หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ

 

พื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด จ.บุรีรัมย์

                                         สภาพพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยตลาด

 

ที่ตั้ง : ต. สะแกซำ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์  ปรากฏในแผนที่ภูมิประเทศมาตราส่วน 1 :50000 ระวาง 5638 IV

 

พิกัดกลาง: พิกัดภูมิศาสตร์ละติจูดที่ 14°54' 20" N  และลองจิจูดที่ 103° 02' 10" E พิกัด UTM 48 P TB 450930

 

ประเภท: อ่างเก็บน้ำกึ่งธรรมชาติ มีน้ำตลอดปี

 

 

 

แผนที่
 
 
อ้างอิง
โครงการจัดการระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญเพื่อการปรับตัวและรับมือจากการเปลี่ยนแปลงสภมพภูมิอากาศ ปีงบประมาณ 2557 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

 

 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

ลักษณะภูมิประเทศ

           พื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ลุ่มเกิดจากการยุบตัวของแผ่นดิน รับน้ำจากพื้นที่ข้างเคียง ไหลลงแม่น้ำมูล ในฤดูฝนมีน้ำลึกที่สุดประมาณ 5-7 เมตร ในฤดูแล้งน้ำในอ่างเก็บน้ำลดลงบริเวณที่ลึกที่สุดเพียง 1 เมตร มีหมู่บ้านล้อมรอบ สภาพการใช้ที่ดิน ส่วนใหญ่เป็นที่นา มีสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ พื้นที่โดยรวมืมีสภาพ ค่อนข้างราบเรียบมีนกชนิดต่างๆมาอาศัย อยู่โดยรอบจำนวนกว่า 100 ชนิด โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เมษายนจะมีฝูงนกมาอาศัยอยู่มากเป็นพิเศษ ในพื้นที่ศึกษาได้รวมพื้นที่แหล่งอาศัยของนกอพยพบริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของสันอ่างเก็บน้ำ

ทรัพยากรดิน

           กลุ่มชุดดินที่พบบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด ประกอบด้วยกลุ่มชุดดินที่ 1, 7, 17, 17hi, 22, 28b/47b, 35b, 35b/49b, 40b, 47, 47B/47C และ W โดยมีรายละเอียดดังนี้

          กลุ่มชุดดินที่ 1 มีเนื้อที่ 5,209 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวจัดสีเทาลึกมาก ที่มีหน้าดินสีดำหนา มีรอยแตกระแหงกว้างและลึก ที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดิน พวกตะกอนลำน้ำ ในบริเวณ เทือกเขาหินปูนหรือหินภูเขาไฟ พบบริเวณสภาพพื้นที่ ราบลุ่มหรือราบเรียบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน มีการระบายน้ำเลวหรือค่อนข้างเลว ความซาบซึมน้ำของดินช้า ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลางถึงสูง บางพื้นที่พบในพื้นที่ลุ่มที่มีน้ำไหลบ่า ท่วมขังสูงในฤดูฝน หรือมีชั้นมาร์ล หรือเม็ดปูนมากภายในความลึก 100 เซนติเมตรจากผิวดิน

          กลุ่มชุดดินที่ 7 มีเนื้อที่ 1,897 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวจัดลึกมากสีเทาที่เกิดจาก วัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ พบในบริเวณที่ราบตะกอนน้ำพา มีสภาพพื้นที่ราบเรียบหรือค่อนข้างราบเรียบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน การระบายน้ำค่อนข้างเลว ความอุดมสมบูรณ์ ตามธรรมชาติปานกลาง อาจเม็ดปูน หรือมีเนื้อดินเหนียวลดลง ในดินล่าง บางพื้นที่พบในพื้นที่ค่อนข้างดอน ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ หรือได้รับผลกระทบจากความเค็ม ของดินในพื้นที่ใกล้เคียง 

          กลุ่มชุดดินที่ 17 เนื้อที่ 10,572 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนละเอียดลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุ ต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำหรือจากการสลายตัว ผุพังอยู่กับที่หรือเคลื่อนย้ายมาทับถมจากวัสดุเนื้อหยาบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน อาจพบลูกรังของเหล็กและแมงกานีสหรือชั้นดินเหนียวในดินชั้นล่าง การระบายน้ำค่อนข้างเลวถึงเลว ปฏิกิริยาดินเป็นกรดจัดมากถึงเป็นกรดจัด ความสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่พบในพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำไหลบ่าท่วมขังสูงในฤดูฝน พบในพื้นที่ค่อนข้างดอน ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ

          กลุ่มชุดดินที่ 17hi เนื้อที่ 10,595 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่มีลักษณะเหมือนกลุ่มชุดดินที่ 17 แต่มักพบในพื้นที่ดอน

         กลุ่มชุดดินที่ 22 เนื้อที่ 1,957 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินทรายลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำเนื้อหยาบ พบในบริเวณพื้นที่ลุ่มระหว่างสันทราย หรือระหว่างเนินทรายชายฝั่งทะเล มีสภาพพื้นที่ราบเรียบหรือค่อนข้างราบเรียบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน การระบายน้ำค่อนข้างเลวถึงเลว ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ

          กลุ่มชุดดินที่ 28b/47b เนื้อที่ 6,455 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินผสมระหว่างกลุ่มชุดดินที่ 28b และกลุ่มชุดดินที่ 47b โดยกลุ่มชุดดินที่ 28b เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวจัดลึกมากที่มีหน้าดินสีดำหนา มีรอยแตกระแหงกว้างและลึกหรือมีรอยถูไถลที่เกิดจากตะกอนลำน้ำหรือเกิดจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่หรือเคลื่อนย้ายมาทับถมของ วัตถุต้นกำเนิดดินที่มาจากหินต้นกำเนิดพวกหินบะซอลต์ หรือหินแอนดีไซต์ บริเวณใกล้กับเขาหินปูนหรือหินภูเขาไฟ มีสภาพพื้นที่ราบเรียบถึงเป็นลูกคลื่นลอนลาด การระบายน้ำดีปานกลางถึงดี ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลางถึงสูง บางพื้นที่ทำคันดิน เพื่อกักเก็บน้ำสำหรับทำนา

          กลุ่มชุดดินที่ 47b มีการจดการโดยการทำคันดินเพื่อกักเก็บสำหรับทำนา

           กลุ่มชุดดินที่ 35b เนื้อที่ 603ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนละเอียดลึกมากที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ หรือการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ หรือการสลายตัวผุพังแล้วถูกเคลื่อนย้าย มาทับถมของวัสดุเนื้อหยาบที่ส่วนใหญ่มาจากหินตะกอน มีสภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่นจนถึงเนินเขา มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ อาจพบลูกรังในช่วงความลึก 100-150 เซนติเมตรจากผิวดินหรือทำคันดิน เพื่อกักเก็บน้ำสำหรับทำนา

          กลุ่มชุดดินที่ 35b/49b เนื้อที่ 559 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินผสมระหว่างกลุ่มชุดดินที่ 35b และกลุ่มชุดดินที่ 49b

          กลุ่มชุดดินที่ 40b บริเวณลูกคลื่นลอนลาดเนื้อที่ 5,4260 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นเป็นดินร่วนหยาบลึกมากที่เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำหรือจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ หรือเคลื่อนย้ายมาทับถม ของพวกวัสดุเนื้อหยาบ เป็นดินลึกมาก มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่อาจพบลูกรังมากในช่วงความลึก 100-150 เซนติเมตรจากผิวดิน มีการจัดการพื้นที่โดยปั้นคันนา

          กลุ่มชุดดินที่ 47 เนื้อที่ 1,400 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวตื้นถึงชั้นหินพื้นที่เกิดจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่หรือเคลื่อนย้ายมาในระยะทางไม่ไกลนักของวัสดุเนื้อละเอียด มีสภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่นลอนลาดจนถึงเนินเขา มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ

           กลุ่มชุดดินที่ 47B/47C เนื้อที่ 7,443 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินผสมระหว่างกลุ่มชุดดินที่ 47บริเวณลูกคลื่นลอนลาดและลูกคลื่นลอนชัน

          แหล่งน้ำ (W)  เนื้อที่   8,288 ไร่

 

 

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

  ทรัพยากรป่าไม้และพืชลอยน้ำ

         1) นิเวศวิทยาป่าไม้

จากการสำรวจนิเวศวิทยาป่าไม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด พบว่าในพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยตลาดไม่มีสภาพพื้นที่ป่าไม้ปกคลุม


         2) ความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้


             จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่น (2552) พบว่าพืชน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำน้อยมาก เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการปรับปรุงขุดลอกหนอง เอาพืชน้ำออกและน้ำขุ่นมาก จึงพบพืชน้ำพบบางบริเวณ คือ บัวหลวง Nelumbo  nucifera   Gaerth. และผือหรือกกสามเหลี่ยม Actinoscirpus grossus (L.f.) Goetgh. & D.A.Simpson เท่านั้น สอดคล้องกับรายงานของส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ (2542) ที่ระบุว่า สภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นอ่างเก็บน้ำ จึงไม่มีสภาพป่าเหลืออยู่


           การศึกษาครั้งนี้พบพรรณไม้รวม 194 ชนิด จาก 154 สกุล 63 วงศ์เป็นพรรณไม้ที่นำเข้าไปปลูก 31 ชนิด เช่น ลำดวน Melodorum fruticosum Lour. สัตบรรณ Alstonia scholaris (L.) R.Br. ปีบ Millingtonia hortensis L.f.  เหลืองปรีดียาธร Roseodendron donnell-smithii (Rose) Miranda ยางนา Dipterocarpus alatus Roxb. ex G.Don สัก Tectona grandis L.f.  เสี้ยวใหญ่ Bauhinia malabarica Roxb. ราชพฤกษ์ Cassia fistula L. ขี้เหล็ก Senna siamea (Lam.) H.S.Irwin & Barneby กระถินณรงค์ Acacia auriculaeformis A.Cunn. ex Benth. ประดู่ Pterocarpus macrocarpus Kurz สะเดา Azadirachta indica A.Juss. var. siamensis Valeton และตาล Borassus flabellifer L. เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ชนิดไม้ที่พบเป็นพบไม่เป็นชนิดพรรณไม้หวงห้ามในพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. ๒๕๓๐ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดขนาดจำกัดไม้หวงห้าม ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช ๒๔๘๔ และไม่พบชนิดพรรณไม้ที่อยู่ในบัญชี Thailand Red Data ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (santisuk et al. 2006) หรืออยู่ในในบัญชี The IUCN Red List of Threatened Species (IUCN, 2014) แต่อย่างใด
         

          พบพืชต่างถิ่นที่รุกรานรายการ 1 จำนวน 12 ชนิด ได้แก่ หงอนไก่ไทย Celosia argentea L. สาบเสือ Chromolaena odorata (L.) R.M.King & H.Rob. ขี้ไก่ย่าน Mikania micrantha (L.) Kunth หญ้ายาง Euphorbia heterophylla L. แมงลักคา Hyptis suaveolens (L.) Poit. กระถิน Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit ไมยราบยักษ์ Mimosa pigra L. จอก Pistia stratiotes L. หญ้าคา Imperata cylindrica (L.) P.Beauv. หญ้าขจรจบ Pennisetum polystachyon (L.) Schult. สาหร่ายหางกระรอก Hydrilla verticillata (L.f.) Royle และผักตบชวา Eichhornia crassipes (Mart.) Solms พืชต่างถิ่นที่รุกรานรายการ 2 จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ผักขมหนาม Amaranthus spinosus L. และตะขบฝรั่ง Muntingia calabura L.

 

 

ทรัพยากรสัตว์ป่า

        ทรัพยากรสัตว์ป่าบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด พบว่า มีสัตว์ป่า 4 ประเภท ได้แก่  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ไม่น้อยกว่า 191 ชนิด ใน 69 วงศ์ 135 สกุล ประกอบด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่น้อยกว่า 6 ชนิด หรือร้อยละ 3.14 ของจำนวนชนิดสัตว์ป่าทั้งหมด นกไม่น้อยกว่า 153 ชนิด (ร้อยละ 80.10) สัตว์เลื้อยคลานไม่น้อยกว่า 22 ชนิด (ร้อยละ 11.52) และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกไม่น้อยกว่า 10 ชนิด (ร้อยละ 5.24) ดังรายละเอียดผลการศึกษาจำแนกตามประเภทสัตว์ป่าดังนี้

1.1) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม


          พบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่น้อยกว่า 6 ชนิด ใน 5 สกุล 4วงศ์ เป็นสัตว์ที่มีความชุกชุมปานกลาง 2 ชนิด ได้แก่ หนูจิ๊ด (Rattus exulans) และหนูพุกใหญ่ (Bandicota indica) มีความชุกชุมน้อย 1 ชนิด คือ หนูท้องขาว (Rattus tanezumi) ที่เหลืออีก 3 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ได้ข้อมูลจากการสอบถาม หรือมีข้อมูลไม่เพียงพอในการประเมินสถานภาพ (DD) ได้แก่ กระต่ายป่า (Lepus peguensis) พังพอนเล็ก (Herpestes javanicus) และค้างคาวขอบหูขาวกลาง (Cynopterus  sphinx)

1.2) นก

          มีนกอาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 153 ชนิด ใน 102 สกุล 50 วงศ์ เป็นนกอพยพ 66 ชนิด หรือร้อยละ 43.14 ของจำนวนชนิดนกทั้งหมด เช่น นกกิ้งโครงแกลบปีกขาว (Sturnus sinensis) นกจับแมลงคอแดง(Ficedula parva) นกยอดหญ้าหัวดำ(Saxicola torquata) นกกระเต็นน้อย (Alcedo atthis)  นกเด้าลมเหลือง (Motacilla  flava) เป็นต้น ที่เหลืออีก 87 ชนิดเป็นนกประจำถิ่น (ร้อยละ 56.86) เช่น นกยางควาย(Bubulcus ibis) นกแขวก (Nycticorax  nycticorax) เหยี่ยวแดง(Haliastur ereg) นกหัวขวานด่างแคระ(Dendrocopos canicapillus) นกกิ้งโครงคอดำ(Sturnus nigricollis) นกกระจาบทอง (Ploceus  hypoxanthus) เป็นต้น

1.3) สัตว์เลื้อยคลาน

          พบสัตว์เลื้อยคลานอาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 22 ชนิด ใน 20 สกุล 10 วงศ์ เป็นสัตว์ที่มีความชุกชุมปานกลาง 2 ชนิด (ร้อยละ 9.09) ได้แก่ จิ้งจกหางแบน (Cosymbotus platyurus) และจิ้งจกหางหนาม (Hemidactylus frenatus) มีสัตว์เลื้อยคลานที่ชุกชุมน้อย 5 ชนิด (ร้อยละ 22.73) ได้แก่ งูสิงบ้าน (Ptyas korros) งูสายม่านพระอินทร์ (Dendrelaphis pictus) กิ้งก่าหัวแดง (Calotes versicolor) ตุ๊กแกบ้าน (Gekko gecko) และจิ้งเหลนหางยาว (Eutropis longicaudata) เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่ามีชนิดสัตว์เลื้อยคลานที่ได้ข้อมูลจากการสอบถาม หรือมีข้อมูลไม่เพียงพอในการประเมินสถานภาพ (DD) 13 ชนิด เช่นงูไซ (Enhydris bocourti) งูหัวกะโหลก (Homalopsis buccata) งูทางมะพร้าวลายขีด (Elaphe radiata) กิ้งก่าสวน (Calotes mystaceus)  เป็นต้น

          สถานภาพตามกฎหมายของสัตว์เลื้อยคลานในพื้นที่ศึกษา พบว่า เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 จำนวน  9 ชนิด (ร้อยละ 40.91) เช่น เต่านา  (Malayemys subtrijuga) เหี้ย (Varanus salvator) งูทางมะพร้าวลายขีด (Elaphe radiata) กิ้งก่าสวน (Calotes mystaceus)  เป็นต้นที่เหลืออีก 13 ชนิด (ร้อยละ 59.09) ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย เช่น งูเห่าด่างพ่นพิษ (Naja siamensis) ตุ๊กแกบ้าน (Gekko gecko) งูลายสอสวน (Xenochrophis flavipunctatus) งูทับสมิงคลา (Bungarus candidus)  เป็นต้น

1.4) สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

          มีสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกอาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 10 ชนิด ใน 8 สกุล 5 วงศ์ ซึ่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่มีความชุกชุมปานกลาง 7 ชนิด หรือร้อยละ 70.00 ของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกทั้งหมด เช่น คางคกบ้าน (Duttaphrynus melanostictus) เขียดน้ำนอง (Occidozyga martensii) ปาดบ้าน (Polypedates leucomystax) เขียดจะนา (Occidozyga lima) เป็นต้น ที่เหลืออีก 3 ชนิด (ร้อยละ 30.00) มีความชุกชุมน้อย ได้แก่ กบนา (Hoplobatrachus rugulosa) อึ่งเพ้า (Glyphoglossus molossus)  และอึ่งข้างดำ (Microhyla heymonsi)

 

 

ทรัพยากรปลาและสัตว์หน้าดิน

          ทรัพยากรปลา

             การศึกษาปลาในพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยตลาดพบปลาทั้งสิ้น 34 ชนิดจาก 15 วงศ์ 7 อันดับ โดยพบมากที่สุดในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) จำนวน 13ชนิด รองลงมาเป็นวงศ์ปลากระดี่-กริม (Belontidae) จำนวน 3 ชนิดโดยมีชนิดพันธุ์ปลาที่พบทุกสถานีเก็บตัวอย่างจำนวน 15ชนิด

 

         

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

มูลค่าทางเศรษฐกิจของพื้นที่ชุ่มน้ำ

          1) พื้นที่โครงการและความสำคัญ

          พื้นที่โครงการอยู่ในเขตพื้นที่ห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยตลาดและพื้นที่ดูแลของกรมชลประทาน มีพื้นที่รวม 4,434ไร่  ครอบคลุมอ่างน้ำจืดขนาดความจุ 27.8 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีบางส่วนเป็นทุ่งหญ้า มีถนนและคันล้อมรอบชัดเจน  นอกจากนี้ในโครงการยังมีสันเขื่อนกั้นอ่างห้วยตลาดแยกออกจากกันเป็นสองส่วน สำหรับพื้นที่ล้อมรอบโครงการเป็นที่ราบลุ่มส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่เกษตรกรรม (พื้นที่นา) ปัจจุบันพื้นที่โครงการเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยและที่หากินที่สำคัญของนกน้ำชนิดต่างๆ มีประชาชนทั้งในท้องถิ่นและทั่วไปเข้ามาพักผ่อนเพื่อชมนก และชมวิวธรรมชาติ 


           ผลการสำรวจภาคสนามด้านความหลากหลายทางชีวภาพของพี้นที่ชุ่มน้ำ พบว่าพื้นที่โครงการมีพรรณไม้หลากหลายชนิดรวมกันประมาณ 250  ชนิด ส่วนใหญ่เป็นพรรณไม้พื้นเมืองพบเห็นได้ทั่วไป พื้นที่โครงการเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ารวมกันไม่น้อยกว่า 150 ชนิด ประกอบด้วยนกชนิดต่างๆ ถึงร้อยละ 80 ของชนิดสัตว์ป่าที่พบทั้งหมด สถานภาพอนุรักษ์ของสัตว์ป่าในพื้นที่โครงการจัดอยู่ในระดับสำคัญทั้งระดับชาติและนานาชาติ มีสัตว์ป่าที่สูญพันธุ์ในธรรมชาติแล้วและถูกนำกลับมาปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ (นกกระเรียนไทย) นอกจากนี้ยังมีนกและสัตว์ป่าหลายชนิดทั้งที่เป็นนกอพยพและนกประจำถิ่น หลายชนิดมีสภานภาพการอนุรักษ์ในระดับตั้งแต่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) จนกระทั่งถึงใกล้สูญพันธ์อย่างยิ่ง  (CR) ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่โครงการ และสมควรเสนอให้มีการเพิ่มระดับการอนุรักษ์และจัดการที่เหมาะสมต่อไป


           ชุมชนที่อยู่ในระยะใกล้เคียงกับเขตกันชนระยะ 2 และ 5  กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 36 หมู่บ้าน 4 ตำบล 1 อำเภอ  มีประชากร 14,960 คน และ และจำนวนครัวเรือน 3,828 ครัวเรือน ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพหลัก ทำนาและเลียงสัตว์  อ่างเก็บน้ำของโครงการเป็นแหล่งที่ใช้จับสัตว์น้ำและหาพืชผักต่างๆเพื่อเป็นอาหารของครัวเรือน เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรม เป็นแหล่งพักผ่อนเพื่อชมนกและชมทัศนียภาพ ชุมชนในรัศมี 2 กิโลเมตร มีจำนวนหลังคาเรือนรวมกัน  971หลังคาเรือน จากการศึกษาประชากรตัวอย่างทางด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่าครัวเรือนประมาณร้อยละ 61  ได้ใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำในด้านต่างๆ อาทิเช่น จับสัตว์น้ำเพื่อการดำรงชีพและเป็นรายได้เมื่อเหลือขาย หาของป่า เกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ ประมงและและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์เพื่อพักผ่อนชมนก และชมธรรมชาติ        

          2) ระบบนิเวศบริการ (ecosystem services)

          ผลการสำรวจแบบสอบถามชุมชน ผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ ประกอบกับการศึกษาด้านนิเวศวิทยา สามารถสรุปประโยชน์ในเชิงนิเวศบริการ ของพื้นที่โครงการด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้


2.1) แหล่งนันทนาด้านต่างๆ  เช่น ศึกษาธรรมชาติดูนก พักผ่อน ชมวิว
2.2) เป็นแหล่งอาหารในครัวเรือน เช่น จับปลาและเก็บหาพืชอาหารพื้นเมือง ประมงเพาะเลี้ยง
2.3) เป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับประปา
2.4) แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร (ทำนา)
2.5) เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญของสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะนก และสัตว์หายาก

          การใช้ประโยชน์ด้านนิเวศบริการของโครงการที่สำคัญคือ เป็นแหล่งให้บริการด้านที่อยู่อาศัยของนกต่างๆ แหล่งจับปลาและพืชอาหาร แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร (พื้นที่ชลประทานประมาณ 10,672 ไร่) น้ำดิบผลิตน้ำประปา (ประมาณวันละ 22,500 ลูกบาศก์เมตร) แหล่งนันทนาการ ชมธรรมชาติแลศึกษานกชนิดต่างๆ (จำนวนนักท่องเที่ยว เฉลี่ยระหว่างปี 2554-2556  ประมาณ 20,808 คน)  นอกจากนี้พื้นที่บางส่วนของโครงการได้ถูกบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ เป็นพื้นที่ทำนา และเลี้ยงสัตว์  จำนวนพื้นที่การทำกินไม่แน่นอน ทั้งนี้สมควรจัดการกำหนดโซนให้ชัดเจน นอกจากนี้พื้นที่ โครงการอาจมีส่วนประโยชน์ด้าน บรรเทาปัญหาน้ำท่วม การช่วยเจือจางน้ำเสีย ทำให้น้ำสะอาดตามธรรมชาติ ช่วยลดการพังทลายของดิน ควบคุมการพังทลายของดิน  เป็นตัน

3) ขอบเขตและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์


           3.1) การศึกษามูลค่าครั้งนี้มีขอบเขตเฉพาะในพื้นที่โครงการเท่านั้น โดยจะประเมินให้เห็นถึงภาพรวมของมูลค่าทางเศรษศาสตร์ในการใช้ประโยชน์พื้นที่ปัจจุบัน (baseline value) เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาถึงผลกระทบของมูลค่าของโครงการที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากปีปัจจุบัน (2557) หากมีการกำหนดนโยบายที่เหมาะสมในการอนุรักษ์ต่อไป
           3.2) ประโยชน์ของระบบนิเวศบริการจะถูกประเมินออกมาเป็นตัวเงินต่อหน่วยต่อพื้นที่ โครงการ (บาท/ไร่) และ/หรือ มูลค่ารวมของนิเวศบริการ (บาทต่อปี) ซึ่งประกอบด้วยมูลค่าประโยชน์ทางตรง (direct use value) ประโยชน์ทางอ้อม (indirect use value) และมูลค่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ (non-use value) อย่างไรก็ตามมูลค่าบางอย่างไม่สามารถประเมินได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านข้อมูลที่จะนำมาใช้ประเมินตามหลักเศรษฐศาสตร์  ดังนั้นผลการคำนวนมูลค่าที่รายงานในโครงการ ถือว่าเป็นมูลค่าอย่างต่ำของโครงการ
            3.3) ในการประเมินมูลค่าประโยชน์ทางตรงจะใช้วิธีหลักการตลาด (market approach) และได้ทำการหักต้นทุนดำเนินการเพื่อให้เห็นถึงมูลค่าสุทธิของโครงการ (net value)  บางครั้งอาจตัองใช้ค่าสมมุติเนื่องจากไม่มีข้อมูลเพียงพอ ส่วนมูลค่าประโยชน์ทางอ้อม และมูลค่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จะใช้ข้อมูลสถิติของพื้นที่ ร่วมกับมูลค่าต่อหน่วยที่ทำการถ่ายโอนมาจากที่อื่น (benefit transfer approach) ที่มีการศึกษาไว้แล้ว โดยจะเน้นการคัดเลือกคุณภาพของมูลค่าที่จะทำการถ่ายโอนมา อาทิเช่น จากรายงานที่ผ่านการตีพิมพ์ในวารสาร (peer-reviewed articles) หรือจากรายงานของหน่วยงานที่เชื่อถือได้ มีความคล้ายคลึงของระบบนิเวศในพื้นที่โครงการ หลีกเลี่ยงการใช้มูลค่าที่อาจซับซ้อนกัน เช่น มูลค่ารวมของระบบนิเวศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) มักจะเป็นค่ารวมของประโยชน์ทั้งหมดของพื้นที่  ข้อมูลด้านต่างๆ ที่ถูกถ่ายโอนมาจะถูกปรับค่าให้สอดคล้องกับพื้นที่โครงการ เช่น ปรับให้เป็นปีปัจจุบัน 2557 (ปรับค่าเงินเฟ้อ) ปรับค่าแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจ (อัตราแลกเปลี่ยนและอำนาจซื้อที่แตกต่างกัน) นอกจากนี้ยังมีการปรับสัดส่วนมูลค่าที่ถ่ายโอนมาให้สอดคล้องกับพื้นที่เช่น จำนวนขนาดของประชากร และจำนวนพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ในโครงการ เป็นต้น
           3.4) สำหรับฐานข้อมูลมูลค่าทางเศรษฐสาตร์ ที่ใช้ในเบื้องต้นมาจากฐานข้อมูลของ the Economics of Biodiversity and Ecosystems (TEEB) ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลการศึกษามูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของทรัพยากรธรรมชาติ ในภูมิภาคเดียวกัน (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ไว้แล้วไม่ต่ำกว่า 182 รายงานวิจัย สำหรับในประเทศไทย พบว่ามีรายงานการวิจัยด้านมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ไม่ต่ำกว่า 15 รายงาน   ซึ่งหากไม่พอเพียง และไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ ผู้วิจัยก็จะค้นหาจากฐานข้อมูลแหล่งอื่นๆ มาประกอบกัน

4) ผลการศึกษามูลค่าทางเศรษฐศาสตร์         

          มูลค่าทางเศรษศาสตร์ของพื้นที่โครงการแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ 1) มูลค่าที่เกิดจากการใช้ประโยชน์โดยตรง (Direct use value) ซึ่งประกอบด้วย มูลค่าจากการใช้ประโยชน์ของชุมชนในด้านการเป็นแหล่งนันทนาการ แหล่งอาหารในครัวเรือน  และแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกรรม  2) มูลค่าที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ทางอ้อม (Indirect use value) ได้แก่ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์ป่าโดยแฉพาะ นกประจำถิ่นและนกอพยพชนิดต่างๆ  และ 3) มูลค่าที่ไม่ได้เกิดจากการใช้ทรัพยากร (Non-use value) ซึ่งประกอบด้วยมูลค่า การคงอยู่ของระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์นกที่มีความสำคัญหากยาก เช่น นกกระเรียนไทย ซึ่งมีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ ให้คงอยู่ต่อไป


           ผลการศึกษาพบว่าโครงการมีมูลค่ารวมทางเศรฐศาสตร์ในเบื้องต้น ประมาณ 5,957,178  บาท ต่อปี ซึ่งทั้งหมดเป็นมูลค่าการใช้ประโยชน์ทางตรง (direct use value) ประกอบด้วย มูลค่าด้านนันทนาการ ชมนกและวิวธรรมชาติ แหล่งอาหารและประมง และแหล่งน้ำใช้เพื่อเกษตรกรรม

 

การจัดการและการคุกคาม  
 

การคุกคามที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่

           พื้นที่ได้รับประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 97 ตอนที่ 155 ลงวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2523 พื้นที่อ่างน้ำเป็นที่สาธารณประโยชน์ ที่ดินบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำ เป็นที่ดินที่มีโฉนดทั้งหมด ทำให้เกิดการบุกรุกพื้นที่เพื่อทำกินและหาผลประโยชน์ในพื้นที่มากขึ้น ปัจจุบันการคุกคามทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงเกิดจากปัจจัยทั้งภายในและปัจจัยภายนอก ดังนี้

          

           ภายในพื้นที่

           จากการทำกิจกรรมทางการเกษตร เช่น เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ (โค กระบือ เป็ด) การทำบ่อปลา และใช้น้ำบางส่วนเพื่อการเกษตร อีกทั้ง พื้นที่ชุ่มน้ำยังขาดการดูแลรักษา ก่อให้เกิดวัชพืชในแหล่งน้ำจำนวนมาก โดยไม่มีการกำจัดทำให้น้ำเน่าเสีย นอกจากนั้นยังมีการแพร่ระบาด ของพันธุ์พืชต่างถิ่นเข้ามาในพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการคุกคามพื้นที่ชุ่มน้ำ        
 

  ภายนอกพื้นที่

          ได้แก่ การทิ้งของเสียและน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชน การใช้ปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูกหรือใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช การใช้ประโยชน์เพื่อเป็นแหล่งอาหาร/การเก็บของป่า การเกิดตะกอนสะสมในแหล่งน้ำจากการทิ้งของเสีย การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การปิดกั้น/การก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำ การบุกรุกที่ดิน และการทำประมงผิดกฎหมาย เช่น การใช้ไฟฟ้าช๊อตปลา ทำให้พันธุ์ปลาลดจำนวนลงมาก กิจกรรมต่างๆนี้ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยเฉพาะต่อทรัพยากรธรรมชาติ

   ผลกระจากภัยคุกคาม

         พื้นที่ชุ่มน้ำห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด ได้รับผลกระทบจากการคุกคามจากสิ่งแวดล้อมในพื้นที่และนอกพื้นที่ ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม เกิดการปรับเปลี่ยน วิถีชีวิตของประชาชน อีกทั้งการดำรงชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไป มีการปรับเปลี่ยนอาชีพ/แนวทางสร้างรายได้ของเกษตรกร โดยปรับเปลี่ยนไปทำอาชีพรับจ้าง การปรับเปลี่ยนระยะเวลา ในการเพาะปลูก ผลผลิตจากการทำการเกษตรได้รับน้อยลงกว่าเดิม และแหล่งอาหารที่เป็นสัตว์น้ำลดลงจากการเน่าเสียของแหล่งน้ำ ตามลำดับ

    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รายละเอียดเพิ่มเติม>>>>>