หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ

 

พื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก จ.บุรีรัมย์

สภาพพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก

 

แผนที่
 
 
อ้างอิง
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย ปีงบประมาณ 2555 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

 

 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

ลักษณะภูมิประเทศ

           พื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก มีสภาพพื้นที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นทะเลสาบน้ำจืด สันเขื่อนสร้างกั้น ห้วยจรเข้มาก บริเวณบ้านห้วยจรเข้มาก อ่างเก็บน้ำสร้างขึ้นเพื่อการชลประทานและการประปา มีพื้นที่ 3,876 ไร่ สภาพภูมิประเทศ รอบอ่างเก็บน้ำมีสภาพเป็นที่ราบการใช้ที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่นา พื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มากมีสถานภาพเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2543 ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำหลัก ได้แก่ ลุ่มน้ำมูล และอยู่ในลุ่มน้ำสาขาห้วยตะโคง พื้นที่ขอบเขตพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก คำนวณโดยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มีขนาดเนื้อที่ 6,840.62   ไร่

ทรัพยากรดิน

           กลุ่มชุดดินที่พบบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก ประกอบด้วยกลุ่มชุดดินที่ 1, 7, 17, 17hi, 22, 28b/47b, 40, 40b, 47, 47B/47C และ W (แหล่งน้ำ) มีรายละเอียดดังนี้

          กลุ่มชุดดินที่ 1 มีเนื้อที่ 4,469 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวจัดสีเทาลึกมากที่มีหน้าดิน สีดำหนามีรอยแตกระแหงกว้างและลึกที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ ในบริเวณเทือกเขาหินปูนหรือ หินภูเขาไฟ พบบริเวณสภาพพื้นที่ราบลุ่มหรือราบเรียบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน มีการระบายน้ำเลวหรือค่อนข้างเลว ความซาบซึมน้ำของดินช้า ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลางถึงสูง บางพื้นที่พบในพื้นที่ลุ่มที่มีน้ำไหลบ่า ท่วมขังสูงในฤดูฝนหรือมีชั้นมาร์ล หรือเม็ดปูนมากภายในความลึก 100 เซนติเมตรจากผิวดิน

          กลุ่มชุดดินที่ 7 มีเนื้อที่ 2,123 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวจัดลึกมากสีเทาที่เกิดจาก วัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ พบในบริเวณที่ราบตะกอนน้ำพา มีสภาพพื้นที่ราบเรียบหรือค่อนข้างราบเรียบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน การระบายน้ำค่อนข้างเลว ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลาง อาจเม็ดปูนหรือ มีเนื้อดินเหนียวลดลงในดินล่าง บางพื้นที่พบในพื้นที่ค่อนข้างดอน ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ หรือได้รับ ผลกระทบจากความเค็มของดินในพื้นที่ใกล้เคียง

          กลุ่มชุดดินที่ 17 เนื้อที่ 21,335 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนละเอียดลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดิน พวกตะกอนลำน้ำหรือจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ หรือเคลื่อนย้ายมาทับถมจากวัสดุเนื้อหยาบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน อาจพบลูกรังของเหล็กและแมงกานีสหรือชั้นดินเหนียวในดินชั้นล่าง การระบายน้ำค่อนข้างเลวถึงเลว ปฏิกิริยาดินเป็นกรดจัด มากถึงเป็นกรดจัด ความสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่พบในพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำไหลบ่าท่วมขังสูงในฤดูฝน พบในพื้นที่ค่อนข้างดอน ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ

          กลุ่มชุดดินที่ 17hi เนื้อที่ 3,742 ไร่ มีลักษณะกลุ่มชุดดินคล้ายกับกลุ่มชุดดินที่ 17 แต่มักพบในพื้นที่บริเวณลูกคลื่น หรือบริเวณที่ดอน

          กลุ่มชุดดินที่ 22 เนื้อที่ 2,290 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินทรายลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุกำเนิดดินพวก ตะกอนลำน้ำเนื้อหยาบ พบในบริเวณพื้นที่ลุ่ม ระหว่างสันทรายหรือระหว่างเนินทรายชายฝั่งทะเล มีสภาพพื้นที่ราบเรียบ หรือค่อนข้างราบเรียบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน การระบายน้ำค่อนข้างเลวถึงเลว ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ

          กลุ่มชุดดินที่ 28b/47b เนื้อที่ 6,593 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินผสมระหว่างกลุ่มชุดดินที่ 28  และกลุ่มชุดดินที่ 47 ที่มีการปั้นคันนา โดยกลุ่มชุดดินที่ 28 เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวจัดลึกมากที่มีหน้าดินสีดำหนา มีรอยแตกระแหงกว้างและลึก หรือมีรอยถูไถลที่เกิดจากตะกอนลำน้ำหรือเกิดจากการสลายตัวผุพัง อยู่กับที่หรือเคลื่อนย้ายมาทับถมของวัตถุต้นกำเนิดดินที่มาจากหินต้นกำเนิดพวกหินบะซอลต์ หรือหินแอนดีไซต์ บริเวณใกล้กับเขาหินปูนหรือหินภูเขาไฟ มีสภาพพื้นที่ราบเรียบถึงเป็นลูกคลื่นลอนลาด การระบายน้ำดีปานกลางถึงดี ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลางถึงสูง บางพื้นที่ทำคันดิน เพื่อกักเก็บน้ำสำหรับทำนา 

          กลุ่มชุดดินที่ 40 เนื้อที่ 223 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นเป็นดินร่วนหยาบลึกมากที่เกิดจากการทับถมของ ตะกอนลำน้ำหรือจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ หรือเคลื่อนย้ายมาทับถมของพวกวัสดุเนื้อหยาบ เป็นดินลึกมาก มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่อาจพบลูกรังมาก ในช่วงความลึก 100-150 ซม.จากผิวดิน มีการจัดการพื้นที่โดยปั้นคันนา          

          กลุ่มชุดดินที่ 40b เนื้อที่ 45,613 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นเป็นดินร่วนหยาบลึกมากที่เกิดจากการทับถมของ ตะกอนลำน้ำหรือจากการสลายตัวผุพัง อยู่กับที่หรือเคลื่อนย้ายมาทับถมของพวกวัสดุเนื้อหยาบ เป็นดินลึกมาก มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่อาจพบ ลูกรังมากในช่วงความลึก 100-น50 ซม.จากผิวดิน มีการจัดการพื้นที่โดยปั้นคันนา

          กลุ่มชุดดินที่ 47B/47C เนื้อที่ 6,267 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินผสมระหว่างกลุ่มชุดดินที่ 47B และกลุ่มชุดดินที่ 47C โดยเป็นกลุ่มชุดดินที่ 47 บริเวณลูกคลื่นลอนลาดและลูกคลื่นลอนชัน

          พื้นที่อื่นๆ ได้แก่ แหล่งน้ำ (W) เนื้อที่ 8,218 ไร่

 

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

  ทรัพยากรป่าไม้และพืชลอยน้ำ

           1) นิเวศวิทยาป่าไม้


           จากการสำรวจนิเวศวิทยาป่าไม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก พบว่าในพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก ไม่มีสภาพพื้นที่ป่าธรมชาติปกคลุม

           2) ความหลากหลายชีวภาพป่าไม้

          พบพรรณไม้น้ำทั้งหมด 43 ชนิด 25 วงศ์ โดยมีบัวหลวง Nelumbo  nucifera   Gaerth. จำนวนมากที่สุด รองลงมาคือ ผักตบชวา Eichhornia crassipes (C.Mart.) Solms จอกหูหนู Salvinia cucullata Roxb. ex Bory และกกสามเหลี่ยมหรือผือ Actinoscirpus grossus (L.f.) Goetgh. & D.A.Simpson พรรณพืชใต้น้ำพบมากที่สุด คือ สาหร่ายหางกระรอก Hydrilla verticillata (L.f.) Royle สาหร่ายเส้นด้ายหรือสาหร่ายหางวัว Najas graminea Delile  และดีปลีน้ำ Patamogeton   malaianus  Miq. คันดินรอบ อ่างเก็บน้ำพบไม้ต้นทั้งหมด 14 ชนิด 9 วงศ์ ส่วนใหญ่เป็นพรรณไม้ที่นำเข้าไปปลูก มีไม้เด่น คือ กระถินณรงค์ Acacia auriculaeformis A.Cunn. ex Benth. และมะขามเทศ Pithecellobium dulce (Roxb.) Benth. และขี้เหล็ก Senna  siamea (Lam.) Irwin & Barneby แต่ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ (2542) ที่ระบุว่า สภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นอ่างเก็บน้ำ จึงม่มีสภาพป่าเหลืออยู่


          พบพรรณไม้รวม 173 ชนิด จาก 141 สกุล 64 วงศ์ เป็นพรรณไม้ที่นำเข้าไปปลูก 15 ชนิด เช่น ปีบ Millingtonia hortensis L.f. หูกวาง Terminalia catappa L. ตะเคียนทอง Hopea odorata Roxb. สัก Tectona grandis L.f.  ราชพฤกษ์ Cassia fistula L. หางนกยูงฝรั่ง Delonix regia (Bojer ex Hook.) Raf. ขี้เหล็ก Senna siamea (Lam.) H.S.Irwin & Barneby กระถินณรงค์ Acacia auriculaeformis A.Cunn. ex Benth. ประดู่บ้าน Pterocarpus indica Willd. สะเดา Azadirachta indica A.Juss. var. siamensis Valeton และยูคาลิป Eucalyptus camaldulensis Dehnh. อย่างไรก็ตาม ชนิดไม้ที่พบเป็นพบไม่เป็นชนิดพรรณไม้หวงห้ามในพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. ๒๕๓๐ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดขนาดจำกัดไม้หวงห้าม ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช ๒๔๘๔ และไม่พบชนิดพรรณไม้ที่อยู่ในบัญชี Thailand Red Data ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (santisuk et al. 2006) หรืออยู่ในในบัญชี The IUCN Red List of Threatened Species (IUCN, 2014) แต่อย่างใด

          พบพืชต่างถิ่นที่รุกรานรายการ 1 จำนวน 12 ชนิด ได้แก่ หงอนไก่ไทย Celosia argentea L. สาบเสือ Chromolaena odorata (L.) R.M.King & H.Rob. ขี้ไก่ย่าน Mikania micrantha (L.) Kunth หญ้ายาง Euphorbia heterophylla L. แมงลักคา Hyptis suaveolens (L.) Poit. กระถิน Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit ไมยราบยักษ์ Mimosa pigra L. จอก Pistia stratiotes L. หญ้าคา Imperata cylindrica (L.) P.Beauv. หญ้าขจรจบ Pennisetum polystachyon (L.) Schult. สาหร่ายหางกระรอก Hydrilla verticillata (L.f.) Royle และผักตบชวา Eichhornia crassipes (Mart.) Solms พืชต่างถิ่นที่รุกรานรายการ 2 จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ผักขมหนาม Amaranthus spinosus L. และตะขบฝรั่ง Muntingia calabura L.

 

ทรัพยากรสัตว์ป่า

         ผลการสำรวจทรัพยากรสัตว์ป่าบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก พบว่า มีสัตว์ป่า 4 ประเภท ได้แก่  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ไม่น้อยกว่า 183 ชนิด ใน 72 วงศ์ 133 สกุล ประกอบด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่น้อยกว่า 6 ชนิด หรือร้อยละ 3.28 ของจำนวนชนิดสัตว์ป่าทั้งหมด นกไม่น้อยกว่า 145 ชนิด (ร้อยละ 79.23) สัตว์เลื้อยคลานไม่น้อยกว่า 22 ชนิด (ร้อยละ 12.02) และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกไม่น้อยกว่า 10 ชนิด (ร้อยละ 5.46) ดังรายละเอียดจำแนกตามประเภทสัตว์ป่าดังนี้ี่

1.1) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม


           พบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่น้อยกว่า 6 ชนิด ใน 5 สกุล 4วงศ์ เป็นสัตว์ที่มีความชุกชุมปานกลาง 2 ชนิด ได้แก่ หนูจิ๊ด(Rattus exulans) และหนูพุกใหญ่ (Bandicota indica) มีความชุกชุมน้อย 1 ชนิด คือ หนูท้องขาว (Rattus tanezumi) ที่เหลืออีก 3 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ได้ข้อมูลจากการสอบถาม หรือมีข้อมูลไม่เพียงพอในการประเมินสถานภาพ (DD) ได้แก่ กระต่ายป่า (Lepus peguensis) พังพอนเล็ก (Herpestes javanicus) และค้างคาวขอบหูขาวกลาง (Cynopterus  sphinx)

1.2) นก

           มีนกอาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 145 ชนิด ใน 100 สกุล 53 วงศ์ เป็นนกอพยพ 52 ชนิด หรือร้อยละ 35.86 ของจำนวนชนิดนกทั้งหมด เช่น นกขมิ้นท้ายทอยดำ(Oriolus chinensis) นกยอดหญ้าหัวดำ (Saxicola torquata) นกกิ้งโครงแกลบปีกขาว (Sturnus sinensis) นกกระเต็นน้อย (Alcedo atthis)  นกอุ้มบาตร (Motacilla alba) เป็นต้น ที่เหลืออีก 93 ชนิดเป็นนกประจำถิ่น (ร้อยละ 64.14) เช่น นกกาน้ำเล็ก(Phalacrocorax niger) นกเขาใหญ่ (Streptopelia chinensis) นกกาเหว่า (Eudynamys scolopacea) นกตะขาบทุ่ง (Coracias benghalensis) นกกระจาบอกเรียบ (Ploceus philippinus) นกกระจาบทอง (Ploceus hypoxanthus) เป็นต้น

1.3) สัตว์เลื้อยคลาน

          พบสัตว์เลื้อยคลานอาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 22 ชนิด ใน 20 สกุล 10วงศ์ เป็นสัตว์ที่มีความชุกชุมปานกลาง 2 ชนิด (ร้อยละ 9.09) ได้แก่ จิ้งจกหางแบน (Cosymbotus platyurus) และจิ้งจกหางหนาม มีสัตว์เลื้อยคลานที่ชุกชุมน้อย 5 ชนิด (ร้อยละ 22.73) ได้แก่ งูสิงบ้าน (Ptyas korros) งูสายม่านพระอินทร์ (Dendrelaphis pictus) กิ้งก่าหัวแดง (Calotes versicolor) ตุ๊กแกบ้าน (Gekko gecko) และจิ้งเหลนหางยาว(Eutropis longicaudata) เป็นต้น

          นอกจากนี้ยังพบว่ามีชนิดสัตว์เลื้อยคลานที่ได้ข้อมูลจากการสอบถาม หรือมีข้อมูลไม่เพียงพอในการประเมินสถานภาพ (DD) 13 ชนิด เช่นงูไซ (Enhydris bocourti) งูหัวกะโหลก(Homalopsis buccata) งูทางมะพร้าวลายขีด(Elaphe radiata) กิ้งก่าสวน (Calotes mystaceus)  เป็นต้น

1.4) สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

           มีสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกอาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 10 ชนิด ใน 8 สกุล 5 วงศ์ ซึ่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ที่มีความชุกชุมปานกลาง 7 ชนิด หรือร้อยละ 70.00 ของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกทั้งหมด เช่น คางคกบ้าน (Duttaphrynus melanostictus) เขียดน้ำนอง (Occidozyga martensii) ปาดบ้าน (Polypedates leucomystax) เขียดจะนา (Occidozyga lima) เป็นต้น ที่เหลืออีก 3 ชนิด (ร้อยละ 30.00) มีความชุกชุมน้อย ได้แก่ กบนา (Hoplobatrachus rugulosa) อึ่งเพ้า (Glyphoglossus molossus)  และอึ่งข้างดำ (Microhyla heymonsi)

 

ทรัพยากรปลาและสัตว์หน้าดิน

          ทรัพยากรปลา

              การศึกษาปลาในพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มากพบปลาทั้งสิ้น 55 ชนิด จาก 23 วงศ์ 7 อันดับ โดยพบมากที่สุด ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) จำนวน 19 ชนิด รองลงมาเป็นวงศ์ปลากระดี่-กริม (Belontidae) จำนวน 6 ชนิด โดยมีชนิดพันธุ์ปลา ที่พบทุกสถานีเก็บตัวอย่างจำนวน 16 ชนิด

          สัตว์หน้าดิน

             จากการศึกษาสัตว์หน้าดินในพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ พบสัตว์หน้าดินรวม 4 ไฟลัม 7 ชั้น 13 อันดับ18 วงศ์22 ชนิด โดยจำแนกเป็น


1) ไฟลัม Annelida พบ 5 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 22.73 ของชนิดสัตว์หน้าดินที่พบทั้งหมด ประกอบด้วย ชั้น Clitellata 5 ชนิด


2) ไฟลัม Arthropoda พบ 10 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 45.45 ของชนิดสัตว์หน้าดินที่พบทั้งหมด ประกอบด้วย ชั้น Arachnida 1 ชนิด ชั้น Branchiopoda 1 ชนิด ชั้น Insecta 6 ชนิด และชั้น Malacostraca 2 ชนิด  


3) ไฟลัม Chordata พบ 1 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 4.55 ของชนิดสัตว์หน้าดินที่พบทั้งหมด ไฟลัม Mollusca พบ 6 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 27.27 ของชนิดสัตว์หน้าดินที่พบทั้งหมด ประกอบด้วย ชั้น Bivalvia 1 ชนิด และชั้น Gastropoda 5 ชนิด
          

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

มูลค่าทางเศรษฐกิจของพื้นที่ชุ่มน้ำ

          1) พื้นที่โครงการและความสำคัญ

           พื้นที่โครงการอยู่ในเขตพื้นที่ห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มากและพื้นที่ดูแลของกรมชลประทาน มีพื้นที่รวม 3,876 ไร่ ครอบคลุมอ่างน้ำจืดขนาดความจุ 27.2 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีบางส่วนเป็นทุ่งหญ้า มีถนนและคันล้อมรอบชัดเจน สำหรับพื้นที่ล้อมรอบโครงการเป็นที่ราบลุ่มส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่เกษตรกรรม (พื้นที่นา) ปัจจุบันพื้นที่โครงการเป็นถิ่น ที่อยู่อาศัยและที่หากินที่สำคัญของนกน้ำชนิดต่างๆ มีประชาชนทั้งในท้องถิ่นและทั่วไปเข้ามาพักผ่อนเพื่อชมนก และชมวิว ธรรมชาติ

           ผลการสำรวจภาคสนามด้านความหลากหลายทางชีวภาพของพี้นที่ชุ่มน้ำ พบว่าพื้นที่โครงการมีพรรณไม้หลากหลาย ชนิด รวมกันประมาณ 275  ชนิด ส่วนใหญ่เป็นพรรณไม้พื้นเมืองพบเห็นได้ทั่วไป พื้นที่โครงการเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย ของสัตว์ป่า รวมกันไม่น้อยกว่า 180 ชนิด ประกอบด้วยนกชนิดต่างๆ ถึงร้อยละ 79 ของชนิดสัตว์ป่าที่พบทั้งหมด สถานภาพอนุรักษ์ของ สัตว์ป่าในพื้นที่โครงการจัดอยู่ในระดับสำคัญทั้งระดับชาติและนานาชาติ มีสัตว์ป่าที่สูญพันธุ์ในธรรมชาติแล้วและถูกนำกลับมา ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ (นกกระเรียนไทย) นอกจากนี้ยังมีนกและสัตว์ป่าหลายชนิดทั้งที่เป็นนกอพยพและนกประจำถิ่น หลายชนิดมีสภานภาพการอนุรักษ์ในระดับตั้งแต่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) จนกระทั่งถึงใกล้สูญพันธ์อย่างยิ่ง (CR) ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่โครงการ และสมควรเสนอให้มีการเพิ่มระดับการอนุรักษ์และจัดการที่เหมาะสม ต่อไป

          ชุมชนที่อยู่ในระยะใกล้เคียงกับเขตกันชนระยะ 2 และ 5  กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 41 หมู่บ้าน 5 ตำบล 1 อำเภอ  มีประชากร 15,850 คน และ และจำนวนครัวเรือน 4,286 ครัวเรือน ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพหลัก ทำนาและเลียงสัตว์  อ่างเก็บน้ำของโครงการเป็นแหล่งที่ใช้จับสัตว์น้ำและหาพืชผักต่างๆเพื่อเป็นอาหารของครัวเรือน เป็นแหล่งน้ำดิบเพื่อผลิต น้ำประปาสำหรับอำเภอเมืองบุรีรัมย์ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรม เป็นแหล่งพักผ่อนเพื่อชมนกและชมทัศนียภาพ ชุมชนในรัศมี 2 กิโลเมตร มีจำนวนหลังคาเรือนรวมกัน 1,164 หลังคาเรือน จากการศึกษาประชากรตัวอย่างทางด้าน เศรษฐกิจและสังคม พบว่าครัวเรือนประมาณร้อยละ 64  ได้ใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำในด้านต่างๆ อาทิเช่น จับสัตว์น้ำ เพื่อการดำรงชีพและเป็นรายได้เมื่อเหลือขาย หาของป่า เกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ ประมงและและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์เพื่อพักผ่อนชมนก และชมธรรมชาติ
          

          2) ระบบนิเวศบริการ (ecosystem services)

          ผลการสำรวจแบบสอบถามชุมชน ผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ ประกอบกับการศึกษาด้านนิเวศวิทยา สามารถสรุปประโยชน์ในเชิงนิเวศบริการ ของพื้นที่โครงการด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้


2.1) แหล่งนันทนาด้านต่างๆ  เช่น ศึกษาธรรมชาติดูนก พักผ่อน ชมวิว
2.2) เป็นแหล่งอาหารในครัวเรือน เช่น จับปลาและเก็บหาพืชอาหารพื้นเมือง ประมงเพาะเลี้ยง
2.3) เป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับประปา
2.4) แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร (ทำนา)
2.5) เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญของสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะนก และสัตว์หายาก

          การใช้ประโยชน์ด้านนิเวศบริการของโครงการที่สำคัญคือ เป็นแหล่งให้บริการด้านที่อยู่อาศัยของนกต่างๆ แหล่งจับปลาและพืชอาหาร แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร (พื้นที่ชลประทานประมาณ 10,672 ไร่) น้ำดิบผลิตน้ำประปา (ประมาณวันละ 22,500 ลูกบาศก์เมตร) แหล่งนันทนาการ ชมธรรมชาติแลศึกษานกชนิดต่างๆ (จำนวนนักท่องเที่ยว เฉลี่ยระหว่างปี 2554-2556  ประมาณ 20,808 คน)  นอกจากนี้พื้นที่บางส่วนของโครงการได้ถูกบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ เป็นพื้นที่ทำนา และเลี้ยงสัตว์  จำนวนพื้นที่การทำกินไม่แน่นอน ทั้งนี้สมควรจัดการกำหนดโซนให้ชัดเจน นอกจากนี้พื้นที่ โครงการอาจมีส่วนประโยชน์ด้าน บรรเทาปัญหาน้ำท่วม การช่วยเจือจางน้ำเสีย ทำให้น้ำสะอาดตามธรรมชาติ ช่วยลดการพังทลายของดิน ควบคุมการพังทลายของดิน  เป็นตัน

 

การจัดการและการคุกคาม  
 

การคุกคามที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่

           การคุกคามพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นสภาวะการณ์ใดๆ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชุ่มน้ำไปจากสภาพทางธรรมชาติ ซึ่งการคุกคาม อาจเกิดจากสาเหตุทางกายภาพ ทางเคมี หรือทางชีวภาพ การคุกคามอาจเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกพื้นที่หรือจากปัจจัยภายใน พื้นที่  จากการศึกษาพื้นที่ในการศึกษาได้แบ่งการคุกคามพื้นที่ชุ่มน้ำออกเป็น 4 ด้านตามลักษณะผลกระทบต่อพื้นที่ชุ่มน้ำ คือ 

           1) การคุกคามต่อโครงสร้างทางกายภาพของพื้นที่ชุ่มน้ำ

               พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตวป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำกึ่งธรรมชาติ เกิดจากการก่อสร้าง คันกั้นลำน้ำในบริเวณที่ลุ่ม ทำให้เกิดพื้นที่ชุ่มน้ำมีลักษณะเป็นอ่างเก็บน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์การใช้น้ำเพื่อการเกษตร และการอุปโภค-บริโภค เป็นสถานที่ราชการของ โครงการชลประทาน ที่ทำการประปา และศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำบุรีรัมย์ รวมทั้งเป็นพื้นที่โครงการปล่อยนกกระเรียนกลับคืนสู่ธรรมชาติ จากการศึกษา พบปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกพื้นที่ที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างทางกายภาพของพื้นที่ชุ่มน้ำ ดังนี้

     1.1) การสะสมของตะกอน อ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก มีปัญหาการสะสมของตะกอนในอ่างเก็บน้ำ เกิดจากสาเหตุที่สำคัญจากการใช้ที่ดินในลุ่มน้ำ หรือพื้นที่รับน้ำ เนื่องจากพื้นที่รับน้ำส่วนใหญ่มิใช่ระบบนิเวศป่าต้นน้ำ แต่เป็นที่เกษตรกรรมโดยเฉพาะการทำนาเช่นเดียวกับอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด ซึ่งตะกอน ที่เกิดจากที่นาได้ไหลลงสู่พื้นที่อ่างเก็บน้ำผ่านแหล่งน้ำลำลางสาขาต่างๆ และจัดเป็นลักษณะการตกตะกอนของเขื่อน การแทนที่ของตะกอน มีผลให้ปริมาณการกักเก็บน้ำของอ่างเก็บน้ำได้น้อยลงเรื่อยๆ จากผลการสำรวจด้วยแบบสอบถาม (วว. : 2557) พบว่าสาเหตุความเสื่อมโทรมของพื้นที่ชุ่มน้ำมีสาเหตุมาจากการตื้นเขินของพื้นที่ชุ่มน้ำ ร้อยละ 44.44

 

     1.2) การตั้งถิ่นฐานของชุมชนในพื้นที่ชุ่มน้ำ
ในเขตพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก มีชุมชนซึ่งตั้งอยู่ในขอบเขตของพื้นที่อ่างเก็บน้ำ คือบ้านสลักได ซึ่งแต่เดิมมีบ้านไม่มากต่อมาได้กลายเป็นชุมชนระดับหมู่บ้าน จึงมีลักษณะการคุกคามต่อพื้นที่ชุ่มน้ำโดยตรง

2) การคุกคามต่อทรัพยากรน้ำ

               อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก เป็นอ่างเก็บน้ำดิบที่นำไปผลิตประปาบริการประชาชนใน 2 อำเภอคือ อ.เมือง และ อ.ห้วยราช ความต้องการใช้น้ำดิบ เพื่อการประปาวันละ 25,000 ลูกบาศก์เมตร โดยเป็นแหล่งน้ำร่วมกับอ่างเก็บน้ำห้วยตลาดเพื่อเป็นน้ำดิบผลิตน้ำประปาผ่านคลองส่งน้ำที่เชื่อมต่อกัน  จากสถิติการใช้น้ำของการประปาที่สูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2541-2546 เฉลี่ย 4.11 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี โดยมีอัตราการใช้น้ำดิบเพื่อการประปา เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 2.38 ต่อปี จากผลการสำรวจชุมชน (วว. :2557) พบว่ามีราษฎรที่อาศัยอยู่โดยรอบพื้นที่ร้อยละ 85.19 ที่ใช้ประโยชน์จากน้ำ ในอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มากด้านอาชีพทำนา (สูบน้ำมาใช้ประโยชน์) จากพื้นที่ชุ่มน้ำ ในปีที่มีปริมาณฝนน้อยจะเกิดปัญหาวิกฤตด้านทรัพยากรน้ำ เนื่องจากจังหวัดจะต้องสำรองน้ำไว้เพื่อการประปา

3) การคุกคามต่อระบบนิเวศ


      3.1) การคุกคามต่อถิ่นนิเวศของนก มีปัญหาความขัดแย้งการใช้ประโยชน์พื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่ากับการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตร เนื่องจากพื้นที่โดยรอบเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะการทำนา มีการเผาตอซังและวัชพืชในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบ ทำให้นกขาดแคลนแหล่งอาหาร นกหลายชนิดที่เคยมาอาศัยหากินอยู่ในพื้นที่ ต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปหากินยังแหล่งอื่น (http://thainews.prd.go.th/) รวมทั้งกิจกรรมการเลี้ยงสัตว์และการทำนาบริเวณขอบอ่างเก็บน้ำ ซึ่งเป็นที่ลุ่มชื้นแฉะที่เป็นแหล่งอาหาร ของนก มีผลกระทบต่อพื้นที่เพาะพันธุ์และแหล่งอาหารของนกชนิดต่างๆ

     3.2) ความขัดแย้งของกิจกรรมการใช้ประโยชน์พื้นที่ การใช้ประโยชน์ทรัพยากรในด้านต่างๆ ของอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก ยังมีลักษณะ การใช้ประโยชน์ที่ขาดมาตรการควบคุมที่รัดกุม รวมถึงการใช้ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่จำกัด ในขณะที่มีแนวโน้มความต้องการใช้น้ำเพื่อเป็นน้ำดิบ การประปาของชุมชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 2.38 ต่อปี ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำเพื่อการหล่อเลี้ยงระบบนิเวศและความต้องการใช้น้ำ ของชุมชนที่อยู่โดยรอบของพื้นที่ นอกจากนี้มีความต้องการของชุมชนเข้าใช้ที่ดินเพื่อตั้งถิ่นฐานที่ถาวรภายในขอบอ่างเก็บน้ำ

     3.3) การเกิดไฟป่า จากรายงานของ http://www.dnp.go.th/wildlife_it/ พื้นที่ส่วนใหญ่ของอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จัดเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าปานกลาง (34-66%) เนื่องจากพื้นที่โดยรอบเป็นที่นามีปัญหาการเผาตอซังและวัชพืช

     3.4) วัชพืชน้ำ การเจริญเติบโตของวัชพืชน้ำปกคลุมแหล่งน้ำและกีดขวางคลองส่งน้ำ เนื่องจากอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มากมีพื้นที่ต้นน้ำ จากพื้นที่การเกษตร จึงเป็นแหล่งรองรับสารเคมีทางการเกษตรที่เป็นสารอาหารของวัชพืชน้ำ การเจริญเติบโตของวัชพืชน้ำโดยเฉพาะ ผักตบชะวา ปกคลุมผิวน้ำมีผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและพืชน้ำประเภทสาหร่าย และสัตว์น้ำ

4) การคุกคามต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม

               จากผลการศึกษาสำรวจความเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำด้วยแบบสอบถาม (วว. : 2557) ต่อการรับทราบปัญหาของชุมชนที่อยู่โดยรอบพื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มากมีปัญหาความเสื่อมโทรม ร้อยละ 23.00 สาเหตุที่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมส่วนใหญ่มาจากสาเหตุหลัก 4 ประการ เรียงตามลำดับ คือ การตื้นเขินของพื้นที่ชุ่มน้ำ มีวัชพืชมาก การปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำ การบุกรุกพื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่เก็บกักน้ำไม่เพียงพอ
จากผลการสำรวจพื้นที่ศึกษาภาคสนามบริเวณโดยรอบอ่างเก็บน้ำ พบการทิ้งขยะบริเวณโดยรอบอ่างเก็บน้ำกระจายอยู่ทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก ขวดแก้ว และขยะทั่วไป แม้จะมีป้ายประชาสัมพันธ์ห้ามทิ้งขยะก็ตาม

 

รายละเอียดเพิ่มเติม >>