หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี

 

พรุบ้านในลุ่ม-บ้านกุมแป


ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ในตำบลตูล ตำบลเคร็ง ตำบลชะอวด อำเภอเชียรใหญ่ และตำบลสนหลวง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช  
เนื้อที่ 32,268 ไร่
พิกัดมุมบนซ้ายที่ 606000N 911000E
พิกัดมุมล่างขวาที่ 614000N 894000E

แผนที่
 
 
อ้างอิง
โครงการสำรวจสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทพรุของประเทศไทย ปีงบประมาณ 2551 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

พื้นที่
เนื้อที่ประมาณ 32,268 ไร่ สภาพทั่วไปของพื้นที่กำลังมีการฟื้นตัวของป่าไม้

ประเภท/ที่ดิน
- ประเภทพรุในที่ลุ่มริมทะเลสาบ
- พื้นที่อนุรักษ์ เขตป่าสงวนแห่งชาติ

สถานภาพ/หน่วยงาน
- มีลักษณะพรุที่สมบูรณ์
- เขตห้ามล่าสัตว์ป่า

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

ทรัพยากรป่าไม้
           การศึกษาทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่พรุบ้านในลุ่ม-บ้านกุมแป เป็นการศึกษาในภาพรวมของป่าพรุในพื้นที่รอบทะเลน้อย พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย มีกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลาย แต่ยังมีพื้นที่บางส่วนถูกบุกรุก เปลี่ยนสภาพป่าเป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะนำไปปลูกปาล์มน้ำมัน พรรณไม้หลักที่ปกคลุมพื้นที่ยังคงเป็นเสม็ดเช่นเดียวกับป่าพรุผืนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง นอกจากนั้นยังพบ ทุ้งฟ้า (Alstonia macrophylla) เที๊ยะ (A.  spathulata) แคน้ำ (Dolichandrone  spathacea) สมอทะเล (Shirakiopsis  indica) และกระท่อมขี้หมู (Mitragyna  javanica) ขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป ส่วนในน้ำพบพืชน้ำหลายชนิด เช่น กง (Hanguana  malayana) ผักกะเฉด (Neptunia oleracea) เตยน้ำ (Pandanus  immersus) จูดหนู (Eleocharis  ochrostachys) กระจูด (Lepironia  articulate) แต่ละชนิดมักขึ้นเป็นกลุ่มขนาดใหญ่

ทรัพยากรสัตว์ป่า
           จากการสำรวจภาคสนามในวันที่ 13-15 กันยายน 2551 เป็นการสำรวจเพื่อยืนยันชนิดตามที่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (ไม่ระบุปีที่พิมพ์) โดยศึกษาครอบคลุมพื้นที่ป่าพรุรอบๆ ทะเลน้อย ได้แก่ พรุควนขี้เสียน พรุควนเคร็ง และพรุบ้านนาลุ่ม-กุมแป พบว่า มีสัตว์ป่าที่พบเห็นตัวโดยตรง 70 ชนิด ประกอบด้วย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 4 ชนิด นก 47 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 13 ชนิด และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 6 ชนิด ดังรายละเอียดดังนี้

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
           จากการสำรวจภาคสนาม พบชนิดสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่พบเหมือนกับรายงานของ สผ. ได้แก่ ลิงแสม (Macaca fascicularis) และกระรอกข้างลายท้องแดง (Callosciurus notatus) ส่วนการสำรวจโดยใช้กรงดักหนู จำนวน 25 กรง พบว่า สามารถดักจับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 2 ชนิด คือ กระรอกข้างลายท้องแดง (Callosciurus notatus) ตัวผู้เต็มวัย 7 ตัว ตัวเมียเต็มวัย 5 ตัว และตัวผู้วัยอ่อน 1 ตัว และหนูป่ามาเลย์ (Rattus tiomanicus) ตัวผู้เต็มวัย 4 ตัว ตัวเมียเต็มวัย 3 ตัว และตัวผู้วัยอ่อน 1 ตัว ส่วนการใช้ตาข่ายดักจับตรวจสอบชนิดค้างคาว พบว่า ดักจับค้างคาวปีกพับเล็ก (Miniopterus pusillus) ตัวเมียเต็มวัย ได้ 1 ตัว

นก
            สำรวจพบชนิดนกบริเวณป่าพรุจำนวน 47 ชนิด ในจำนวนนี้เป็นชนิดนกที่เคยมีรายงานไว้แล้ว 31 ชนิด เช่น นกกระสาแดง (Ardea purpurea) นกยางโทนใหญ่ (Casmerodius albus) นกยางโทนน้อย (Mesophoyx intermedia) นกยางควาย (Bubulcus ibis) นกยางกรอกพันธุ์จีน (Ardeola bacchus) เหยี่ยวแดง (Haliastur indus) นกกระแตแต้แว้ด (Vanellus indicus) นกเด้าดิน (Tringa hypoleucos) นกยางเปีย (Egretta garzetta) นกเขาใหญ่ (Streptopelia chinensis) นกกระเต็นอกขาว (Halcyon smyrnensis) นกนางแอ่นบ้าน (Hirundo rustica) นกปรอดหน้านวล (Pycnonotus goiavier) นกกางเขนบ้าน (Copsychus saularis) นกอีเสือสีน้ำตาล (Lanius cristatus) นกเอี้ยงสาลิกา (Acridotheres tristis) นกขมิ้นน้อยสวน (Aegithina tiphia) อีกา (Corvus macrorhynchos) นกกระติ๊ดขี้หมู (Lonchura punctulata) นกกินปลีอกเหลือง (Nectarinia jugularis)

            นอกจากนี้ยังได้สำรวจพบชนิดนกเพิ่มนอกเหนือจากรายงานของ สผ. อีก 16 ชนิด ได้แก่ นกกระเต็นใหญ่ (Pelargopsis capensis) นกเปล้าคอสีม่วง (Treron vernans) นกกาเหว่า (Endynamys scolopacea) นกทึดทือมลายู (Ketupa ketupu) นกตะขาบทุ่ง (Coracias benghalensis) นกตีทอง (Megalaima haemacephala) นกหัวขวานสี่นิ้วหลังทอง (Chrysocolaptes lucidus) นกเด้าลมดง (Dendronanthus indicus) นกปรอดสวน (Pycnonotus blanfordi) นกปรอดคอลาย (Pycnonotus finlaysoni) นกจับแมลงสีน้ำตาล (Muscicapa dauurica) นกกินแมลงอกเหลือง (Macronous gularis) นกกินแมลงป่าโกงกาง (Trichastoma rostratum) นกกระจิบหัวแดง (Orthotomus sepium) นกเอี้ยงหงอน (Acridotheres grandis) นกกินปลีคอสีน้ำตาล (Anthreptes malacensis) และนกสีชมพูสวน (Dicaeum cruentatum)

สัตว์เลื้อยคลาน
           พบสัตว์เลื้อยคลานโดยตรง 13 ชนิด ได้แก่ เต่าเหลือง (Indotestudo elongate) ตะพาบ (Pelochelys bibroni) เต่าหับ (Cuora amboinensis) เต่าดำ (Siebenrockiella crassicollis) จิ้งจกหางหนาม (Hemidactylus frenatus) จิ้งจกหินสีจาง (Gehyra mutilata) และงูลายสอสวน (Xenochrophis flavipunctatus) กิ้งก่าหัวแดง (Calotes versicolor) เหี้ย (Varanus salvator) งูเหลือม (Python reticalatus) งูเห่าหม้อ (Naja kaouthia) งูสามเหลี่ยม (Bungarus fasciatus) และงูกะปะ (Calloselasma rhodostoma)

สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก
           
สำรวจพบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 5 ชนิด คือ กบนา (Hoplobatrachus chinensis) เขียดจะนา (Occidozyga lima) กบหนอง (Fejervaya limnocharis) เขียดจิก (Hylarana erythraea) อึ่งอ่างบ้าน (Kaloula pulchra) เขียดตะปาด (Polypedates leucomystax) และอึ่งข้างดำ (Microhyra heymonsi)

ทรัพยากรปลา
           ทรัพยากรปลาที่พบ วันที่ 9 มิถุนายน 2551 พบความหลากชนิดของปลาจำนวน 13 ครอบครัว (families) 30 ชนิด (species) ปลาที่พบมีความหลากชนิดมากที่สุดในครอบครัว Cyprinidae จำนวน 9 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 30 รองลงมา Belontiidae จำนวน 6 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 20 ครอบครัว Bagridae จำนวน 3 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 10 ครอบครัว Channidae และ Nandidae ครอบครัวละ 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 6.67 และอีก 8 ครอบครัวพบเพียงครอบครัวละ 1 ชนิด แต่ละครอบครัวคิดเป็นร้อยละ 3.33 ตามลำดับ

           ทรัพยากรปลาที่พบยังเป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านอาหารกว่า 8 ชนิด ได้แก่ ปลาสลิด (Trichogaster pectoralis) ปลาช่อน (Channa striata) ปลาหมอไทย (Anabas testudineus) ปลากดเหลือง (Mystus nemurus) ปลาดุกอุย (Clarias macrocephalus) ปลาไหลนา (Monopterus albus) และปลาสลาด (Notopterus notopterus) เป็นต้น และเป็นปลาสวยงามกว่า 17 ชนิด ได้แก่ ปลาแป้นแก้ว (Parambassis siamensis) ปลาหัวตะกั่ว (Aplocheilus panchax) ปลากริมสี (Trichopsis pumillus) ปลากัดภาคใต้ (Betta imbellis) ปลากัดพรุ (Betta pallida) ปลาซิวหนวด (Esomus metallicus) ซิวหางกรรไกร (Rasbora trilineata) ปลาแก้มช้ำ (Systomus orphoides) หลดท้องลาย (Macrognathus circumcinctus) ปลาเสือข้างลาย (Systomus partipentaxona) และปลาเสือดำ (Nandus nebulosus) เป็นต้น

           สถานภาพของปลาที่พบในบริเวณพื้นที่ เมื่อพิจารณาตามการจัดสถานภาพโดยสมาพันธ์อนุรักษ์โลก (IUCN) ค.ศ. 2008 ไม่พบชนิดปลาที่กำหนดไว้โดยสมาพันธ์อนุรักษ์โลก (IUCN) แต่เมื่อพิจารณาตามภาวะการถูกคุกคามในประเทศไทยตามสถานภาพเพื่อการอนุรักษ์ของสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2548 พบว่ามีชนิดปลา ซึ่งอยู่ในสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable,VU) จำนวน 2 ชนิด คือ ปลาดุกอุย (Clarias macrocephalus) และปลาซิวหนู (Boraras urophthalmoides) และสถานภาพถูกคุกคามในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ (Threatened in situ, TI) จำนวน 1 ชนิด คือ ปลากัดภาคใต้ (Betta imbellis)

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

คุณค่าในระบบนิเวศ
            1) การเก็บกักน้ำฝนและน้ำท่า พื้นที่พรุบ้านในลุ่ม-บ้านกุมแปเป็นที่ราบลุ่มด้านเหนือของทะเลสาบสงขลา พื้นที่พรุรับน้ำที่มาจากต้นน้ำและเก็บกักน้ำเอ่อล้นจากทะเลสาบ
            2) การดักตะกอนและแร่ธาตุ การกรองตะกอนและแร่ธาตุจากแหล่งน้ำธรรมชาติและพื้นที่เกษตรที่ระบายลงสู่พื้นที่พรุ ก่อนปลดปล่อยน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลา
            3) แหล่งทรัพยากร/ผลผลิตธรรมชาติ พบพรรณไม้ป่าพรุทั้งสิ้น 173 ชนิด จาก 132 สกุล 68 วงศ์ พบสัตว์ 139 ชนิด ประกอบด้วย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 18 ชนิด นก 77 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 32 ชนิด และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 12 ชนิด พบปลา 13 ครอบครัว 30 ชนิด สำหรับทรัพยากรปลาที่พบยังเป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านอาหารกว่า 8 ชนิด ได้แก่ ปลาสลิด (Trichogaster pectoralis) ปลาช่อน (Channa striata) ปลาหมอไทย (Anabas testudineus) ปลากดเหลือง (Mystus nemurus) ปลาดุกอุย (Clarias macrocephalus) ปลาไหลนา (Monopterus albus) และปลาสลาด (Notopterus notopterus) เป็นต้น และเป็นปลาสวยงามกว่า 17 ชนิด
            4) แหล่งรวบรวมสายพันธุ์พืช/สัตว์ พบสัตว์ในสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ 8 ชนิด สถานภาพใกล้สูญพันธุ์ 2 ชนิด พบปลาจำนวน 3 ชนิด ซึ่งอยู่ในสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable,VU) จำนวน 2 ชนิด คือ ปลาดุกอุย (Clarias macrocephalus) และปลาซิวหนู (Boraras urophthalmoides) และสถานภาพถูกคุกคามในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ (Threatened in situ, TI) จำนวน 1 ชนิด คือ ปลากัดภาคใต้ (Betta imbellis)
            5) ด้านนิเวศวิทยาและห่วงโซ่อาหาร สถานภาพทางนิเวศวิทยาของพื้นที่ เป็นพื้นที่ป่าพรุขนาดกว้างใหญ่ มีไม้เสม็ดขาวเป็นไม้เด่นและหนาแน่น เป็นแอ่งน้ำขนาดกว้างใหญ่มีพรรณไม้น้ำหนาแน่น มีลำน้ำหลายสายไหลผ่าน ประกอบกับการขุดคลองระบายน้ำพาดผ่าน สภาพทางนิเวศวิทยา แหล่งน้ำส่วนใหญ่เป็นพื้นที่แอ่งน้ำนิ่งขนาดใหญ่ เชื่อมต่อกับลำน้ำหลายสาย โดยเฉพาะแอ่งน้ำบริเวณกลางพื้นที่มีการตื้นเขินที่เกิดจากการทับถม ของซากพืชโดยเฉพาะหญ้า รวมถึงลำน้ำหลายสายมีการตื้นเขินและถูกบุกรุก บางลำน้ำมีการฟื้นฟูโดยการขุดลอกมีคันดินสูง เพื่อป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้กีดขวางการอพยพของทรัพยากรปลา
            6) การดักสารมลพิษ เป็นพื้นที่รับน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีจากพื้นที่การเกษตร

การใช้ประโยชน์
            1) ด้านประมง บริเวณพื้นที่พรุเป็นแหล่งทำประมงเพื่อการยังชีพของชุมชน
            2) ป่าไม้ พื้นที่พรุมีไม้เสม็ดขาวเป็นไม้เด่น ชุมชนใช้ประโยชน์ในครัวเรือ
            3) วัตถุดิบ การปลูกกระจูดในพื้นที่พรุเพื่อส่งจำหน่ายให้กับชุมชนทะเลน้อยซึ่งเป็นแหล่งหัตถกรรมเสื่อกระจูด
            4) หาของป่า เป็นพื้นที่ชุมชนได้ประโยชน์จากพืชผักที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลใช้บริโภคในครัวเรือน
            5) น้ำ พื้นที่การเกษตรรอบพื้นที่พรุใช้น้ำจากพรุทางการเกษตร
            6) การเลี้ยงสัตว์ พื้นที่พรุบ้านในลุ่ม-บ้านกุมแปมีพื้นที่พรุที่เป็นทุ่งหญ้ากว้างเนื่องจากยังไม่มีการฟื้นตัวของป่าไม้ ถูกชุมชนใช้เป็น ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์

การจัดการและการคุกคาม  
 

การคุกคามที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่พรุ
            1) การสูญเสียที่ดิน/พื้นที่พรุ เกิดจากการบุกรุกและครอบครองที่ดิน การอ้างสิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่พรุ รวมทั้งการกันพื้นที่อนุรักษ์ เป็นเขตปฏิรูปที่ดินทำให้สูญเสียพื้นที่พรุตลอดเวลา
            2) การใช้ทรัพยากรไม่ถูกวิธี  พบการเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่พรุ และการลักลอบตัดไม้ในเขตพื้นที่อนุรักษ์ ตลอดทั้งยังไม่มีการวางระบบ การจัดการทรัพยากรของชุมชนทำให้ป่าไม้เสื่อมโทรม
            3) การจัดการน้ำไม่เหมาะสม เนื่องจากการขุดลอกคูคลองใช้น้ำเพื่อการเกษตร โดยให้ความสำคัญน้อยต่อพื้นที่พรุ มีผลกระทบต่อระบบน้ำ ในพื้นที่พรุ แอ่งน้ำบริเวณกลางพื้นที่มีการตื้นเขินที่เกิดจากการทับถมของซากพืชโดยเฉพาะหญ้า รวมถึงลำน้ำหลายสายมีการตื้นเขินและถูกบุกรุก บางลำน้ำมีการฟื้นฟูโดยการขุดลอกมีคันดินสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้กีดขวางการอพยพของทรัพยากรปลา ในการเข้าออกพื้นที่พรุกับลำน้ำในฤดูน้ำหลาก ขณะเดียวกันการสร้างคลองเพื่อป้องกันน้ำท่วมที่ผ่านพื้นที่พรุทำให้น้ำ ในบริเวณพื้นที่พรุแห้งในฤดูแล้ง ส่งผลให้เอื้อต่อการบุกรุกพื้นที่มากขึ้น และทำให้ทรัพยากรปลาหลบเข้ามาในลำน้ำช่วงฤดูแล้งซึ่งเป็นแหล่งอาศัยได้ แต่คลองดังกล่าวในหลายพื้นที่ มีคันดินสูงขวางกั้นเส้นทางอพยพของปลาในฤดูน้ำหลาก ทำให้ทรัยพากรปลาลดจำนวนลงได้ รวมทั้งมีการทำการประมงมากและทั่วพื้นที่ โดยเฉพาะในคลองขุดมีการใช้ยอขนาดใหญ่รวมถึงอวนตาถี่ และโพงพางในบางพื้นที่ ซึ่งมีส่วนทำให้ทรัพยากรปลาลดจำนวนลง ทั้งนี้ควรมีร่องน้ำสำหรับให้ทรัพยากรปลาสามารถอพยพเข้าออกระหว่างพื้นที่พรุกับลำน้ำได้ในฤดูน้ำหลากเพื่ออาศัย อาหารและเพาะพันธุ์
            4) การใช้ประโยชน์ที่ดิน/กิจกรรมที่ขัดแย้ง พบการใช้พื้นที่พรุเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก การเหยียบย่ำของสัตว์กระทบต่อหน้าดินและการสะสมของดินอินทรีย์ ทำให้สูญเสียหน้าดินจากการถูกชะล้างลงสู่ทะเลน้อย
            5) การแพร่ระบาดของพืชและสัตว์ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จากการตั้งถิ่นฐานของชุมชนในพื้นที่พรุ ได้นำพืชและสัตว์ต่างถิ่นเข้ามาในพื้นที่พรุ

การคุกคามที่เกิดมาจากภายนอกพรุ
           1) โครงการพัฒนา การพัฒนาเส้นทางถนนหลายสายผ่านพื้นที่พรุทำให้การเข้าถึงพื้นที่พรุ เพื่อการบุกรุกที่ดิน และการแอบใช้ทรัพยากรในพื้นที่พรุทำได้ง่าย  รวมทั้งทำให้การควบคุมดูแลพื้นที่พรุทำได้ยากขึ้น
            2) การพัฒนาชุมชนและบริการ การอพยพย้ายถิ่นเข้ามาในพื้นที่เพื่อต้องการที่ดินและทำอาชีพประมง ทำให้ชุมชนเติบโตขึ้น กระทบต่อสภาพแวดล้อมพื้นที่พรุ
            3) การพัฒนาเกษตรกรรม จากภาวะทางเศรษฐกิจที่ดีของพืชน้ำมันจูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกอย่างรวดเร็ว กระทบต่อสภาพแวดล้อมและระบบน้ำในพื้นที่พรุ
           4) การใช้ที่ดิน การขยายตัวของพื้นที่การเกษตรโดยรอบพื้นที่พรุกระทบต่อสภาพแวดล้อมของพรุ รวมทั้งการกันพื้นที่ป่าพรุที่เสื่อมโทรมออกจากพื้นที่อนุรักษ์ เพื่อใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรหรือ สปก. ทำให้พื้นที่พรุลดน้อยลง
            5) การใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกัน การขยายตัวของพื้นที่การเกษตรและชุมชน ได้มีการขุดคูคลองเพื่อการใช้น้ำกระทบต่อสภาพแวดล้อม และระบบน้ำในพื้นที่พรุ รวมทั้งการฟื้นฟูโดยการขุดลอกแหล่งน้ำทำคันดินสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้กีดขวางการอพยพ ของทรัพยากรปลา ในการเข้าออกพื้นที่พรุกับลำน้ำในฤดูน้ำหลาก ขณะเดียวกันการสร้างคลองเพื่อป้องกันน้ำท่วมที่ผ่านพื้นที่พรุ ทำให้น้ำในบริเวณพื้นที่พรุแห้งในฤดูแล้งส่งผลให้เอื้อต่อการบุกรุกพื้นที่มากขึ้น และทำให้ทรัพยากรปลาหลบเข้ามาในลำน้ำ ช่วงฤดูแล้งซึ่งเป็นแหล่งอาศัยได้ แต่คลองดังกล่าวในหลายพื้นที่มีคันดินสูงขวางกั้นเส้นทางอพยพของปลาในฤดูน้ำหลาก

การมีส่วนร่วมของชุมชน
           การมีส่วนร่วมของชุมชน  ชุมชนมีส่วนอนุรักษ์พื้นที่พรุ  โดยการช่วยระวังไฟไหม้ป่า  มีการตั้งกลุ่มคนรักพรุ 

รายละเอียดเพิ่มเติม >>