หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี

 

บึงบ้านชุ้ง จ.อยุธยา


ที่ตั้ง : บึงบ้านชุ้ง หรือ บึงอ้อ ตั้งอยู่ หมู่ 5 ตำบลบ้านชุ้ง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ห่างจากอำเภอนครหลวงประมาณ 6 กิโลเมตร ปรากฏในแผนที่สภาพภูมิประเทศ มาตราส่วน 1:50,000 ลำดับชุด L 7018 ระวาง 5137 III

 

พิกัดกลาง : 679100E และ 1600100N หรือที่พิกัดภูมิศาสตร์เส้นละติจูด 14 องศา 28 ลิปดาเหนือ และเส้นลองติจูด 100 องศา 39 ลิปดาตะวันออก

 

ขนาดพื้นที่ : 164 ไร่ 3 งาน 53 ตารางวา

 

จัดอยู่ในประเภทพื้นที่ชุ่มน้ำกระจายในที่ลุ่ม โดยมีองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชุ้ง เป็นหน่วยงานที่บริหารจัดการพื้นที่


แผนที่
 
 
อ้างอิง
โครงการสำรวจสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทพรุของประเทศไทย ปีงบประมาณ 2555 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

ลักษณะภูมิประเทศ

         บึงบ้านชุ้ง หรือ บึงอ้อ ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านชุ้ง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่รวมประมาณ ขนาดเนื้อที่ 164 ไร่ 3 งาน 53 ตารางวา บึงบ้านชุ้งเป็นอ่างเก็บน้ำ 2 อ่างที่เกิดขึ้นจากขุดดินไปใช้ประโยชน์ในอดีต และเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้กลายเป็นบึงที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ มีน้ำตลอดทั้งปี มีพืชพันธุ์และสัตว์น้ำนานาชนิด ส่วนสภาพทางกายภาพ โดยรอบของบึงแห่งนี้เป็นที่ราบริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก (ห่างจากแม่น้ำป่าสักประมาณ 3 กิโลเมตร) มีความสูงของพื้นที่ประมาณ 3 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางลักษณะทางกายภาพของบึงเป็นที่ลุ่ม มีความยาวประมาณ 2.0 กิโลเมตร และมีความกว้าง ประมาณ 0.5 กิโลเมตร สภาพของบึงผ่านการขุดลอกเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม

          บึงบ้านชุ้งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำอยู่ในลุ่มน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำสาขาที่ราบแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งอยู่ทางตอนกลางของ ประเทศไทย ลักษณะลุ่มน้ำวางตัวตามแนวเหนือ-ใต้

               ทิศเหนือ         ติดกับ ลุ่มน้ำปิงและน่าน

               ทิศใต้            ติดกับ อ่าวไทย

               ทิศตะวันออก   ติดกับ ลุ่มน้ำป่าสักและบางปะกง

               ทิศตะวันตก     ติดกับ ลุ่มน้ำท่าจีนและสะแกกรัง

         ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแม่น้ำสายหลัก คือ แม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีแม่น้ำสะแกกรังไหลมาบรรจบเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ลำน้ำสาขาที่สำคัญของแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ แม่น้ำน้อย แยกออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดชัยนาท แล้วไหลกลับเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม่น้ำสุพรรณบุรี แยกออกจากแม่น้ำเจ้าพระยา และไหลขนานคู่กันไปจนออกสู่อ่าวไทย มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันไป ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปากแม่น้ำ คือ คลองมะขามเฒ่า แม่น้ำสุพรรณบุรี แม่น้ำนครชัยศรี และแม่น้ำท่าจีน คลองบางแก้ว เป็นคลองสายสั้น ๆ แยกออกจากแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จังหวัดอ่างทอง แล้วไหลไปบรรจบกับแม่น้ำลพบุรี ซึ่งแยกออกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดสิงห์บุรีเช่นกัน โดยจุดบรรจบอยู่ในเขตอำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 ลักษณะธรณีวิทยา

          ลักษณะทางธรณีวิทยาของพื้นที่บริเวณนี้เป็นหินและตะกอนที่เกิดขึ้นในยุคควอเทอร์นารี ที่มีลักษณะเป็น ตะกอนธารน้ำพา (fluvial deposits) ซึ่งเป็นตะกอนที่เกิดจากการพัดพาโดยแม่น้ำลำคลอง ซึ่งในพื้นที่บริเวณนี้ได้แก่ แม่น้ำป่าสักโดยพัดพาตะกอนมาสะสมตัวบริเวณทั้งสองฝั่งของแม่น้ำโดยเฉพาะในช่วงน้ำหลาก ทำให้เกิดเป็นที่ราบริมฝั่งแม่น้ำ ที่เรียกว่า ที่ราบน้ำท่วมถึง (food plain) ลักษณะของตะกอนในบริเวณเป็นทรายเม็ดเล็ก ทรายแป้ง และดินเหนียว

          บึงบ้านชุ้ง ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำป่าสักในเขตพื้นที่อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลักษณะทางธรณีบริเวณนี้ เป็นลำน้ำ เมื่อพิจารณาทางด้านอุทกธรณีวิทยา บริเวณฝั่งบ้านชุ้ง จากธรณีวิทยาประเทศไทย ของกรมทรัพยากรธรณีวิทยา ได้แบ่งชั้นน้ำบาดาลบริเวณนี้ออกเป็นชั้นน้ำบาดาลนครหลวง (Nakhon Luang aquifer) ที่มีลักษณะเป็นชั้นของกรวด ทราย ที่มีการคัดขนาดโดยธรรมชาติดีปานกลาง (Moderately well sorted) จนถึงดี (well sorted) มีการเก็บกักน้ำที่ดี โดยบ่อจะให้น้ำเฉลี่ย 50-200 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง มีอัตราการไหลซึม 1,200 – 3,700 ตารางเมตร/วัน ชั้นน้ำในบริเวณนี้ มีความลึกจาก   ผิวดินอยู่ระหว่าง 100 – 140 เมตร และมีความหนาอยู่ระหว่าง 50 – 70 เมตร

 

ทรัพยากรดิน

          พบบริเวณบึงบ้านชุ้งประกอบด้วยกลุ่มชุดดินที่ 4 และ 21 มีรายละเอียดดังนี้

          กลุ่มชุดดินที่ 4 มีเนื้อที่ 49,214ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวหรือกลุ่มดินเหนียวจัดลึกมาก สีเทาเกิดจาก วัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝนหน้าดินอาจแตกระแหงเป็นร่องกว้าง และลึกในฤดูแล้ง และอาจมีรอยถูไถลในดินล่างมีการระบายน้ำเลวหรือค่อนข้างเลวความอุดมสมบูรณ์ ตามธรรมชาติ ปานกลาง บางพื้นที่พบในพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำไหลบ่าท่วมขังสูงในฤดูฝนหรือพบใน พื้นที่ค่อนข้างดอน ทำให้เสี่ยง ต่อการขาดแคลนน้ำ

          กลุ่มชุดดินที่ 21 มีเนื้อที่ 49,214ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนลึกมากสีเทา เกิดจากวัตถุ ต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน การระบายน้ำค่อนข้างเลว ความอุดมสมบูรณ์ตาม ธรรมชาติปานกลาง มีน้ำไหลบ่าท่วมขังสูงในฤดูฝน

          นอกจากนี้ พบว่า พื้นที่หมู่บ้าน (U) เนื้อที่ 348 ไร่ และพื้นที่แหล่งน้ำ (W) เนื้อที่ 1,486ไร่



สถานภาพทางชีวภาพ  
 

ทรัพยากรป่าไม้และพืชลอยน้ำ

          บึงบ้านชุ้ง เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่กระจายในพื้นที่ลุ่มใกล้แม่น้ำ ผ่านการขุดลอกและปรับปรุงพื้นที่โดยรอบ ใช้พื้นที่ ทำการเกษตร และที่ตั้งชุมชน ทำให้ไม่เหลือสภาพสังคมพืชที่ธรรมชาติ จากการศึกษาพบ พรรณไม้รวม 162 ชนิด 129 สกุล 52 วงศ์แยกเป็นพรรณไม้ทั่วไป 39 ชนิด และพรรณไม้น้ำ 123 ชนิด ซึ่งเป็นพรรณไม้ที่นำเข้าไปปลูกอีก 19 ชนิด ในท้องนา ที่อยู่ใกล้กับบึงพบพืชหายาก 2 ชนิด คือ กะเม็งเทียม Heliotropium bracteatum R.Br. และพุดน้ำ Kailarsenia hygrophila (Kurz) Tirveng. ดังมีรายละเอียดใน


           รอบหนองพบไม้ต้นที่ขึ้นในพื้นที่อีกหลายชนิด เช่น สะแกนา Combretum quadrangulare Kurz กุ่มน้ำ Crateva magna (Lour.) DC. กระทุ่มนา Mitragyna diversifolia (Wall. ex G.Don) Havil. อะราง Peltophorum dasyrrachis (Miq.) Kurz ex Baker ตะแบกนา Lagerstroemia floribunda Jack เป็นต้น รวมทั้ง พรรณไม้ที่น้ำเข้าไปปลูกอีกหลายชนิด เช่น สัตบรรณ Alstonia scholaris (L.) R.Br. ปีบ Millingtonia hortensis L.f. สะเดา Azadirachta indica A.Juss. var. siamensis Valeton หูกวาง Terminalia catappa L. หางนกยูงฝรั่ง Delonix regia (Bojer ex Hook.) Raf. ราชพฤกษ์ Cassia fistula L. ขี้เหล็ก Senna siamea (Lam.) H.S.Irwin & Barneby ประดู่บ้าน Pterocarpus indica Willd. เป็นต้น

          ในพื้นที่บึงที่น้ำท่วมถึงพบพรรณไม้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากถูกขุดลอก ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่ได้ขุดลอกและพื้นที่ เกษตรกรรม พบพรรณไม้น้ำหลายชนิด เช่น ผักแว่น Marsilea crenata C.Presl ผักขมหนาม Amaranthus spinosus L. ต้อยติ่งนา Hygrophila erecta (Burm.f.) Hochr. ขลู่ Pluchea indica (L.) Less. สลอดน้ำ Ficus heterophylla L.f. โสนกินดอก Sesbania javanica Miq. ผักปลาบ Commelina bengalensis L. หนามพุงดอ Azima sarmentosa (Blume) Benth. ผักตบชวา Eichhornia crassipes (C.Mart.) Solms จอกหูหนู Salvinia cucullata Roxb. ex Bory ผักกระเฉด Neptunia oleracea Lour. ไมยราบยักษ์ Mimosa pigra L. บัวหลวง Nelumbo nucifera Gaertn. ผักบุ้ง Ipomoea aquatica Forssk. ผักแพงพวย Ludwigia adscendens (L.) H.Hara บอน Colocasia esculenta (L.) Schott กกขนาก Cyperus difformis L. หญ้าไทร Leersia hexandra (L.) Sw. หญ้าพง Sorghum propinquum (Kunth) Hitchc. แฝก Vetiveria zizanioides (L.) Nash ex Small ธูปฤาษี Typha angustifolia L. เป็นต้น

ทรัพยากรสัตว์ป่า

         มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ในพื้นที่ศึกษาไม่น้อยกว่า 53 ชนิด ใน 30 วงศ์ 48 สกุล ประกอบด้วย นก 46 ชนิด หรือร้อยละ 86.79 ของจำนวนชนิดสัตว์ป่าทั้งหมด สัตว์เลื้อยคลาน 1 ชนิด (ร้อยละ 1.89) และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 6 ชนิด (ร้อยละ 11.32) โดยมีรายละเอียดผลการศึกษาจำแนก ออกตามประเภทสัตว์ดังนี้

1) นก

     มีนกอาศัยอยู่ในพื้นที่ศึกษาไม่น้อยกว่า 6 ชนิด ใน 26 วงศ ์412 สกุล (ตารางภาคผนวกที่ 4-1) ทุกชนิดเป็นนกที่สา รวจพบโดยตรง ส่วนมากจะเป็นนกที่อาศัยอยู่ตามทุ่งโล่งและตามพื้นที่เกษตรกรรม เช่น นกเขาใหญ่ (Streptopelia chinensis) นกเขาชวา (Geopelia striata) นกกระปูดใหญ่ (Centropus sinensis) นก ขมิ้นน้อยสวน (Aegithina tiphia) นกปรอดสวน (Pycnonotus blanfordi) นกแซงแซวหางปลา (Dicrurus macrocercus) นกกระจาบอกเรียบ (Ploceus philippinus) เป็นต้น พบชนิดนกน ้าที่อาศัยอยู่บริเวณรอบบึง บ้านชุ้ง เช่น นกกาน ้าเล็ก (Phalacrocorax niger) นกยางกรอกพนัธุจ์ีน (Ardeola bacchus) นกยางเปีย (Egretta garzetta) นกยางควาย (Bubulcus ibis) เป็ดแดง (Dendrocygna javanica) นกอีแจว (Hydrophasianus chirurgus) นกพริก (Metopidius indicus) นกกวกั (Amaurornis phoenicurus) เป็นตน้

2) มีสัตว์เลื้อยคลานอาศัย

    มีสัตว์เลื้อยคลานอาศัยอยู่ในพื้นที่ศึกษาไม่น้อยกว่า 1 ชนิด ใน 1 วงศ์ 1 สกุล เป็นสัตว์ที่สำรวจพบโดยตรง 1 ชนิด คือ จิ้งจกหางแบน (Cosymbotus platyurus)

3) สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

    มีสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกอาศัยอยู่ในพื้นที่โครงการไม่น้อยกว่า 6 ชนิด ใน 3 วงศ์ 5 สกุล ทุกชนิดเป็นสัตว์ ที่สำรวจพบโดยตรง ได้แก่ กบนา (Hoplobatrachus rugulosa) กบ หนอง (Fejervaya limnocharis) เขียดจิก (Hylarana erythraea) เขียดจะนา (Occidozyga lima) อึ่งน้ำเต้า (Microhyla ficipes) และอึ่งข้างดำ (Microhyla heymonsi)

ทรัพยากรปลา

         ทรัพยากรปลาที่อาศัยอยู่ในบึงบ้านชุ้ง ตำบลบ้านชุ้ง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยธุยา มีความหลากชนิด จำนวน 21 ชนิด (species) ใน 13 ครอบครัว (families) ปลาที่พบมีความหลากชนิดมากที่สุดในครอบครัว Cyprinidae จำนวน 8 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 38.10 รองลงมา ได้แก่ Belontiidae จา นวน 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 9.52 และอีก 11 ครอบครัว พบเพยีงครอบครัวละ 1 ชนิด แต่ละ ครอบครัวคิดเป็นร้อยละ 4.76

สัตว์หน้าดิน

        สตัว์หน้าดินที่อาศัยอยู่ในบึงบ้านชุ้ง ตำบลบ้านชุ้ง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนมีระดับถึงบริเวณขอบบึง พบความหลากชนิดของสัตว์หน้าดินทั้งหมด 5 ชนิด ใน 3 ไฟลั่ม 5 ครอบครัว มีความหนาแน่นระหว่าง 220-264 ตัวต่อตารางเมตร ประกอบด้วยสัตว์หน้า ดินในไฟลั่ม Annelida จา นวน 1 ชนิด ใน 1 ครอบครัว ไฟลั่ม Arthropoda จำนวน 2 ชนิด ใน 2 ครอบครัว และ ไฟลั่ม Mollusca จำนวน 2 ชนิด ใน 2 ครอบครัว

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

มูลค่าทางเศรษฐกิจของพื้นที่ชุ่มน้ำ

          การประเมินคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำประเภทหนองบึง จากผลการสำรวจข้อมูล การใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ตามที่กำหนดการศึกษาโดยวิธีการรวบรวมจากข้อมูลทุติยภูมิ และการสำรวจด้วยแบบสอบถาม ค่าประโยชน์มวลรวม (gross benefit) รายปีของพื้นที่บึงบ้านชุ้ง มีมูลค่า 0.11 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นทางด้านการใช้น้ำ 60,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 55.17 ของมูลค่าทั้งหมด รองลงมา คือ และการทำนา 48,000 บาท (ร้อยละ 44.14) และ การเลี้ยงวัว 750 บาท (ร้อยละ 0.69) ตามลำดับ

 

การจัดการและการคุกคาม  
 

การคุกคามที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่


           จากผลการศึกษาสำรวจในพื้นที่ พบประเด็นปัญหาและการคุกคามพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง โครงสร้างทางกายภาพของระบบนิเวศ หรือการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ ทรัพยากรน้ำ และระบบน้ำ และมลพิษสิ่งแวดล้อม ดังนี้


           ภายในพื้นที่

              ปัญหาภายในพื้นที่ ปัญหาและการคุกคามในพื้นที่มี 7 ลักษณะ ได้แก่

1) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกายภาพของระบบนิเวศ หรือการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ

   1.1) การขุดลอกเปลี่ยนแปลงพื้นที่

   1.2) การท าคันกั้นโดยรอบ

   1.3) การถมที่

2) ทรัพยากรน้ำและระบบน้ำ

   2.1) การสร้างเขื่อนกักกั้นน้ำ

   2.2) การทำถนน

   2.3) การใช้น้ำจืด

3) การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในระดับที่เกินศักยภาพโดยเฉพาะ การจับสัตว์น้ำ

4) ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม

   4.1) การถ่ายเทของเสียของชุมชน

   4.2) การระบายน้ำทิ้งจาการเกษตร

   4.3) การปลดปล่อยไนโตรเจนและฟอสฟอรัส

5) การนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานซึ่งมีการระบาดของชนิดพรรณพืช และชนิดพันธุ์สัตว์ ดังนี้


    5.1) การนำไม้ยืนต้นต่างถิ่นเข้ามาปลูกตามแนวถนน

   5.2) การระบาดของพรรณไม้ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน

   5.3) การปล่อยพันธุ์ปลาต่างถิ่นในแหล่งน้ำ

   5.4) การระบาดของสัตว์น้ำ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน

   5.5) การระบาดของนกที่เป็นชนิดพันธุ์ที่รุกราน

6) การบุกรุกที่ดิน ด้วยการการถมพื้นที่

7) การทำกิจกรรมในพื้นที่ ด้วยการปลูกสร้างสิ่งก่อสร้าง

 

  ภายนอกพื้นที่

          ปัญหาภายนอกพื้นที่ จากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรที่เพิ่มขึ้น

                                                                                              รายละเอียดเพิ่มเติม >>