หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี

 

บึงโคกปี่ฆ้อง จ.สระแก้ว


ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ หมู่ 3, 4 และ 16 ตำบลโคกปี่ฆ้อง อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองสระแก้วประมาณ 14 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 33 และทางหลวงหมายเลข 3462 ปรากฏในแผนที่สภาพภูมิประเทศ มาตราส่วน 1: 50,000 ลำดับชุด L7018 ระวาง 5436 III

 

พิกัดกลาง : 181300E และ 1538700N หรือที่พิกัดภูมิศาสตร์เส้นละติจูดที่ 13 องศา 54 ลิปดาเหนือ และ  เส้นลองจิจูด 102 องศา 03 ลิปดาตะวันออก

 

ขนาดพื้นที่ : 93 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา

 

จัดอยู่ในประเภทพื้นที่ชุ่มน้ำกระจายในที่ลุ่ม โดยมีองค์การบริหารส่วนตำบลโคกปี่ฆ้อง เป็นหน่วยงานที่บริหารจัดการพื้นที่


แผนที่
 
 
อ้างอิง
โครงการสำรวจสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทพรุของประเทศไทย ปีงบประมาณ 2555 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

ลักษณะภูมิประเทศ

         บึงโคกปี่ฆ้อง ตั้งอยู่ที่ ตำบลโคกปี่ฆ้อง อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว มีขนาดเนื้อที่ 93 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ไร่ บึงโคกปี่ฆ้องเป็นแอ่งน้ำตามธรรมชาติ ที่ได้รับการปรับปรุง โดยมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวประมาณ 0.5 กิโลเมตร และกว้างประมาณ 0.25 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 75 ไร่ บึงโคกปี่ฆ้องตั้งอยู่ ติดกับคลองพระปรง ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำ บางประกง ทำให้สภาพโดยรอบของบึงแห่งนี้ เป็นที่ราบในลักษณะของ ที่ราบริมฝั่งลำน้ำ

          บึงโคกปี่ฆ้องเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำอยู่ในลุ่มน้ำปราจีนบุรี ลุ่มน้ำสาขาพระปรง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้ว ลักษณะลุ่มน้ำวางตัวอยู่ในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก พื้นที่ต้นน้ำมีต้นกำเนิดจากทิวเขาสันกำแพงซึ่งอยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของพื้นที่ลุ่มน้ำ ทางตอนใต้มีเนินเขา เขาเตี้ย และมีเทือกเขาติดต่อกันไม่ยาวนัก นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ลุ่มและพื้นที่ราบระหว่างแม่น้ำ และพื้นที่ราบด้านตะวันตก ของลุ่มน้ำแม่น้ำสายหลักในลุ่มน้ำ ได้แก่ แม่น้ำปราจีนบุรี ซึ่งเป็นน้ำสาขาของแม่น้ำบางปะกงเกิดจากการไหลมาบรรจบกัน ของแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำหนุมาน และแม่น้ำพระปรงแม่น้ำปราจีนบุรีจะไหลไปบรรจบกับแม่น้ำนครนายก ที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรากลายเป็นแม่น้ำบางปะกง แล้วไหลลงอ่าวไทย

ลักษณะธรณีวิทยา

          ในพื้นที่ของบึงโคกปี่ฆ้องเป็นพื้นที่ทับถมของตะกอนริมฝั่งลำน้ำในลักษณะของตะกอนตะพักลำน้ำ (terrace deposits) พื้นที่บริเวณนี้เป็นที่สูงกว่าที่ราบน้ำท่วมถึง (flood plain) มีลักษณะภูมิประเทศแบบขั้นบันได ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่ ตะพักลำน้ำระดับสูง ระดับปานกลาง และระดับต่ำสำหรับบริเวณที่ตั้ง ของบึงโคกปี่ฆ้อง เป็นตะพักลำน้ำ ระดับต่ำ ลักษณะโครงสร้างของตะกอนบริเวณนี้ประกอบด้วยชั้นกรวดสลับกับชั้นทราย และดินเคลย์ กรวดมีขนาดที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ 2 มิลลิเมตรขึ้นไป ลักษณะกลมมนและความลึกของชั้นตะกอนบริเวณนี้มีตั้งแต่ 20 เมตรขึ้นไป

          พื้นที่บริเวณบึงโคกปี่ฆ้องเป็นพื้นที่ซึ่งสะสมของตะกอนตะพักลำน้ำ (terrace deposits) ตะกอนส่วนใหญ่เป็นตะกอน กรวดทราย และดินเหนียวที่สะสมตัวในยุค Pleistocene (ตั้งแต่ 8 ล้านปี ถึง 1.8 ล้านปี) น้ำบาดาลจะเก็บกักอยู่ระหว่างเม็ดทราย และกรวด โดยได้จัดชั้นน้ำบาดาลชุดนี้ว่า “ชั้นน้ำเชียงราย” (Chiang Rai aquifer) ตะกอนส่วนใหญ่ ประกอบด้วยดินเหนียวและ ทรายละเอียด โดยมีชั้นกรวดทราย  แทรกเป็นชั้นบางๆ ความหนาของชั้นบาดาลอยู่ระหว่าง 20 – 50 เมตร และให้น้ำอยู่ระหว่าง 7-10 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง ซึ่งถือว่าบริเวณนี้มีศักยภาพให้น้ำที่ต่ำ

ทรัพยากรดิน

           กลุ่มชุดดินที่พบบริเวณบึงโคกปี่ฆ้อง ประกอบด้วยกลุ่มชุดดินที่ 6, 15, 17, 18, 21, 22, 33, 35, 40, 41 และ 44 มีรายละเอียดดังนี้

          กลุ่มชุดดินที่ 6 มีเนื้อที่ 1,295ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน การระบายน้ำเลว หรือค่อนข้างเลว ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่พบในพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำไหลบ่าท่วมขังสูงในฤดูฝน พบในพื้นที่ดอนค่อนข้างดอน ทำให้เสี่ยงต่อการ ขาดแคลนน้ำ

          กลุ่มชุดดินที่ 15 มีเนื้อที่ 850 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินทรายแป้งลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน การระบายน้ำค่อนข้างเลวหรือเลว ปฏิกิริยาดินเป็นกรดปานกลางถึงเป็นด่างเล็กน้อย มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 6.0-7.5 ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ ถึงปานกลาง บางพื้นที่พบในพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำไหลบ่าท่วมขังสูงในฤดูฝน พบในพื้นที่ค่อนข้างดอน ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ

          กลุ่มชุดดินที่ 17hi เนื้อที่ 5,818 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนละเอียดลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำหรือจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ หรือเคลื่อนย้ายมาทับถมจากวัสดุเนื้อหยาบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน อาจพบลูกรังของเหล็กและแมงกานีสหรือชั้นดินเหนียวในดินชั้นล่าง การระบายน้ำค่อนข้างเลว ปฏิกิริยาดินเป็นกรดจัดมากถึงเป็นกรดจัด ความสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ จะพบในพื้นที่ค่อนข้างดอนและเสี่ยงต่อการขาดน้ำช่วงฤดูปลูก

          กลุ่มชุดดินที่ 18 เนื้อที่ 7,501 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนละเอียดลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำหรือจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ หรือเคลื่อนย้ายมาทับถมจากวัสดุเนื้อหยาบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน อาจพบลูกรังของเหล็กและแมงกานีสหรือชั้นดินเหนียวในดินชั้นล่าง การระบายน้ำค่อนข้างเลวถึงเลว ปฏิกิริยาดินเป็นกรดปานกลางถึงเป็นด่างเล็กน้อย มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 6.0-7.5 ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำถึงปานกลาง

          กลุ่มชุดดินที่ 21hi เนื้อที่ 128 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน การระบายน้ำ ค่อนข้างเลว ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลาง มีน้ำไหลบ่าท่วมขังสูงในฤดูฝน จะพบในพื้นที่ค่อนข้างดอนและเสี่ยงต่อการขาดน้ำช่วงฤดูปลูก

          กลุ่มชุดดินที่ 22 เนื้อที่ 386 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนหยาบลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำหรือเคลื่อนย้ายมาทับถมของ วัสดุเนื้อหยาบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน การระบายน้ำค่อนข้างเลวถึงเลว ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่พบในพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำไหลบ่าท่วมขังสูงในฤดูฝน พบในพื้นที่ค่อนข้างดอน ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ หรือได้รับผลกระทบความเค็มจากพื้นที่ใกล้เคียง

          กลุ่มชุดดินที่ 22hi จะพบในพื้นที่ค่อนข้างดอนและเสี่ยงต่อการขาดน้ำช่วงฤดูปลูกเนื้อที่ 1,237ไร่

          กลุ่มชุดดินที่ 33 บริเวณลูกคลื่นลอนลาด เนื้อที่ 2,943 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินทรายแป้ง ลึกมากที่เกิดจากตะกอนแม่น้ำหรือตะกอนน้ำพารูปพัด การระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลาง บางพื้นที่อาจได้รับผลกระทบจากความเค็มของดินหรือมีเนื้อดินเหนียวลดลง ในดินชั้นล่างหรือทำคันดิน เพื่อกักเก็บน้ำสำหรับทำนา

          กลุ่มชุดดินที่ 35 เนื้อที่ 5,193 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินเป็นดินร่วนละเอียดลึกมากที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ หรือการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ หรือการสลายตัวผุพังแล้วถูกเคลื่อนย้ายมา ทับถมของวัสดุเนื้อหยาบที่ส่วนใหญ่มาจากหินตะกอน มี มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ อาจพบลูกรังในช่วงความลึก 100-150 เซนติเมตรจากผิวดิน และกลุ่มชุดดินที่ 35 บริเวณลูกคลื่นลอนลาด เนื้อที่ 11,091 ไร่

          กลุ่มชุดดินที่ 40 บริเวณลูกคลื่นลอนลาด เนื้อที่ 10,160 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนหยาบลึกมากที่เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำหรือจากการสลายตัว ผุพังอยู่กับที่หรือเคลื่อนย้ายมาทับถมของพวกวัสดุเนื้อหยาบ เป็นดินลึกมาก มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่อาจพบ ลูกรังมากในช่วงความลึก 100-150 เซนติเมตรจากผิวดิน

          กลุ่มชุดดินที่ 41 เนื้อที่ 144 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินทรายหนาปานกลางที่เกิดจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่หรือเคลื่อนย้ายมาทับถมของพวกวัสดุเนื้อหยาบ มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ
          

           กลุ่มชุดดินที่ 44 บริเวณลูกคลื่นลอนลาด เนื้อที่ 360ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินทรายลึกมากที่เกิดจากการจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่หรือเคลื่อนย้าย มาทับถมของพวกวัสดุเนื้อหยาบ มี มีการระบายน้ำค่อนข้างมากเกินไป ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ

          นอกจากนี้ พบว่า มีบ่อขุด (P) เนื้อที่ 59 ไร่ หมู่บ้าน (U) เนื้อที่ 4,142 ไร่ และแหล่งน้ำ (W) เนื้อที่ 600 ไร่



สถานภาพทางชีวภาพ  
 

ทรัพยากรป่าไม้และพืชลอยน้ำ

          บึงโคกปี่ฆ้องเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำกระจายในพื้นที่ลุ่ม ผ่านการขุดลอกและปรับปรุงพื้นที่โดยรอบ ใช้พื้นที่ทำการเกษตร บริเวณขอบบึงพบสังคมพืชป่าดิบแล้ง (dry dipterocarp forest) ที่กำลังฟื้นตัว จากการศึกษา พบพรรณไม้รวม 129 ชนิด 106 สกุล 52 วงศ์ แยกเป็นพรรณไม้ทั่วไป 46 และพรรณไม้น้ำ 83 ชนิด ซึ่งเป็นชนิดพรรณไม้ที่นำเข้าไปปลูกอีก 7 ชนิด รอบหนองพบไม้ต้นที่ขึ้นในพื้นที่อีกหลายชนิด เช่น สัตบรรณ Alstonia scholaris (L.) R.Br. กะเจียน Polyalthia cerasoides (Roxb.) Benth. ex Bedd. พีพวนน้อย Uvaria rufa (Dunal) C.Mead var. rufa โมกมัน Wrightia arborea (Dennst.) Mabb. มะดูก Siphonodon celastrineus Griff. รสสุคนธ์ Tetracera loureiri Finet & Gagnep.) Pierre ex Craib แฟบน้ำ Hymenocardia wallichii Tul. สะแกนา Combretum quadrangulare Kurz อะราง Peltophorum dasyrrachis (Miq.) Kurz ex Baker ตะแบกนา Lagerstroemia floribunda Jack เป็นต้น รวมทั้งพรรณไม้ที่นำเข้าไปปลูกอีกหลายชนิด เช่น ยางนา Dipterocarpus alatus Roxb. ex G.Don หว้า Syzygium cumini (L.) Skeels สะเดา Azadirachta indica A.Juss. var. siamensis Valeton ราชพฤกษ์ Cassia fistula L. ขี้เหล็ก Senna siamea (Lam.)H.S.Irwin & Barneby เป็นต้น

          ในพื้นที่บึงที่น้ำท่วมถึงพบพรรณไม้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากถูกขุดลอกลึกและชัน ส่วนบริเวณขอบบึงและท้องนาโดยรอบพบพรรณไม้น้ำค่อนข้างหลากหลาย เช่น ผักแว่น Marsilea crenata C.Presl ผักขมหนาม Amaranthus spinosus L. คดสัง Combretum trifoliatum Vent. ตานหม่อน Tarlmounia elliptica (DC.) H.Rob. สลอดน้ำ Ficus heterophylla L.f. ชุมเห็ดไทย Senna tora (L.) Roxb. ผักตบชวา Eichhornia crassipes (C.Mart.) Solms ผักกระเฉด Neptunia oleracea Lour. ไมยราบยักษ์ Mimosa pigra L. บัวหลวง Nelumbo nucifera Gaertn. ผักบุ้ง Ipomoea aquatica Forssk. ผักแพงพวย Ludwigia adscendens (L.) H.Hara ผักไผ่น้ำ Persicaria attenuata (R.Br.) Soják subsp. pulchera (Blume) K.L.Wilson บอน Colocasia esculenta (L.) Schott กกรังกาน้อย Cyperus platystylis R.Br. ปรือ Scleria poaeformis Retz. หญ้าพง Sorghum propinquum (Kunth) Hitchc. และธูปฤาษี Typha angustifolia L. เป็นต้น

ทรัพยากรสัตว์ป่า

          มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ในพื้นที่ศึกษาไม่น้อยกว่า 58 ชนิด ใน 38 วงศ์ 49 สกลุ (ตารางที่ 3-1) ประกอบด้วย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 3 ชนิด หรือร้อยละ 5.17 ของจำนวนชนิดสัตว์ป่าทั้งหมด นก 47 ชนิด (ร้อยละ 81.04) สัตว์เลื้อยคลาน 3 ชนิด (ร้อยละ 5.17) สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 5 ชนิด (ร้อยละ 8.62)

1. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

    มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยอยู่ในพื้นที่ศึกษาไม่น้อยกว่า 3 ชนิด ใน 2 วงศ์ 3 สกุล ซึ่งเป็นสัตว์ที่ได้ข้อมูลจากการสอบถามทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ กระแตเหนือ (Tupaia belangeri) หนูพุกใหญ่ (Bandicota indica) และหนูท้องขาว (Rattus tanezumi)

2. นก

    มีนกอาศัยอยู่ในพื้นที่ศึกษาไม่น้อยกว่า 47 ชนิด ใน 30 วงศ์ 39 สกุล ซึ่งเป็นนกที่สำรวจพบโดยตรง ส่วนมากจะเป็นนกที่อาศัยอยู่ตามชายทุ่งและตามสวน เช่น นกเขาใหญ่ (Streptopelia chinensis) นกเขาชวา (Geopelia striata) นกกระปูดใหญ่ (Centropus sinensis) นกกระเต็นอกขาว (Halcyon smyrnensis) นกจาบคาเล็ก (Merops orientalis) นกอีแพรดแถบอกดำ (Rhipidura javanica) นกกิ้งโครงคอดำ (Sturnus nigricollis) นกปรอดสวน (Pycnonotus blanfordi) เป็นต้น พบชนิดนกน้ำที่อาศัยอยู่บริเวณรอบบึงปี่ฆ้อง เช่น นกกาน้ำเล็ก (Phalacrocorax niger) นกยางควาย (Bubulcus ibis) เป็ดแดง (Dendrocygna javanica) นกตีนเทียน (Himantopus himantopus) นกกวัก (Amaurornis phoenicurus) นกอีลุ้ม (Gallicrex cinerea) เป็นต้น     

3. สัตว์เลื้อยคลาน

    มีสัตว์เลื้อยคลานอาศัยอยู่ในพื้นที่ศึกษาไม่น้อยกว่า 3 ชนิด ใน 3 วงศ์ 3 สกุล ทุกชนิดเป็นสัตว์ที่สำรวจพบโดยตรง ได้แก่ จิ้งจกหางแบน (Cosymbotus platyurus) จิ้งเหลนบ้าน (Mabuya multifasciata) งูสิงบ้าน (Ptyas korros)                      

4. สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

มีสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกอาศัยอยู่ในพื้นที่โครงการไม่น้อยกว่า 5 ชนิด ใน 3 วงศ์ 4 สกุล (ตารางภาคผนวกที่ 4-4) ทุกชนิดเป็นสัตว์ที่สำรวจพบโดยตรง ได้แก่ กบหนอง (Fejervaya limnocharis) เขียดจิก (Hylarana erythraea) เขียดจะนา (Occidozyga lima) อึ่งน้ำเต้า (Microhyla ficipes) และอึ่งข้างดำ (Microhyla heymonsi)     

ทรัพยากรปลา

         ทรัพยากรปลาที่อาศัยอยู่ในบึงโคกปี่ฆ้อง ตำบลโคกปี่ฆ้อง อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว มีความหลากชนิดจำนวน 22 ชนิด (species) ใน 14 ครอบครัว (families) ปลาที่พบมีความหลากชนิดมากที่สุดในครอบครัว Cyprinidae จำนวน 8 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 57.14 รองลงมา ได้แก่ Belontiidae จำนวน 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 9.09 และอีก 12 ครอบครัว พบเพียงครอบครัวละ 1 ชนิด แต่ละครอบครัวคิดเป็นร้อยละ 4.55

สัตว์หน้าดิน

         สัตว์หน้าดินที่อาศัยอยู่ในบึงโคกปี่ฆ้อง ตำบลโคกปี่ฆ้อง อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนมีระดับถึงบริเวณขอบบึงพบความหลากชนิดของสัตว์หน้าดิน ทั้งหมด 4 ชนิด ใน 3 ไฟลั่ม 4 ครอบครัว มีความหนาแน่นระหว่าง 220-264 ตัวต่อตารางเมตร ประกอบด้วยสัตว์หน้าดินในไฟลั่ม Annelida จำนวน 1 ชนิด ใน 1 ครอบครัว ไฟลั่ม Arthropoda จำนวน 2 ชนิด ใน 2 ครอบครัว และ ไฟลั่ม Mollusca จำนวน 1 ชนิด ใน 1 ครอบครัว


คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

มูลค่าทางเศรษฐกิจของพื้นที่ชุ่มน้ำ

        การประเมินคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำประเภทหนองบึง จากผลการสำรวจข้อมูลการใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ตามที่กำหนดการศึกษาโดยวิธีการรวบรวมจากข้อมูลทุติยภูมิ และการสำรวจด้วยแบบสอบถาม  ค่าประโยชน์มวลรวม (gross benefit) รายปีของพื้นที่หนองโคกปี่ฆ้อง มีมูลค่า 0.35 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นทางด้านผลผลิตปลา 288,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 82.42 ของมูลค่าทั้งหมด รองลงมา คือ ผลผลิตกุ้งและการเลี้ยงควาย ด้านละ 15,000 บาท (ร้อยละ 4.29) และการทำนา 14,500 บาท (ร้อยละ 4.15) ตามลำดับ

การจัดการและการคุกคาม  
 

การคุกคามที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่


           จากผลการศึกษาสำรวจในพื้นที่ พบประเด็นปัญหาและการคุกคามพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกายภาพของระบบนิเวศ หรือการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ ทรัพยากรน้ำและระบบน้ำ มลพิษสิ่งแวดล้อม และการรบกวนธรรมชาติ

 

                 ภายในพื้นที่

      การคุกคามภายในพื้นที่ มีปัญหาและการคุกคามภายในพื้นที่ 6 ลักษณะ ได้แก่

1) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกายภาพของระบบนิเวศ หรือการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ
    1.1) การขุดลอกเปลี่ยนแปลงพื้นที่
    1.2) การทำคันกั้นโดยรอบ


2) ทรัพยากรน้ำและระบบน้ำ
    2.1) การสร้างเขื่อนกักกั้นน้ำ
    2.2) การทำถนน
    2.3) การใช้น้ำจืด

3) การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในระดับที่เกินศักยภาพ
    3.1) การจับสัตว์น้ำ
    3.2) การเก็บหาของป่า


4) ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการระบายน้ำทิ้งจาการเกษตร


5) การนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน ซึ่งมีการระบาดของชนิดพรรณพืชและชนิดพันธุ์สัตว์ ดังนี้
    5.1) การนำไม้ยืนต้นต่างถิ่นเข้ามาปลูกตามคันดินโดยรอบ
    5.2) การระบาดของพรรณไม้ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน
    5.3) การปล่อยพันธุ์ปลาต่างถิ่นในแหล่งน้ำ
    5.4) การระบาดของสัตว์น้ำ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน
    5.5) การระบาดของนกที่เป็นชนิดพันธุ์ที่รุกราน


6) ปัญหาการทำกิจกรรมในพื้นที่ มีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดปัญหาและการคุกคามในพื้นที่ คือ การรบกวนธรรมชาติ


      ภายนอกพื้นที่

                 การคุกคามภายนอกพื้นที่ ปัญหาและการคุกคามจากภายนอกพื้นที่ที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน การพัฒนาพื้นที่การเกษตร และการเลี้ยงสัตว์

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                            รายละเอียดเพิ่มเติม >>