  indica)และกระท่อมขี้หมู (Mitragyna  javanica)ขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป ส่วนในน้ำพบพืชน้ำหลายชนิด เช่น กง (Hanguana  malayana) ผักกะเฉด (Neptunia oleracea) เตยน้ำ (Pandanus immersus) จูดหนู (Eleocharis  ochrostachys) กระจูด (Lepironia  articulate) แต่ละชนิดมักขึ้นเป็นกลุ่มขนาดใหญ่

ทรัพยากรสัตว์ป่า
          จากการสำรวจภาคสนามในวันที่ 13-15 กันยายน 2551 เป็นการสำรวจเพื่อยืนยันชนิดตามที่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม (ไม่ระบุปีที่พิมพ์) โดยศึกษาครอบคลุมพื้นที่ป่าพรุรอบๆ ทะเลน้อย ได้แก่ พรุควนขี้เสียน พรุควนเคร็ง และพรุบ้านนาลุ่ม-กุมแป พบว่า มีสัตว์ป่าที่พบเห็นตัวโดยตรง 70 ชนิด ประกอบด้วย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 4 ชนิด นก 47 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 13 ชนิด และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 6 ชนิด ดังรายละเอียดดังนี้

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
         สำรวจพบชนิดนกบริเวณป่าพรุจำนวน 47 ชนิด ในจำนวนนี้เป็นชนิดนกที่เคยมีรายงานไว้แล้ว 31 ชนิด เช่น นกกระสาแดง (Ardea purpurea) นกยางโทนใหญ่ (Casmerodius albus) นกยางโทนน้อย (Mesophoyx intermedia) นกยางควาย (Bubulcus ibis) นกยางกรอกพันธุ์จีน (Ardeola bacchus) เหยี่ยวแดง (Haliastur indus) นกกระแตแต้แว้ด (Vanellus indicus) นกเด้าดิน (Tringa hypoleucos) นกยางเปีย (Egretta garzetta) นกเขาใหญ่ (Streptopelia chinensis) นกกระเต็นอกขาว (Halcyon smyrnensis) นกนางแอ่นบ้าน (Hirundo rustica) นกปรอดหน้านวล (Pycnonotus goiavier) นกกางเขนบ้าน (Copsychus saularis) นกอีเสือสีน้ำตาล (Lanius cristatus) นกเอี้ยงสาลิกา (Acridotheres tristis) นกขมิ้นน้อยสวน (Aegithina tiphia) อีกา (Corvus macrorhynchos) นกกระติ๊ดขี้หมู (Lonchura punctulata) นกกินปลีอกเหลือง (Nectarinia jugularis)

นก
           สำรวจพบชนิดนกเพิ่มนอกเหนือจากรายงานของ สผ. อีก 16 ชนิด ได้แก่ นกกระเต็นใหญ่ (Pelargopsis capensis) นกเปล้าคอสีม่วง (Treron vernans) นกกาเหว่า (Endynamys scolopacea) นกทึดทือมลายู (Ketupa ketupu) นกตะขาบทุ่ง (Coracias benghalensis) นกตีทอง (Megalaima haemacephala) นกหัวขวานสี่นิ้วหลังทอง (Chrysocolaptes lucidus) นกเด้าลมดง (Dendronanthus indicus) นกปรอดสวน (Pycnonotus blanfordi) นกปรอดคอลาย (Pycnonotus finlaysoni) นกจับแมลงสีน้ำตาล (Muscicapa dauurica) นกกินแมลงอกเหลือง (Macronous gularis)  นกกินแมลงป่าโกงกาง (Trichastoma rostratum) นกกระจิบหัวแดง (Orthotomus sepium) นกเอี้ยงหงอน (Acridotheres grandis) นกกินปลีคอสีน้ำตาล (Anthreptes malacensis) และนกสีชมพูสวน (Dicaeum cruentatum)

สัตว์เลื้อยคลาน
           พบสัตว์เลื้อยคลานโดยตรง 13 ชนิด ได้แก่ เต่าเหลือง (Indotestudo elongate) ตะพาบ (Pelochelys bibroni) เต่าหับ (Cuora amboinensis) เต่าดำ (Siebenrockiella crassicollis) จิ้งจกหางหนาม (Hemidactylus frenatus) จิ้งจกหินสีจาง (Gehyra mutilata) และงูลายสอสวน (Xenochrophis flavipunctatus) กิ้งก่าหัวแดง (Calotes versicolor) เหี้ย (Varanus salvator) งูเหลือม (Python reticalatus) งูเห่าหม้อ (Naja kaouthia) งูสามเหลี่ยม (Bungarus fasciatus) และงูกะปะ (Calloselasma rhodostoma)

สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก
           
สำรวจพบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 5 ชนิด คือ กบนา (Hoplobatrachus chinensis) เขียดจะนา (Occidozyga lima) กบหนอง (Fejervaya limnocharis) เขียดจิก (Hylarana erythraea) อึ่งอ่างบ้าน (Kaloula pulchra) เขียดตะปาด (Polypedates leucomystax) และอึ่งข้างดำ (Microhyra heymonsi)

ทรัพยากรปลา
           ทรัพยากรปลาที่พบในบริเวณพรุควนเคร็ง อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอชะอวด อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง วันที่ 9 มิถุนายน 2551 พบความหลากชนิดของปลาจำนวน 13 ครอบครัว (families) 30 ชนิด (species) ปลาที่พบมีความหลากชนิดมากที่สุด ในครอบครัว Cyprinidae จำนวน 9 ชนิด คิดเป็น ร้อยละ 30 รองลงมา Belontiidae จำนวน 6 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 20 ครอบครัว Bagridae จำนวน  3 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 10 ครอบครัว Channidae และ Nandidae ครอบครัวละ 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 6.67 และอีก 8 ครอบครัวพบเพียงครอบครัวละ 1 ชนิด แต่ละครอบครัวคิดเป็นร้อยละ 3.33 ตามลำดับ

           ทรัพยากรปลาที่พบยังเป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านอาหารกว่า 8 ชนิด ได้แก่ ปลาสลิด (Trichogaster pectoralis) ปลาช่อน (Channa striata) ปลาหมอไทย (Anabas testudineus) ปลากดเหลือง (Mystus nemurus) ปลาดุกอุย (Clarias macrocephalus) ปลาไหลนา (Monopterus albus) และปลาสลาด (Notopterus notopterus) เป็นต้น และเป็นปลาสวยงามกว่า 17 ชนิด ได้แก่ ปลาแป้นแก้ว (Parambassis siamensis) ปลาหัวตะกั่ว (Aplocheilus panchax) ปลากริมสี (Trichopsis pumillus) ปลากัดภาคใต้ (Betta imbellis) ปลากัดพรุ (Betta pallida) ปลาซิวหนวด (Esomus metallicus) ซิวหางกรรไกร (Rasbora trilineata) ปลาแก้มช้ำ (Systomus orphoides) หลดท้องลาย (Macrognathus circumcinctus) ปลาเสือข้างลาย (Systomus partipentaxona) และปลาเสือดำ (Nandus nebulosus) เป็นต้น

          สถานภาพของปลาที่พบในบริเวณพื้นที่พรุควนเคร็ง เมื่อพิจารณาตามการจัดสถานภาพโดยสมาพันธ์อนุรักษ์โลก (IUCN) ค.ศ. 2008 ไม่พบชนิดปลาที่กำหนดไว้โดยสมาพันธ์อนุรักษ์โลก (IUCN) แต่เมื่อพิจารณาตามภาวะการณ์ถูกคุกคามในประเทศไทยตามสถานภาพเพื่อ การอนุรักษ์ของสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2548 พบว่าปลาจำนวน 2 ชนิด ซึ่งอยู่ในสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable,VU) คือ ปลาดุกอุย (Clarias macrocephalus) และปลาซิวหนู (Boraras urophthalmoides) และสถานภาพถูกคุกคามในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ (Threatened in situ, TI) จำนวน 1 ชนิด คือ ปลากัดภาคใต้ (Betta imbellis)

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

คุณค่าในระบบนิเวศ
           1) การเก็บกักน้ำฝนและน้ำท่า พื้นที่พรุควนเคร็งเป็นที่ราบลุ่มริมด้านเหนือของทะเลสาบสงขลา พื้นที่พรุรับน้ำที่มาจากต้นน้ำและเก็บกักน้ำเอ่อล้นจากทะเลสาบ
           2) การดักตะกอนและแร่ธาตุ การกรองตะกอนและแร่ธาตุจากแหล่งน้ำธรรมชาติและพื้นที่เกษตรที่ระบายลงสู่พื้นที่พรุ ก่อนปลดปล่อยน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลา
           3) แหล่งทรัพยากร/ผลผลิตธรรมชาติ พบพรรณไม้ทั้งสิ้น 260 ชนิด จาก 198 สกุล 95 วงศ์ พบสัตว์ป่าในพื้นที่พรุรอบทะเลน้อย รวมทั้งสิ้น 131 ชนิด ประกอบด้วย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 10 ชนิด นก 77 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 32  ชนิด และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 12 ชนิด พบปลา 13 ครอบครัว 30 ชนิด ทรัพยากรปลาที่พบยังเป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านอาหารกว่า 8 ชนิด ได้แก่ ปลาสลิด (Trichogaster pectoralis) ปลาช่อน (Channa striata) ปลาหมอไทย (Anabas testudineus) ปลากดเหลือง (Mystus nemurus) ปลาดุกอุย (Clarias macrocephalus) ปลาไหลนา (Monopterus albus) และปลาสลาด (Notopterus notopterus) เป็นต้น และเป็นปลาสวยงามกว่า 17 ชนิด นอกจากนี้พรุควนเคร็งเป็นแหล่งกระจูดส่งไปเป็นวัตถุดิบสำหรับงานหัตถกรรมเสื่อของชุมชนทะเลน้อย
           4) แหล่งรวบรวมสายพันธุ์พืช/สัตว์ เป็นพืชหายาก 1 ชนิด พบสัตว์ในสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ 8 ชนิด สถานภาพใกล้สูญพันธุ์ 2 ชนิด พบปลาซึ่งอยู่ในสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable,VU) จำนวน 2 ชนิด คือ ปลาดุกอุย (Clarias macrocephalus) และปลา
ซิวหนู (Boraras urophthalmoides) และสถานภาพถูกคุกคามในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ (Threatened in situ, TI) จำนวน 1 ชนิด คือ ปลากัดภาคใต้ (Betta imbellis)
           5) ด้านนิเวศวิทยาและห่วงโซ่อาหาร เป็นพื้นที่ป่าพรุขนาดกว้างใหญ่ มีไม้เสม็ดขาวเป็นไม้เด่นและหนาแน่น เป็นแอ่งน้ำขนาดกว้างใหญ่มีพรรณไม้น้ำหนาแน่น มีลำน้ำหลายสายไหลผ่าน ประกอบกับการขุดคลองระบายน้ำพาดผ่าน สภาพทางนิเวศวิทยาแหล่งน้ำส่วนใหญ่เป็นพื้นที่แอ่งน้ำนิ่งขนาดใหญ่ เชื่อมต่อกับลำน้ำหลายสาย และทะเลสาบ
           6) การดักสารมลพิษ เป็นพื้นที่รับน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีจากพื้นที่การเกษตร

การใช้ประโยชน์
           1) ประมง บริเวณพื้นที่พรุเป็นแหล่งทำประมงที่สำคัญเพื่อการยังชีพและการค้าของชุมชน
           2) ป่าไม้ ประชาชนในพื้นที่ใช้ไม้เสม็ดแต่เป็นการลักลอบใช้ประโยชน์เนื่องจากเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า
           3) วัตถุดิบ เป็นแหล่งกระจูดซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับทำหัตถกรรมเสื่อของชุมชนทะเลน้อย
           4) คมนาคม การใช้เส้นทางน้ำระหว่างชุมชนที่อยู่ตอนเหนือทะเลสาบกับชุมชนทะเลน้อย
           5) หาของป่า พื้นที่พรุเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของครัวเรือนในพื้นที่ เนื่องจากเป็นแหล่งพืชผักและสมุนไพร
           6) น้ำ มีการพัฒนาแหล่งน้ำประเภทคูคลองเพื่อการเกษตรในพื้นที่
           7) ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ พื้นที่พรุควนเคร็งที่เป็นทุ่งหญ้ามีพื้นที่บริเวณกว้างเนื่องจากยังไม่มีการฟื้นตัวของป่าไม้ ถูกชุมชนใช้เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์

การจัดการและการคุกคาม  
 

การคุกคามที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่พรุ
           1)  การสูญเสียที่ดิน/พื้นที่พรุ เกิดจากการบุกรุกและครอบครองที่ดิน การอ้างสิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่พรุ รวมทั้งการกันพื้นที่อนุรักษ์เป็นเขตปฏิรูปที่ดินทำให้สูญเสียพื้นที่พรุตลอดเวลา
           2)  การใช้ทรัพยากรไม่ถูกวิธี พบการเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่พรุ และการลักลอบตัดไม้ในเขตพื้นที่อนุรักษ์ ตลอดทั้งยังไม่มีการวางระบบการจัดการทรัพยากรของชุมชนทำให้ป่าไม้เสื่อมโทรม
           3)  การจัดการน้ำไม่เหมาะสม เนื่องจากการขุดลอกคูคลองใช้น้ำเพื่อการเกษตร โดยให้ความสำคัญน้อยต่อพื้นที่พรุ มีผลกระทบต่อระบบน้ำในพื้นที่พรุ แอ่งน้ำบริเวณกลางพื้นที่มีการ   ตื้นเขินที่เกิดจากการทับถมของซากพืชโดยเฉพาะหญ้า รวมถึงลำน้ำหลายสายมีการตื้นเขินและถูกบุกรุก บางลำน้ำมีการฟื้นฟูโดยการขุดลอกมีคันดินสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้กีดขวางการอพยพของทรัพยากรปลาในเข้าออกพื้นที่พรุกับลำน้ำในฤดูน้ำหลาก ขณะเดียวกันการสร้างคลองเพื่อป้องกันน้ำท่วมที่ผ่านพื้นที่พรุทำให้น้ำในบริเวณพื้นที่พรุแห้งในฤดูแล้งส่งผลให้เอื้อต่อการบุกรุกพื้นที่มากขึ้น และทำให้ทรัพยากรปลาหลบเข้ามาในลำน้ำช่วงฤดูแล้งซึ่งเป็นแหล่งอาศัยได้ แต่คลองดังกล่าวในหลายพื้นที่มีคันดินสูงขวางกั้นเส้นทางอพยพของปลาในฤดูน้ำหลาก ทำให้ทรัยพากรปลาลดจำนวนลงได้ รวมทั้งมีการทำการประมงมากและทั่วพื้นที่ โดยเฉพาะในคลองขุดมีการใช้ยอขนาดใหญ่รวมถึงอวนตาถี่ และโพงพางในบางพื้นที่ ซึ่งมีส่วนทำให้ทรัพยากรปลาลดจำนวนลง ทั้งนี้ควรมีร่องน้ำสำหรับให้ทรัพยากรปลาสามารถอพยพเข้าออกระหว่างพื้นที่พรุกับลำน้ำได้ในฤดูน้ำหลากเพื่ออาศัย อาหารและเพาะพันธุ์
           4)  การใช้ประโยชน์ที่ดิน/กิจกรรมที่ขัดแย้ง พบการใช้พื้นที่พรุเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก การเหยียบย่ำของสัตว์กระทบต่อหน้าดินและการสะสมของดินอินทรีย์ ทำให้สูญเสียหน้าดินจากการถูกชะล้างลงสู่ทะเลน้อย
           5)  การแพร่ระบาดของพืชและสัตว์ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จากการตั้งถิ่นฐานของชุมชนในพื้นที่พรุ ได้นำพืชและสัตว์ต่างถิ่นเข้ามาในพื้นที่พรุ

การคุกคามที่เกิดมาจากภายนอกพรุ
           1) โครงการพัฒนา การพัฒนาเส้นทางถนนหลายสายผ่านพื้นที่พรุทำให้การเข้าถึงพื้นที่พรุ เพื่อการบุกรุกที่ดิน และการแอบใช้ทรัพยากรในพื้นที่พรุทำได้ง่าย  รวมทั้งทำให้การควบคุมดูแลพื้นที่พรุทำได้ยากขึ้น
           2)  การพัฒนาชุมชนและบริการ การอพยพย้ายถิ่นเข้ามาในพื้นที่เพื่อต้องการที่ดินและทำอาชีพประมง ทำให้ชุมชนเติบโตขึ้น กระทบต่อสภาพแวดล้อมพื้นที่พรุ
           3) การใช้ที่ดิน การขยายตัวของพื้นที่การเกษตรโดยรอบพื้นที่พรุกระทบต่อสภาพแวดล้อมของพรุ
           4) การใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกัน การขยายตัวของพื้นที่การเกษตรและชุมชน ได้มีการขุดคูคลองเพื่อการใช้น้ำกระทบ ต่อสภาพแวดล้อมและระบบน้ำในพื้นที่พรุ

การมีส่วนร่วมของชุมชน
           การมีส่วนร่วมของประชาชนด้านการอนุรักษ์ ในพื้นที่นี้ชาวบ้านมีความต้องการอนุรักษ์ไว้ เนื่องจากพื้นที่เป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญต่อการประกอบอาชีพของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น
ชุมชนมีส่วนอนุรักษ์พื้นที่พรุ ได้แก่ การจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์ป่าพรุควนเคร็ง ปัจจุบันมีหัวหน้าชุมชนเป็นแกนน้ำกลุ่ม โดยมีการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ให้การสนับสนุนงบประมาณและวิทยากร

รายละเอียดเพิ่มเติม >>