หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ
 

บึงฉวาก จ.สุพรรณบุรี


ที่ตั้ง : บึงฉวากตั้งอยู่ หมู่ 3 และ 9 เทศบาลตำบลเดิมบาง มีพื้นที่ครอบคลุม 4 ตำบล คือ ตำบลปากน้ำ ตำบลหัวเข่า อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี และตำบลบ้านเชี่ยน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ปรากฏในแผนที่ สภาพภูมิประเทศ มาตราส่วน 1:50,000 ระดับชุด L7018 ระวาง 5038 III

 

พิกัดกลาง : 611800 ถึง 614100 E และ 1646600 ถึง 1651400N หรือที่พิกัดภูมิศาสตร์ระหว่างเส้นละติจูดที่ 14 องศา 53 ลิปดา ถึง 14 องศา 50 ลิปดาตะวันออก และเส้นลองติจูดที่ 100 องศา 2 ลิปดา ถึง 100 องศา 4 ลิปดา

 

ขนาดพื้นที่ : 2,700 ไร่

มีองค์การบริหารส่วนตำบลเดิมบางเป็นหน่วยงานที่บริหารจัดการพื้นที่


แผนที่
 
 
อ้างอิง
โครงการสำรวจสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทพรุของประเทศไทย ปีงบประมาณ 2552 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

ลักษณะภูมิประเทศ

           บึงฉวากมีพื้นที่ติดต่อกับอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท และอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,700 ไร่ ส่วนที่อยู่ใน เขตอำเภอเดิมบางนางบวชมีพื้นที่ประมาณ 1,700 ไร่ เป็นบึงน้ำจืดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีขนาดใหญ่ ความลึกเฉลี่ยประมาณ 1 – 3 เมตร มีลักษณะ คล้ายเป็นส่วนหนึ่งของลำน้ำ สามารถเก็บน้ำได้ตลอดปี เพื่อให้เป็นที่เก็บกักน้ำไว้ใช้ ในการอุปโภค การบริโภค และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดที่สำคัญ บึงฉวากได้รับประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2526 และในปี พ.ศ. 2541 ได้รับการจัดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ ตามอนุสัญญาแรมซาร์ที่ประเทศไทย เป็นภาคี (สำนักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2548) เนื่องจากความหลากหลายของ พรรณพืช และพันธุ์สัตว์       

           บึงฉวากได้รับการพัฒนาโดยจังหวัดสพรรณบุรีและหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นพื้นที่รองรับด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และการชลประทาน รวมทั้งการปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ มีการขุดลอกพื้นที่แหล่งน้ำทำให้เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ของแหล่งน้ำธรรมชาติ จนขาดที่กำบังและ ไม่เหมาะสม ในการเป็นแหล่งอาหารของนกน้ำ


           บึงฉวาก เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำอยู่ในลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำสาขาที่ราบลุ่มแม่น้ำท่าจีน ตั้งอยู่ทางตอนกลางประเทศไทย และอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำ ลักษณะลุ่มน้ำวางตัวตามแนวทิศเหนือ-ใต้

               ทิศเหนือ         ติดกับ ลุ่มน้ำสะแกกรัง

               ทิศใต้            ติดกับ อ่าวไทย

               ทิศตะวันออก   ติดกับ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

               ทิศตะวันตก     ติดกับ ลุ่มน้ำแม่กลอง

          สภาพทั่วไปของลุ่มน้ำท่าจีน เป็นที่ราบลุ่มริมแม่น้ำซึ่งเป็นที่ราบเดียวกันกับที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ตอนบนของลุ่มน้ำ เป็นที่เชิงเขาแต่มีระดับไม่สูงมากนัก ส่วนตอนกลางและตอนล่างเป็นที่ราบลุ่มติดต่อกับที่ราบลุ่มของลุ่มน้ำ แม่กลองแม่น้ำท่าจีนแยกออกมา ทางฝั่งขวาของ แม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ไหลผ่านจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม และไหลออกสู่อ่าวไทย ที่จังหวัดสมุทรสาคร

ลักษณะทางธรณีวิทยา

          จากข้อมูลด้านธรณีวิทยาของบึงฉวากของกรมทรัพยากรธรณีวิทยา (2548) ชี้ให้เห็นว่ามีลักษณะทางธรณีวิทยา บริเวณโดยรอบของ บึงฉวากเป็นหินและตะกอนที่เกิดในยุคควอเทอร์นารี ซึ่งเป็นยุคสุดท้ายในตารางธรณีกาลที่มีอายุตั้งแต่ 2.6 ล้านปีจนถึงปัจจุบัน ลักษณะของ ตะกอนเป็นตะกอนธารน้ำพา (fluvial deposits) โดยเป็นตะกอนที่พัดพามาสะสมตัว โดยแม่น้ำลำคลอง ในช่วงน้ำหลากโดยกระแสน้ำ จะนำตะกอนตามริมฝั่งแม่น้ำและท่วมท้นเข้าไปภายในทั้งสองฝั่งแม่น้ำ จนเกิดเป็นที่ราบริมฝั่งแม่น้ำ ที่เรียกว่าที่ราบน้ำท่วมถึง (flood plain) ลักษณะของตะกอนบริเวณนี้เป็นทรายเม็ดเล็ก ทรายแป้ง และดินเหนียว

           บึงฉวากเป็นหนองน้ำแห่งหนึ่งที่ตั่งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน ทำให้ลักษณะทางธรณีวิทยาและโครงสร้าง ทางธรณีวิทยาซึ่งเกิดในยุคควอเทอร์นารี เป็นตะกอนที่ทับถมตัวจากตะกอนน้ำพา ที่มีลักษณะเป็นทรายเม็ดเล็ก ทรายแป้ง และดินเหนียว จัดอยู่ในลักษณะของหินร่วนตามลักษณะของหินทางอุทกธรณีวิทยาเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเก็บกักน้ำบาดาลได้มาก โดยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง  20 – 100 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง แต่การนำน้ำบาดาลมาใช้ประโยชน์มีไม่มากเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆของประเทศ เนื่องจากพื้ที่ลุ่มภาคกลางอยู่ใน พื้นที่ชลประทานมีน้ำใช้เพื่อการเกษตรตลอดทั้งปี และความหนาของชั้นตะกอนในพื้นที่ลุ่มภาคกลาง อยู่ระหว่าง 60-150 เมตร ตามสภาพของพื้นที่แต่ละแห่ง จากรายงานการศึกษาเพื่อกำหนดพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย และภัยธรรมชาติ (ในเขตลุ่มน้ำภาคกลาง) ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่บริเวณนี้ สามารถเจาะพบน้ำบาดาลที่มีคุณภาพดี ในระดับความลึก 60-150 เมตร ได้น้ำ 10-70 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง และพื้นที่ตอนกลางหรือใกล้กับแม่น้ำเจ้าพระยามีน้ำถึง 200 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง ส่วนระดับการไหลของน้ำบาดาลในพื้นที่นี้รวมทั้งพื้นที่ ภาคกลาง จะไหลจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ และจากบริเวณรอบๆของแอ่ง เข้าสู่ใจกลางแอ่ง อัตราการไหลประมาณ 4 ชั่วโมง/วัน จากตัวเลขนี้จะเห็นได้ว่าการไหลของน้ำบาดาลค่อนข้างช้า เนื่องจากพื้นที่ บริเวณนี้มีความลาดชันน้อย

ทรัพยากรดิน

         กลุ่มชุดดินที่พบบริเวณบึงฉวาก ประกอบด้วยกลุ่มชุดดินที่ 7, 4, 35, 36, 38, 48 และกลุ่มชุดดินที่ 62 มีรายละเอียดดังนี้

          กลุ่มชุดดินที่ 4 มีเนื้อที่ 64,935ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวหรือกลุ่มดินเหนียวจัดลึกมาก สีเทาเกิดจากวัตถุ ต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน หน้าดินอาจแตกระแหงเป็นร่องกว้าง และลึกในฤดูแล้ง และอาจมีรอย ถูกไถในดินล่าง มีการระบายน้ำเลวหรือค่อนข้างเลว ความอุดมสมบูรณ์ ตามธรรมชาติปานกลาง บางพื้นที่พบใน พื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำไหลบ่าท่วมขังสูง ในฤดูฝน หรือพบ ในพื้นที่ค่อนข้างดอน ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ

        กลุ่มชุดดินที่ 7 มีเนื้อที่ 3,254 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวจัด ลึกมากสีเทาเกิดจากวัตถุ ต้นกำเนิดดิน พวกตะกอนลำน้ำ พบในบริเวณที่ราบตะกอนน้ำพา มีสภาพพื้นที่ราบเรียบหรือค่อนข้างราบเรียบ มีน้ำแช่ขัง ในช่วงฤดูฝน การระบายน้ำค่อนข้างเลว ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลาง อาจมีเม็ดปูนหรือมี เนื้อดินเหนียวลดลง ในดินล่าง บางพื้นที่พบในพื้นที่ค่อนข้างดอน ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำหรือได้รับ ผลกระทบจากความเค็มของดิน ในพื้นที่ใกล้เคียง

        กลุ่มชุดดินที่ 35 บริเวณลูกคลื่นลอนลาด เนื้อที่ 3,950 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนละเอียดลึกมาก เกิดจากวัตถุ ต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ หรือการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ หรือการสลายตัวผุพัง แล้วถูกเคลื่อนย้าย มาทับถมของวัสดุ เนื้อหยาบ ส่วนใหญ่มาจากหินตะกอน มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ ตามธรรมชาติต่ำ อาจพบลูกรังในช่วง ความลึก 100-150 เซนติเมตรจากผิวดิน

        กลุ่มชุดดินที่ 36 บริเวณลูกคลื่นลอนลาด เนื้อที่ 1,450 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนละเอียดลึกมาก ที่เกิดจากวัตถุ ต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ หรือการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ หรือการสลายตัวผุพังแล้วถูก เคลื่อนย้ายมาทับถมของวัสดุ เนื้อหยาบ มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ ถึงปานกลาง บางพื้นที่อาจพบลูกรังในดินล่าง ช่วงความลึก 100-150 เซนติเมตรจากผิวดิน

        กลุ่มชุดดินที่ 38 เนื้อที่ 5,374 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนละเอียด ลึกมาก เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดิน พวกตะกอนลำน้ำ หรือการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ หรือการสลายตัวผุพังแล้วถูกเคลื่อนย้ายมาทับถมของวัสดุ เนื้อหยาบส่วนใหญ่มาจากหินตะกอน มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ อาจพบลูกรังในช่วงความลึก 100-150 เซนติเมตรจากผิวดิน

        กลุ่มชุดดินที่ 48 บริเวณลูกคลื่นลอนลาด เนื้อที่ 35 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินตื้นถึงชั้นเศษหินหรือก้อนหิน เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำหรือจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่หรือเคลื่อนย้ายมาในระยะทางไม่ไกลนักของวัสดุ เนื้อค่อนข้างหยาบหรือเนื้อละเอียด เป็นดินตื้น มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ และกลุ่มชุดดินที่ 48 บริเวณที่ชันปานกลาง เนื้อที่ 35 ไร่

        กลุ่มชุดดินที่ 62 ประกอบด้วยพื้นที่ภูเขาและเทือกเขาที่มีความลาดชันมากกว่าร้อยละ 35 พื้นที่บริเวณนี้ ยังไม่มีการสำรวจ และจำแนกดิน เนื่องจากยากต่อการจัดการดูแลที่ดินในพื้นที่ทำการเกษตร เนื้อที่ 1,378 ไร่

          นอกจากนี้ยัง พบว่า มีพื้นที่เหมืองแร่ (ML) เนื้อที่ 421 ไร่ บ่อขุด (P) เนื้อที่ 302 ไร่ พื้นที่หินโผล่ (RL) เนื้อที่ 203 ไร่ หมู่บ้าน (V) เนื้อที่ 366 ไร่ และแหล่งน้ำ (W) เนื้อที่ 2,702ไร่

 


สถานภาพทางชีวภาพ  
 

ทรัพยากรป่าไม้และพืชลอยน้ำ

          บึงฉวากเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำกระจายทั่วไปในพื้นที่ลุ่มใกล้แม่น้ำ ผ่านการขุดลอก สร้างฝายกักเก็บน้ำ และปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ ทำให้ไม่เหลือสภาพสังคมพืชที่ธรรมชาติ จากการศึกษา พบพรรณไม้รวม 213 ชนิด 169 สกุล 66 วงศ์ แยกเป็นพรรณไม้ทั่วไป 82 ชนิด และพรรณไม้น้ำ 131 ชนิด ซึ่งเป็นพรรณไม้ที่นำเข้าไปปลูกอีก 45 ชนิด


           รอบบึงพบไม้ต้นที่ขึ้นในพื้นที่อีกหลายชนิด เช่น กุ่มน้ำ Crateva magna (Lour.) DC. สะแกนา Combretum quadrangulare Kurz ไทรย้อย Ficus benjamina L. สนุ่น Salix tetrasperma Roxb. อะราง Peltophorum dasyrrachis (Miq.) Kurz ex Baker คาง Albizia lebbeckoides (DC.) Benth. ทิ้งถ่อน A. procera (Roxb.) Benth. ตะแบกนา Lagerstroemia floribunda Jack เป็นต้น รวมทั้งพรรณไม้ที่นำเข้าไปปลูกอีกหลายชนิด เช่น สัตบรรณ Alstonia scholaris (L.) R.Br. ลำดวน Melodorum fruticosum Lour. ปีบ Millingtonia hortensis L.f. ชมพูพันธุ์ทิพย์ Tabebuia rosea (Bertol.) DC. สะเดา Azadirachta indica A.Juss. var. siamensis Valeton หูกวาง Terminalia catappa L. สัก Tectona grandis L.f. ราชพฤกษ์ Cassia fistula L. ขี้เหล็ก Senna siamea (Lam.)H.S.Irwin & Barneby กระถินณรงค์ Acacia auriculaeformis A.Cunn. ex Benth. ประดู่บ้าน Pterocarpus indica Willd. เป็นต้น

           ในพื้นที่บึงที่น้ำท่วมถึงและบริเวณโดยรอบพบพรรณไม้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากถูกขุดลอก พรรณไม้น้ำที่พบ เช่น ผักแว่น Marsilea crenata C.Presl ต้อยติ่ง Ruellia tuberosa L. ผักเป็ดน้ำ Alternanthera philoxeroides (Mart.) Griseb. ข้าวสารดอกเล็ก Raphistemma hooperiana (Blume) Decne. ผักตบชวา Eichhornia crassipes (C.Mart.) Solms จอกหูหนู Salvinia cucullata Roxb. ex Bory ผักกระเฉด Neptunia oleracea Lour. ไมยราบยักษ์ Mimosa pigra L. บัวหลวง Nelumbo nucifera Gaertn. ผักบุ้ง Ipomoea aquatica Forssk. ผักแพงพวย Ludwigia adscendens (L.) H.Hara บอน Colocasia esculenta (L.) Schott กกรังกาน้อย Cyperus platystylis R.Br.ปรือ Scleria poaeformis Retz. หญ้าพง Sorghum propinquum (Kunth) Hitchc. แฝก Vetiveria zizanioides (L.) Nash ex Small ธูปฤาษี Typha angustifolia L. เป็นต้น

45ทรัพยากรสัตว์ป่า

           มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ในพื้นที่ศึกษาไม่น้อยกว่า 68 ชนิด ใน 43 วงศ์ 61 สกุลประกอบด้วย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 3 ชนิด หรือร้อยละ 4.41 ของจำนวนชนิดสัตว์ป่าทั้งหมด นก 46 ชนิด (ร้อยละ 67.67) สัตว์เลื้อยคลาน 14 ชนิด (ร้อยละ 20.59) และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 5 ชนิด (ร้อยละ 7.35)

1) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

              มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยอยู่ในพื้นที่ศึกษาไม่น้อยกว่า 3 ชนิด ใน 3 วงศ์ 3 สกุล เป็นสัตว์ที่สำรวจพบ โดยตรง 2 ชนิด ได้แก่ กระรอกปลายหางดำ (Callosciurus caniceps) และหนูท้องขาว (Rattus tanezumi) ได้ข้อมูล จากการสอบถาม 1 ชนิด คือ พังพอนเล็ก (Herpestes javanica)

2) นก

               มีนกอาศัยอยู่ในพื้นที่ศึกษาไม่น้อยกว่า 46 ชนิด ใน 27 วงศ์ 40 สกุล ทุกชนิดเป็นนกที่สำรวจพบโดยตรง ส่วนมากเป็นนกที่อาศัยอยู่ตามชุมชนที่อาศัยอยู่รอบบึงฉวากและตามพื้นที่ เกษตรกรรม เช่น นกเขาใหญ่ (Streptopelia chinensis) นกเขาชวา (Geopelia striata) นกบั้งรอกใหญ่ (Phaenicophaeus tristis) นกกินปลีอกเหลือง (Nectarinia jugularis) นกกระจาบทอง (Ploceus hypoxanthus) เป็นต้น พบชนิดนกน้ำที่อาศัยอยู่บริเวณรอบบึงฉวาก เช่น นกกาน้ำเล็ก (Phalacrocorax niger) นกยางกรอกพันธุ์จีน (Ardeola bacchus) นกยางเปีย (Egretta garzetta) นกยางควาย (Bubulcus ibis) เป็ดแดง (Dendrocygna javanica) นกอีแจว (Hydrophasianus chirurgus) นกอีลุ้ม (Gallicrex cinerea) เป็นต้น

3) สัตว์เลื้อยคลาน

              มีสัตว์เลื้อยคลานอาศัยอยู่ในพื้นที่ศึกษาไม่น้อยกว่า 14 ชนิด ใน 8 วงศ์ 13 สกุล เป็นสัตว์ที่สำรวจพบโดยตรง 1 ชนิด คือ เหี้ย (Varanus salvator) ที่เหลืออีก 10 ชนิดเป็นสัตว์ที่ได้ข้อมูลจากการสอบถาม เช่น เต่านา (Malayemys subtrijuga) กิ้งก่าสวน (Calotes mystaceus) กิ้งก่าหัวแดง (Calotes versicolor) จิ้งเหลนบ้าน (Mabuya multifasciata) งูไซ (Enhydris bocourti) งูเห่าหม้อ (Naja kaouthia) งูสิงบ้าน (Ptyas korros) งูเหลือม (Python reticulatus) เป็นต้น                

4) สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

              มีสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกอาศัยอยู่ในพื้นที่ศึกษาไม่น้อยกว่า 5 ชนิด ใน 5 วงศ์ 5 สกุล เป็นสัตว์ที่สำรวจพบ โดยตรง 2 ชนิด ได้แก่ กบนา (Hoplobatrachus rugulosa) และเขียดจะนา (Occidozyga lima) ที่เหลืออีก 3 ชนิด ได้ข้อมูลจากการสอบถาม ได้แก่ คางคกบ้าน (Bufo melanostictus) ปาดบ้าน (Polypedates leucomystax) อึ่งลาย (Calluella guttulata)

 ทรัพยากรปลา

         ทรัพยากรปลาที่อาศัยอยู่ในบึงฉวาก อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี มีความหลากชนิดจำนวน 43 ชนิด (species) ใน 20 ครอบครัว (families) ปลาที่พบมีความหลากชนิดมากที่สุดในครอบครัว Cyprinidae จำนวน 19 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 44.19 รองลงมา ได้แก่ Bagridae, Belontiidae, Channidae และ Notopteridae จำนวนครอบครัวละ 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 4.65 และอีก 15 ครอบครัว พบเพียงครอบครัวละ 1 ชนิด แต่ละครอบครัวคิดเป็นร้อยละ 2.33

สัตว์หน้าดิน

           สัตว์หน้าดินที่อาศัยอยู่ในบึงฉวาก อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งสำรวจในช่วงฤดูน้ำหลากและมีน้ำท่วมถึง บริเวณขอบถนนกั้นพื้นที่บึง พบความหลากชนิดของสัตว์หน้าดินทั้งหมด 7 ชนิด ใน 3 ไฟลั่ม 7 ครอบครัว มีความหนาแน่นระหว่าง 154-220 ตัวต่อตารางเมตร ประกอบด้วยสัตว์หน้าดินในไฟลั่ม Annelida จำนวน 1 ชนิด ใน 1 ครอบครัว ไฟลั่ม Arthropoda จำนวน 5 ชนิด ใน 5 ครอบครัว และ ไฟลั่ม Mollusca จำนวน 2 ชนิด ใน 2 ครอบครัว
คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

มูลค่าทางเศรษฐกิจของพื้นที่ชุ่มน้ำ

         การประเมินคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำประเภทหนองบึง จากผลการสำรวจข้อมูลการใช้ประโยชน์ ในด้านต่างๆ ตามที่กำหนดการศึกษาโดยวิธีการรวบรวมจากข้อมูลทุติยภูมิ และการสำรวจด้วยแบบสอบถาม ค่าประโยชน์มวลรวม (gross benefit) รายปีของพื้นที่บึงฉวาก มีมูลค่ 68.75 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นทางด้านการท่องเที่ยว 68,400,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 99.48 ของมูลค่าทั้งหมด รองลงมา คือ การเลี้ยงเป็ด 160,000 บาท (ร้อยละ 0.23) และ การทำนา 78,000 บาท (ร้อยละ 0.11) ตามลำดับ

การจัดการและการคุกคาม  
 

การคุกคามที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่


           จากผลการศึกษาสำรวจในพื้นที่ พบประเด็นปัญหาและการคุกคามพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทางกายภาพของระบบนิเวศ หรือการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ ทรัพยากรน้ำและระบบน้ำ มลพิษสิ่งแวดล้อม และการรบกวนธรรมชาติ

           ภายในพื้นที่

             ปัญหาและคุกคาม ภายในพื้นที่ มีประเด็นปัญหาและการคุกคาม 7 ประเด็น ได้แก่

    1) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกายภาพของระบบนิเวศ หรือการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ

    1.1) การขุดลอกเปลี่ยนแปลงพื้นที่

    1.2) การทำคันกั้นโดยรอบ

    1.3) การถมที่

    2) ทรัพยากรน้ำและระบบน้ำ

    2.1) การสร้างเขื่อนกักกั้นน้ำ

    2.2) การทำถนน

    2.3) การใช้น้ำจืด

    3) การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในระดับที่เกินศักยภาพ โดยเฉพาะการจับสัตว์น้ำ

    4) ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม

4.1) การถ่ายเทของเสียของชุมชน

4.2) การระบายน้ำทิ้งจาการเกษตร

4.3) การปลดปล่อยไนโตรเจนและฟอสฟอรัส

5) การนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน ซึ่งมีการระบาดของชนิดพรรณพืชและชนิดพันธุ์สัตว์
ดังนี้

5.1) การนำไม้ยืนต้นต่างถิ่นเข้ามาปลูกตามแนวถนน
5.2) การระบาดของพรรณไม้ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน
5.3) การปล่อยพันธุ์ปลาต่างถิ่นในแหล่งน้ำ
5.4) การระบาดของสัตว์น้ำ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน
5.5) การระบาดของนกที่เป็นชนิดพันธุ์ที่รุกราน

6) การบุกรุกที่ดิน

6.1) การถมพื้นที่
6.2) บุกรุกบริเวณริมน้ำ

7) การทำกิจกรรมในพื้นที่

7.1) ปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างที่พัก การจัดแสดง และโครงการของหน่วยงานต่างๆ
7.2) การรบกวนธรรมชาติ จากการใช้พื้นที่เพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์


          ภายนอกพื้นที่

          ปัญหาและการคุกคามภายนอกพื้นที่ จากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน โดยรอบพื้นที่รวมทั้งความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตร และการท่องเที่ยว

รายละเอียดเพิ่มเติม >>