หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ

 

พื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำสนามบิน จ.บุรีรัมย์

                                                      สภาพพื้นที่อ่างเก็บน้ำสนามบิน

 

ที่ตั้ง :ต.ประโคนชัย อ. ประโคนชัย จ. บุรีรัมย์ ปรากฏในแผนที่ภูมิประเทศ มาตราส่วน 1:50000 ระวางแผนที่ 5638 III

 

พิกัดกลาง: พิกัดภูมิศาสตร์ ละติจูดที่ 14° 38' 30" N ลองจิจูดที่ 103° 4' 56" E พิกัด UTM 48 P TB 196936

 

ประเภท: อ่างเก็บน้ำกึ่งธรรมชาติ มีน้ำตลอดปี

 

 

 

แผนที่
 
 
อ้างอิง
โครงการจัดการระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญเพื่อการปรับตัวและรับมือจากการเปลี่ยนแปลงสภมพภูมิอากาศ ปีงบประมาณ 2557 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

 

 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

ลักษณะภูมิประเทศ

           พื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำสนามบิน มีลักษณะของพื้นที่มีสภาพพื้นที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เป็นทะเลสาบน้ำจืด พื้นที่รอบๆ อ่างเก็บน้ำสนามบิน มีลักษณะเป็นลานตะพัก ลำน้ำระดับต่ำ ไม่มีสภาพป่าที่สมบูรณ์เหลืออยู่ มีแต่ไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม ขึ้นกระจัดกระจาย เป็นต้นว่า เต็ง รัง เหียง พลวง มะค่าแต้ กะบก ประดู่ มะม่วงป่า แดง สะเดา หว้า เสม็ดทุ่ง สภาพการใช้ที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่นา พื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำสนามบินมีสถานภาพเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญ ระดับนานาชาติ

สภาพภูมิอากาศ

        ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้เกิดฤดูกาล 3 ฤดู ฤดูฝนเริ่มจากกลางเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรก พฤษภาคมถึงมิถุนายน ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และช่วงที่ 2 เดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม ฤดูหนาวเริ่มจากเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ลักษณะอากาศแห้งและหนาวเย็น และฤดูร้อนเริ่มจากเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ลุ่มน้ำมูลยังมีพายุจรจาก ทะเลจีนใต้พัดผ่านในช่วงฤดูฝนอีกด้วย

ทรัพยากรดิน

          พบว่ากลุ่มชุดดินที่พบบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำสนามบิน ประกอบด้วยกลุ่มชุดดินที่ 7, 17, 18, 18/25, 22, 22/25, 40b, U (หมู่บ้าน) และ W (แหล่งน้ำ) มีรายละเอียดดังนี้

           กลุ่มชุดดินที่ 7 มีเนื้อที่ 21,584 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวจัดลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดิน พวกตะกอนลำน้ำ พบในบริเวณที่ราบตะกอนน้ำพา มีสภาพพื้นที่ราบเรียบหรือค่อนข้างราบเรียบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน การระบายน้ำค่อนข้างเลว ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลาง อาจเม็ดปูนหรือมีเนื้อดินเหนียวลดลงในดินล่าง บางพื้นที่พบในพื้นที่ค่อนข้างดอน ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ หรือได้รับผลกระทบจากความเค็มของดินในพื้นที่ใกล้เคียง 

           กลุ่มชุดดินที่ 17 เนื้อที่ 6,954 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนละเอียดลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ หรือจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ หรือเคลื่อนย้ายมาทับถมจากวัสดุเนื้อหยาบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน อาจพบลูกรังของเหล็กและแมงกานีส หรือชั้นดินเหนียวในดินชั้นล่าง การระบายน้ำค่อนข้างเลวถึงเลว ปฏิกิริยาดินเป็นกรดจัดมากถึงเป็นกรดจัด ความสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่พบในพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำไหลบ่าท่วมขังสูงในฤดูฝน พบในพื้นที่ค่อนข้างดอน ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ

           กลุ่มชุดดินที่ 18 เนื้อที่ 2,742 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนละเอียดลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ หรือจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่หรือ เคลื่อนย้ายมาทับถมจากวัสดุเนื้อหยาบ พบในบริเวณที่ลุ่มราบเรียบหรือค่อนข้างราบเรียบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน อาจพบลูกรังของเหล็กและแมงกานีสหรือชั้นดินเหนียวในดินชั้นล่าง การระบายน้ำค่อนข้างเลวถึงเลว ปฏิกิริยาดินเป็นกรดปานกลางถึงเป็นด่างเล็กน้อย มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 6.0-7.5 ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ ถึงปานกลาง บางพื้นที่พบในพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำไหลบ่าท่วมขังสูงในฤดูฝน พบในพื้นที่ค่อนข้างดอน ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ ได้รับผลกระทบความเค็มจากพื้นที่ใกล้เคียง

            กลุ่มชุดดินที่ 18/25เนื้อที 1,007 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินผสมระหว่างกลุ่มชุดดินที่ คและกลุ่มชุดดินที่ 25 โดยกลุ่มชุดดินที่ กลุ่มชุดดินที่ 25 เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วน หรือดินเหนียวตื้นถึงชั้นลูกรังสีเทาที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนน้ำพาหรือจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ หรือเคลื่อนย้ายมาทับถมของวัสดุเนื้อหยาบ พบใน บริเวณพื้นที่ลุ่มราบเรียบหรือค่อนข้างราบเรียบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน การระบายน้ำค่อนข้างเลว ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่พบชั้นเชื่อมแข็ง ของเหล็กหรือพบชั้นดินเหนียวภายในความลึก 100 เซนติเมตรจากผิวดิน

            กลุ่มชุดดินที่ 22 เนื้อที่ 30,657 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินทรายลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำเนื้อหยาบ พบในบริเวณพื้นที่ลุ่มระหว่างสันทราย หรือระหว่างเนินทรายชายฝั่งทะเล มีสภาพพื้นที่ราบเรียบหรือค่อนข้างราบเรียบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน การระบายน้ำค่อนข้างเลวถึงเลว ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ

           กลุ่มชุดดินที่ 22/25 เนื้อที่ 55 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินผสมระหว่างกลุ่มชุดดินที่ 22 และกลุ่มชุดดินที่ 25

           กลุ่มชุดดินที่ 40b เนื้อที่ 16,785 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นเป็นดินร่วนหยาบลึกมากที่เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำหรือ จากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่หรือ เคลื่อนย้ายมาทับถมของพวกวัสดุเนื้อหยาบ เป็นดินลึกมาก มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่อาจพบลูกรังมากในช่วงความลึก 100-150 เซนติเมตรจากผิวดิน มีการจัดการพื้นที่โดยปั้นคันนา

           พื้นที่อื่น ได้แก่ พื้นที่ชุมชนเนื้อที่ 2,117 ไร่ และพื้นที่น้ำเนื้อที่ 3,920 ไร่

 

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

  ทรัพยากรป่าไม้และพืชลอยน้ำ

         1) นิเวศวิทยาป่าไม้

จากการสำรวจนิเวศวิทยาป่าไม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำสนามบิน พบว่าในพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำสนามบินไม่มีสภาพพื้นที่ป่าไม้ปกคลุม


2) ความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้


            จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่น (2552) พบพรรณไม้น้ำทั้งหมดจำนวน 51 ชนิด 28 วงศ์ โดยพบ กกสามเหลี่ยมหรือผือ Actinoscirpus  grossus (L.f.) Goetgh. & D.A.Simpson จำนวนมากที่สุด รองลงมา คือ ไมยราบยักษ์ Mimosa pigra L. และธูปฤาษี Tyhpa angustifolia L. ตามลำดับ พืชลอยน้ำ พบจอกหูหนู Salvinia cucullata Roxb. เป็นจำนวนมากที่สุด รองลงมา คือ จอก Pistia stratiotes L. และบัวบาหรือตับเต่าใหญ่ Nymphoides indica (L.) Kuntze ตามลำดับ ส่วนพืชใต้น้ำ พบสาหร่ายหางกระรอก Hydrilla verticillata (L.f.) Royle. และสันตวาใบข้าว Vallisneria spiralis L. มากตามลำดับ และสำรวจพบไม้ต้น 16 ชนิด 10 วงศ์ โดยสำรวจในบริเวณที่เนินในอ่างเก็บน้ำและบริเวณคันดินรอบอ่างเก็บน้ำในจำนวน 16 ชนิด 10 วงศ์ เป็นพรรณไม้ต่างประเทศ 5 ชนิด ไม้เด่นในบริเวณนี้ คือ ยูคาลิปตัส Eucalyptus camaldulensis Dehnh. และขี้เหล็ก Senna siamea (Lam.) Irwin & Barneby สอดคล้องกับรายงานของ ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ (2542) ที่ระบุว่า สภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นอ่างเก็บน้ำ ทุ่งเลี้ยงสัตว์ ไม่มีสภาพป่าที่สมบูรณ์เหลืออยู่ แต่มีพรรณไม้ขึ้นอยู่กระจัดกระจาย เช่น เต็ง รัง เหียง พลวง มะค่าแต้ กระบก ประดู่ มะม่วงป่า แดง สะเดา หว้า และเสม็ดทุ่ง

          การศึกษาครั้งนี้พบพรรณไม้รวม 204 ชนิด จาก 170 สกุล 69 วงศ์ เป็นพรรณไม้ที่นำเข้าไปปลูก 25 ชนิด เช่น เช่น สัตบรรณ Alstonia scholaris (L.) R.Br. ปีบ Millingtonia hortensis L.f.  ยางนา Dipterocarpus alatus Roxb. ex G.Don สัก Tectona grandis L.f.  ราชพฤกษ์ Cassia fistula L. ชัยพฤกษ์ C. javanica L. หางนกยูงฝรั่ง Delonix regia (Bojer ex Hook.) Raf. ขี้เหล็ก Senna siamea (Lam.) H.S.Irwin & Barneby กระถินณรงค์ Acacia auriculaeformis A.Cunn. ex Benth. ประดู่ Pterocarpus macrocarpus Kurz สะเดา Azadirachta indica A.Juss. var. siamensis Valeton และยูคาลิป Eucalyptus camaldulensis Dehnh. เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ชนิดไม้ที่พบเป็นพบไม่เป็นชนิดพรรณไม้หวงห้ามในพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. ๒๕๓๐ ตามประกาศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดขนาดจำกัดไม้หวงห้าม ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช ๒๔๘๔ และไม่พบชนิดพรรณไม้ที่อยู่ในบัญชี Thailand Red Data ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (santisuk et al. 2006) หรืออยู่ในในบัญชี The IUCN Red List of Threatened Species (IUCN, 2014) แต่อย่างใด

          พบพืชต่างถิ่นที่รุกรานรายการ 1 จำนวน 12 ชนิด ได้แก่ หงอนไก่ไทย Celosia argentea L. สาบเสือ Chromolaena odorata (L.) R.M.King & H.Rob. ขี้ไก่ย่าน Mikania micrantha (L.) Kunth หญ้ายาง Euphorbia heterophylla L. แมงลักคา Hyptis suaveolens (L.) Poit. กระถิน Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit ไมยราบยักษ์ Mimosa pigra L. จอก Pistia stratiotes L. หญ้าคา Imperata cylindrica (L.) P.Beauv. หญ้าขจรจบ Pennisetum polystachyon (L.) Schult. สาหร่ายหางกระรอก Hydrilla verticillata (L.f.) Royle และผักตบชวา Eichhornia crassipes (Mart.) Solms พืชต่างถิ่นที่รุกรานรายการ 2 จำนวน 2ชนิด ได้แก่ ผักขมหนาม Amaranthus spinosus L. และตะขบฝรั่ง Muntingia calabura L.

          พบชนิดพรรณไม้น้ำทั้งหมด 15 วงศ์ 24 ชนิด โดยสามารถจำแนกพรรณไม้น้ำออกเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วยพืชชายน้ำ (marginal plants) จำนวน 9 ชนิด พืชลอยน้ำ (floating plants) จำนวน 5 ชนิด พืชใต้น้ำ (submerged plants) จำนวน 4 ชนิด และพืชโผล่เหนือน้ำ (emerged plants) จำนวน 6 ชนิด

 

ทรัพยากรสัตว์ป่า

        ทรัพยากรสัตว์ป่าบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำสนามบิน พบว่า มีสัตว์ป่า 4 ประเภท ได้แก่  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ไม่น้อยกว่า 221 ชนิด ใน 58 วงศ์ 133 สกุล ประกอบด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่น้อยกว่า 6 ชนิด หรือร้อยละ 2.32 ของจำนวนชนิดสัตว์ป่าทั้งหมด นกไม่น้อยกว่า 221 ชนิด (ร้อยละ 85.33) สัตว์เลื้อยคลานไม่น้อยกว่า 22 ชนิด (ร้อยละ 8.49) และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกไม่น้อยกว่า 10 ชนิด (ร้อยละ 3.86)

1.1) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม


          พบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่น้อยกว่า 6 ชนิด ใน 5 สกุล 4วงศ์ เป็นสัตว์ที่มีความชุกชุมปานกลาง 2 ชนิด ได้แก่ หนูจิ๊ด (Rattus exulans) และหนูพุกใหญ่ (Bandicota indica) มีความชุกชุมน้อย 1 ชนิด คือ หนูท้องขาว (Rattus tanezumi) ที่เหลืออีก 3 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ได้ข้อมูลจากการสอบถาม หรือมีข้อมูลไม่เพียงพอในการประเมินสถานภาพ (DD) ได้แก่ กระต่ายป่า (Lepus peguensis) พังพอนเล็ก (Herpestes javanicus) และค้างคาวขอบหูขาวกลาง (Cynopterus  sphinx)

1.2) นก

          มีนกอาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 153 ชนิด ใน 102 สกุล 50 วงศ์ เป็นนกอพยพ 106 ชนิด หรือร้อยละ 47.96 ของจำนวนชนิดนกทั้งหมด เช่น นกกิ้งโครงแกลบปีกขาว (Sturnus sinensis) นกคอทับทิม (Luscinia calliope) นกกระเบื้องผา (Monticola solitarius) นกพญาไฟสีเทา (Pericrocotus divaricatus)  นกแต้วแล้วป่า (Pitta moluccensis) เป็นต้น ที่เหลืออีก 115 ชนิดเป็นนกประจำถิ่น (ร้อยละ 52.04) เช่น เป็ดคับแค(Nettapus coromandelianus) นกคุ่มอกลาย(Turnix suscitator) นกอีวาบตั๊กแตน (Cacomantis merulinus) นกเค้าโมง (Glaucidium cuculoides) นกกิ้งโครงคอดำ (Sturnus nigricollis) นกแอ่นพง (Artamus fuscus) เป็นต้น

          ระดับความชุกชุมของนกในพื้นที่ พบว่า มีชนิดนกที่มีความชุกชุมมาก 23 ชนิด (ร้อยละ 10.41) เช่น นกกระติ๊ดแดง (Amandava amandava) นกชายเลนน้ำจืด (Tringa  glareola) นกยางโทนน้อย (Mesophoyx intermedia) นกยางเปีย (Egretta garzetta) เป็นต้น เป็นนกที่มีความชุกชุมปานกลาง 26  ชนิด (ร้อยละ 12.32) เช่น นกกระติ๊ดสีอิฐ (Lonchura malacca) นกกิ้งโครงคอดำ (Sturnus nigricollis) นกหัวโตหลังจุดสีทอง(Pluvialis fulva) นกจาบคาเล็ก(Merops orientalis) นกเป็ดผีเล็ก(Tachybaptus ruficollis) เป็นต้นมีชนิดนกที่ชุกชุมน้อย 72 ชนิด (ร้อยละ 47.06) เช่น นกกระสานวล (Ardea cinerea) เป็ดดำหัวดำ (Aythya baeri) นกกระจาบทอง (Ploceushypoxanthus) นกปากแอ่นหางดำ (Limosa lapponica) เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ (Aviceda leuphotes)  เป็นต้น

           สถานภาพตามกฎหมายของนกในพื้นที่ศึกษาพบว่า นกส่วนใหญ่ได้รีบการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 จำนวน 141 ชนิด (ร้อยละ 97.24) มีนกเพียง 4 ชนิดเท่านั้นที่ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายได้แก่ นกพิราบป่า (Columba livia) นกกระจอกบ้าน (Passer montanus) นกเขาใหญ่ (Streptopelia chinensis) และนกเขาชวา (Geopelia striata)

1.3) สัตว์เลื้อยคลาน

         พบสัตว์เลื้อยคลานอาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 22 ชนิด ใน 20 สกุล 10 วงศ์ เป็นสัตว์ที่มีความชุกชุมปานกลาง 2 ชนิด (ร้อยละ 9.09) ได้แก่ จิ้งจกหางแบน (Cosymbotusplatyurus) และจิ้งจกหางหนาม มีสัตว์เลื้อยคลานที่ชุกชุมน้อย 5 ชนิด (ร้อยละ 22.73) ได้แก่ งูสิงบ้าน (Ptyaskorros) งูสายม่านพระอินทร์ (Dendrelaphispictus) กิ้งก่าหัวแดง (Calotesversicolor) ตุ๊กแกบ้าน (Gekko gecko) และจิ้งเหลนหางยาว (Eutropislongicaudata) เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่า มีชนิดสัตว์เลื้อยคลานที่ได้ข้อมูลจากการสอบถาม หรือมีข้อมูลไม่เพียงพอในการประเมินสถานภาพ (DD) 13 ชนิด เช่นงูไซ (Enhydrisbocourti) งูหัวกะโหลก (Homalopsisbuccata) งูทางมะพร้าวลายขีด (Elapheradiata) กิ้งก่าสวน (Calotesmystaceus)  เป็นต้น

          สถานภาพตามกฎหมายของสัตว์เลื้อยคลานในพื้นที่ศึกษา พบว่า เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 จำนวน  9 ชนิด (ร้อยละ 40.91) เช่น เต่านา  (Malayemyssubtrijuga) เหี้ย (Varanussalvator) งูทางมะพร้าวลายขีด (Elapheradiata) กิ้งก่าสวน (Calotesmystaceus)  เป็นต้นที่เหลืออีก 13 ชนิด (ร้อยละ 59.09) ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย เช่น งูเห่าด่างพ่นพิษ (Naja siamensis) ตุ๊กแกบ้าน (Gekko gecko) งูลายสอสวน (Xenochrophisflavipunctatus) งูทับสมิงคลา (Bungaruscandidus)  เป็นต้น

1.4) สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

         มีสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกอาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 10 ชนิด ใน 8 สกุล 5 วงศ์ ซึ่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่มีความชุกชุมปานกลาง 7 ชนิด หรือร้อยละ 70.00 ของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกทั้งหมด เช่น คางคกบ้าน (Duttaphrynusmelanostictus) เขียดน้ำนอง (Occidozygamartensii) ปาดบ้าน (Polypedatesleucomystax) เขียดจะนา (Occidozyga lima) เป็นต้น ที่เหลืออีก 3 ชนิด (ร้อยละ 30.00) มีความชุกชุมน้อย ได้แก่กบนา (Hoplobatrachusrugulosa) อึ่งเพ้า (Glyphoglossusmolossus)  และอึ่งข้างดำ (Microhylaheymonsi)

 

ทรัพยากรปลาและสัตว์หน้าดิน

1) แพลงก์ตอนพืช


           จากการศึกษาแพลงก์ตอนพืชในพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำสนามบิน จังหวัดบุรีรัมย์พบแพลงก์ตอนพืชรวม 6 ดิวิชั่น 32 ชนิด โดยจำแนกเป็น


- ดิวิชั่น Bacillariophyta (ไดอะตอม) พบ 10 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 31.25 ของชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบทั้งหมด
- ดิวิชั่น Chlorophyta (สาหร่ายสีเขียว) พบ 15 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 46.88 ของชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบทั้งหมด
- ดิวิชั่น Chrysophyta (สาหร่ายสีน้ำตาลแกมเหลือง หรือสาหร่ายสีทอง) พบ 1 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 3.12 ของชนิดแพลงก์ตอนพืช      ที่พบทั้งหมด
- ดิวิชั่น Cyanophyta (สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน) พบ 3 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 9.38 ของชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบทั้งหมด
- ดิวิชั่น Euglenophyta (สาหร่ายยูกลีนอยด์) พบ 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 6.25 ของชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบทั้งหมด
- ดิวิชั่น Pyrrhophyta (สาหร่ายไดโนแฟลกเจลเลต) พบ 1 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 3.12 ของชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบทั้งหมด

แพลงก์ตอนพืชมีปริมาณความหนาแน่นตั้งแต่ 23,700 - 23,775 ตัวต่อลิตร โดยสถานีเก็บตัวอย่าง SNB-AQ2 พบปริมาณความหนาแน่นของแพลงก์ตอนพืชมากที่สุด จำนวน 23,775 ตัวต่อลิตร จาก 27 ชนิด สถานีเก็บตัวอย่าง SNB-AQ1 พบปริมาณความหนาแน่นของแพลงก์ตอนพืชน้อยที่สุดจำนวน 23,700 ตัวต่อลิตร จาก 25 ชนิด

2) แพลงก์ตอนสัตว์


           จากการศึกษาแพลงก์ตอนสัตว์ในพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำสนามบิน จังหวัดบุรีรัมย์ พบแพลงก์ตอนสัตว์รวม 3 ไฟลัม 13 ชนิด โดยจำแนกเป็น

- ไฟลัม Arthropoda พบ 4 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 30.77 ของชนิดแพลงก์ตอนสัตว์ที่พบทั้งหมด
- ไฟลัม Protozoa พบ 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 15.38 ของชนิดแพลงก์ตอนสัตว์ที่พบทั้งหมด
- ไฟลัม Rotifera พบ 7 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 53.85 ของชนิดแพลงก์ตอนสัตว์ที่พบทั้งหมด

แพลงก์ตอนสัตว์มีปริมาณความหนาแน่นตั้งแต่ 55,000 - 205,000 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร โดยสถานีเก็บตัวอย่าง SNB-AQ1 พบปริมาณความหนาแน่นของแพลงก์ตอนสัตว์มากที่สุดจำนวน 205,000 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร จาก 11 ชนิด สถานีเก็บตัวอย่าง SNB-AQ2 พบปริมาณความหนาแน่นของแพลงก์ตอนสัตว์น้อยที่สุดจำนวน 55,000 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร จาก 7 ชนิด

3) สัตว์หน้าดิน

           จากการศึกษาสัตว์หน้าดินในพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำสนามบิน จังหวัดบุรีรัมย์ พบสัตว์หน้าดินรวม 3 ไฟลัม 5 ชั้น 7 อันดับ 9 วงศ์ 10 ชนิด โดยจำแนกเป็น

- ไฟลัม Annelida พบ 3 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 30 ของชนิดสัตว์หน้าดินที่พบทั้งหมด ประกอบด้วย ชั้น Clitellata 3 ชนิด
- ไฟลัม Arthropoda พบ 4 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 40 ของชนิดสัตว์หน้าดินที่พบทั้งหมด ประกอบด้วย ชั้น Branchiopoda 1 ชนิด ชั้น Insecta 2 ชนิด และ ชั้น Malacostraca 1 ชนิด
- ไฟลัม Mollusca พบ 3 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 30 ของชนิดสัตว์หน้าดินที่พบทั้งหมด ประกอบด้วย ชั้น Gastropoda 3 ชนิด

 

         

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

ความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ

            จากลักษณะการใช้ประโยชน์ ด้านการเพาะเลี้ยง การประมงพื้นบ้าน การจับสัตว์น้ำ (ตกปลา หาปลา) การเก็บหาของป่า การทำเกษตรกรรม (เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์) แหล่งรายได้จากกิจกรรมท่องเที่ยว  เป็นที่ตั้งบ้านเรือน/ที่อยู่อาศัย  เป็นพื้นที่ประกอบ การเกษตร  เป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคในครัวเรือน  แหล่งน้ำใช้เพื่อการเกษตรกรรม  เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อน  แหล่งชมวิว/ ชมธรรมชาติ และแหล่งเรียนรู้/ศึกษาธรรมชาติ  พบว่า ครัวเรือนให้ความสำคัญกับลักษณะการใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ดังกล่าว ในระดับความสำคัญปานกลางเป็นส่วนใหญ่

      ประโยชน์ของพื้นที่ชุ่มน้ำ         

          จากพื้นที่ชุ่มน้ำด้านต่าง ๆ ที่สำคัญเป็นแหล่งที่สมควรอนุรักษ์ไว้เพื่อประโยชน์ในอนาคตอย่างยั่งยืน และเป็นแหล่งอาศัยเฉพาะ ของสัตว์ (นกที่หายาก) นอกจากนั้น ยังช่วยชะลอหรือลดภาวะน้ำท่วมอย่างฉับพลัน เป็นแหล่งสำหรับหลบภัย/เพาะพันธุ์สัตว์น้ำ  ช่วยปรับคุณภาพอากาศ/ลดความร้อนผิวดิน เป็นแหล่งช่วยดูดซับและระบายน้ำใต้ดิน  ช่วยปรับคุณภาพอากาศ/ลดความร้อนผิวดิน  ช่วยกรองและปรับปรุงคุณภาพคุณภาพแหล่งน้ำผิวดิน ตามลำดับ

      การประเมินมูลค่าเศรษฐศาสตร์ของพื้นที่ชุ่มน้ำ

1. พื้นที่โครงการ และความสำคัญ

          พื้นที่โครงการทั้งหมดอยู่ในเขตพื้นที่ห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน มีพื้นที่รวม 3,568 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ส่วนที่เป็นพื้นที่น้ำ (อ่างเก็บน้ำ) ประมาณ 1,600  ไร่ และส่วนที่เป็นทุ่งโล่ง 1, 968 ไร่ พื้นที่โครงการมีถนนและคันล้อมรอบชัดเจน อ่างเก็บความจุประมาณ 6.5 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ราบลุ่มล้อมรอบโครงการส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม (พื้นที่นา) พื้นที่โครงการเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของนกน้ำ ชนิดต่างๆจำนวนมาก  และที่สำคัญคือเป็นที่อยู่ของนกกระเรียนไทย ซึ่งถูกนำกลับมาปล่อยใหม่หลังจากสูญพันธุ์ไปแล้วจากแหล่งธรรมชาติ มีประชาชนท้องถิ่นและทั่วไปเข้ามาพักผ่อนชมนก และชมวิวธรรมชาติ

          ผลการสำรวจภาคสนามด้านความหลากหลายทางชีวภาพของพี้นที่ชุ่มน้ำ พบว่าพื้นที่โครงการมีพรรณไม้หลากหลายชนิดรวมกัน ประมาณ 300  ชนิด ส่วนใหญ่เป็นพรรณไม้พื้นเมืองพบเห็นได้ทั่วไป พื้นที่โครงการเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ารวมกันไม่น้อยกว่า 250 ชนิด ประกอบด้วยนกชนิดต่างๆ ถึงร้อยละ 85 ของชนิดสัตว์ป่าที่พบทั้งหมด สถานภาพอนุรักษ์ของสัตว์ป่าในพื้นที่โครงการจัดอยู่ในระดับ สำคัญทั้งระดับชาติและนานาชาติ มีสัตว์ป่าที่สูญพันธุ์ในธรรมชาติแล้วและถูกนำกลับมาปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ (นกกระเรียนไทย) นอกจากนี้ยังมีนกและสัตว์ป่าหลายชนิดทั้งที่เป็นนกอพยพและนกประจำถิ่น หลายชนิดมีสภานภาพการอนุรักษ์ในระดับตั้งแต่มีแนวโน้ม ใกล้สูญพันธุ์ (VU) จนกระทั่งถึงใกล้สูญพันธ์อย่างยิ่ง  (CR) ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่โครงการ และสมควรเสนอให้มีการเพิ่มระดับการอนุรักษ์และจัดการที่เหมาะสมต่อไป

          ชุมชนที่อยู่ในระยะใกล้เคียงกับเขตกันชนระยะ 2 และ 5  กิโลเมตร ครอบคลุม หมู่บ้าน 34 หมู่บ้าน เขต 2 อำเภอ  มีประชากรประมาณ 13,200 คน จำนวน 3,390 หลังคาเรือน ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพหลัก ทำนา (ร้อยละ 74) เลียงสัตว์ และรับจ้าง อ่างเก็บน้ำของโครงการเป็นแหล่งปลาอาหารที่สำคัญของครัวเรือน แหล่งพักผ่อน ชมนก และแหล่งน้ำดิบของประปาเทศบาล ตำบลประโคนชัย ชุมชนในรัศมี 2 กิโลเมตร มีจำนวนหลังคาเรือนรวมกัน 367 หลังคาเรือน จากการศึกษาประชากรตัวอย่าง ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่าครัวเรือนประมาณร้อยละ 52  ได้ใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำในด้านต่างๆ อาทิเช่น จับสัตว์น้ำเพื่อการดำรงชีพและเป็นรายได้เมื่อเหลือขาย หาของป่า เกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ ประมงและและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์เพื่อพักผ่อนชมนก และชมธรรมชาติ

2. ระบบนิเวศบริการ (ecosystem services)

         ผลการสำรวจแบบสอบถามชุมชนตัวอย่าง ผู้นำชุมชน และผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ ประกอบกับการศึกษาด้านนิเวศวิทยาของพื้นที่ชุ่มน้ำ สามารถสรุปลักษณะประโยชน์ในเชิงนิเวศบริการ ของพื้นที่โครงการด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

2.1) แหล่งนันทนาด้านต่างๆ เช่น ศึกษาธรรมชาติดูนกชนิดต่างๆ  และพักผ่อนชมธรรมชาติ
2.2) แหล่งอาหารในครัวเรือน เช่น ปลา และพืชอาหารพื้นเมือง ประมงและเพาะเลี้ยง
2.3) แหล่งน้ำดิบสำหรับประปา (น้ำดิบในการผลิตน้ำประปาของเทศบาลตำบลประโคนชัย)
2.4) แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรโดยรอบ (ทำนา)
2.5) แหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญของสัตว์ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะนกน้ำ และสัตว์หายาก


           การใช้ประโยชน์ด้านนิเวศบริการของโครงการที่สำคัญคือ การเป็นแหล่งให้บริการด้านที่อยู่อาศัยของนกน้ำ และสัตว์อื่นๆ  แหล่งผลิตประมง และพืชพื้นเมืองเพื่ออาหารในครัวเรือน  แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร (พื้นที่ประมาณ 2,000 ไร่) แหล่งน้ำดิบเพื่อผลิตประปา (ประมาณวันละ 4,500  ลูกบาศก์เมตร สำหรับ 3,000 ครัวเรือน) แหล่งนันทนาการ พักผ่อนชมธรรมชาติ ศึกษานกชนิดต่างๆ (จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมเฉลี่ยระหว่างปี 2554-2556 ประมาณ 7,783 คน)  นอกจากนี้พื้นที่บางส่วนของโครงการ ได้ถูกบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์เป็นพื้นที่ทำนาและเลี้ยงสัตว์  จำนวนพื้นที่เพื่อทำการเกษตรไม่แน่นอน ทั้งนี้สมควรจัดการกำหนดโซน ให้ชัดเจน นอกจากนี้ประโยชน์อาจจะได้รับจากพื้นที่ชุ่มน้ำของโครงการยังอาจประกอบด้วย ช่วยเจือจางน้ำเสีย ทำให้น้ำสะอาด ตามธรรมชาติ ช่วยลดการพังทลายของดิน ช่วยควบคุมการไหลของน้ำ ควบคุมการพังทลายของดิน
 
3. ขอบเขตและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์

         3.1) การศึกษามูลค่าครั้งนี้มีขอบเขตเฉพาะในพื้นที่โครงการเท่านั้น โดยจะประเมินให้เห็นถึงภาพรวมของมูลค่า ทางเศรษศาสตร์ในการใช้ประโยชน์พื้นที่ปัจจุบัน (baseline value) เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาถึงผลกระทบของมูลค่า ของโครงการที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากปีปัจจุบัน (2557) หากมีการกำหนดนโยบายที่เหมาะสมในการอนุรักษ์ต่อไป
          3.2) ประโยชน์ของระบบนิเวศบริการจะถูกประเมินออกมาเป็นตัวเงินต่อหน่วยต่อพื้นที่ โครงการ (บาท/ไร่) และ/หรือ มูลค่ารวมของนิเวศบริการ (บาทต่อปี) ซึ่งประกอบด้วยมูลค่าประโยชน์ทางตรง (direct use value) ประโยชน์ทางอ้อม (indirect use value) และมูลค่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ (non-use value) อย่างไรก็ตามมูลค่าบางอย่างไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านข้อมูลที่จะนำมาใช้ประเมินตามหลักเศรษฐศาสตร์  ดังนั้นผลการคำนวนมูลค่าที่รายงานในโครงการ ถือว่าเป็นมูลค่าอย่างต่ำของโครงการ
           3.3) ในการประเมินมูลค่าประโยชน์ทางตรงจะใช้วิธีหลักการตลาด (market approach) และได้ทำการหักต้นทุนดำเนินการ เพื่อให้เห็นถึงมูลค่าสุทธิของโครงการ (net value)  บางครั้งอาจตัองใช้ค่าสมมุติเนื่องจากไม่มีข้อมูลเพียงพอ ส่วนมูลค่าประโยชน์ทางอ้อม และมูลค่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จะใช้ข้อมูลสถิติของพื้นที่ร่วมกับมูลค่าต่อหน่วยที่ทำการถ่ายโอนมาจากที่อื่น (benefit transfer approach) ที่มีการศึกษาไว้แล้ว โดยจะเน้นการคัดเลือกคุณภาพของมูลค่าที่จะทำการถ่ายโอนมา อาทิเช่น จากรายงานที่ผ่านการตีพิมพ์ในวารสาร (peer-reviewed articles) หรือจากรายงานของหน่วยงานที่เชื่อถือได้ มีความคล้ายคลึงของระบบนิเวศในพื้นที่โครงการ หลีกเลี่ยง การใช้มูลค่าที่อาจซับซ้อนกัน เช่น มูลค่ารวมของระบบนิเวศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) มักจะเป็นค่ารวม ของประโยชน์ทั้งหมดของพื้นที่  ข้อมูลด้านต่างๆ ที่ถูกถ่ายโอนมาจะถูกปรับค่าให้สอดคล้องกับพื้นที่โครงการ เช่น ปรับให้เป็นปีปัจจุบัน 2557 (ปรับค่าเงินเฟ้อ) ปรับค่าแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจ (อัตราแลกเปลี่ยนและอำนาจซื้อที่แตกต่างกัน) นอกจากนี้ยังมีการปรับสัดส่วน มูลค่าที่ถ่ายโอนมาให้สอดคล้องกับพื้นที่เช่น จำนวนขนาดของประชากร และจำนวนพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ในโครงการ เป็นต้น
           3.4) สำหรับฐานข้อมูลมูลค่าทางเศรษฐสาตร์ ที่ใช้ในเบื้องต้นมาจากฐานข้อมูลของ the Economics of Biodiversity and Ecosystems (TEEB) ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลการศึกษามูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของทรัพยากรธรรมชาติ ในภูมิภาคเดียวกัน (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ไว้แล้วไม่ต่ำกว่า 182 รายงานวิจัย สำหรับในประเทศไทย พบว่ามีรายงานการวิจัยด้านมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ต่ำกว่า 15 รายงาน   ซึ่งหากไม่พอเพียง และไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ผู้วิจัยก็จะค้นหาจากฐานข้อมูลแหล่งอื่นๆ มาประกอบกัน

4. ผลการศึกษามูลค่าทางเศรษฐศาสตร์

          มูลค่าทางเศรษศาสตร์ของพื้นที่โครงการแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ 1) มูลค่าที่เกิดจากการใช้ประโยชน์โดยตรง (Direct use value) ซึ่งประกอบด้วย มูลค่าจากการใช้ประโยชน์ของชุมชนในด้านการเป็นแหล่งนันทนาการ แหล่งอาหารในครัวเรือน แหล่งน้ำดิบสำหรับประปา และแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกรรม  2) มูลค่าที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ทางอ้อม (Indirect use value) ได้แก่ความหลากหลายทางชีวภาพ ของพืชและสัตว์ป่าโดยแฉพาะนกประจำถิ่นและนกอพยพชนิดต่างๆ  3) มูลค่าที่ไม่ได้เกิดจากการใช้ทรัพยากร (Non-use value) ซึ่งประกอบด้วยมูลค่าการคงอยู่ของระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์นกที่มีความสำคัญหากยาก เช่น นกกระเรียนไทย ซึ่งมีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ให้คงอยู่ต่อไป

           ผลการศึกษา พบว่าโครงการมีมูลค่ารวมทางเศรฐศาสตร์ในเบื้องต้นประมาณ 2,053,648 บาทต่อปี ซึ่งทั้งหมดเป็นมูลค่า การใช้ประโยชน์ทางตรง (direct use value) ประกอบด้วย มูลค่าด้านนันทนาการ แหล่งอาหาร ประมง แหล่งน้ำดิบ และน้ำใช้เพื่อเกษตรกรรม

    

การจัดการและการคุกคาม  
 

การคุกคามที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่

        พื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำสนามบิน เป็นพื้นที่อ่างน้ำที่เป็นแหล่งอาหารสำคัญของประชาชน การบุกรุกหรือคุกคามพื้นที่เพื่อทำกิน และหาผลประโยชน์ในพื้นที่มีมากขึ้น ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ดังนี้

          

           ภายในพื้นที่

          จากการทำกิจกรรมทางการเกษตร เช่น เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ (โค กระบือ เป็ด) การทำบ่อปลา และใช้น้ำบางส่วนเพื่อการเกษตร อีกทั้ง พื้นที่ชุ่มน้ำยังขาดการดูแลรักษา ก่อให้เกิดวัชพืชในแหล่งน้ำจำนวนมาก โดยไม่มีการกำจัดทำให้น้ำเน่าเสีย นอกจากนั้น ยังมีการแพร่ระบาดของพันธุ์พืชต่างถิ่นเข้ามาในพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการคุกคามพื้นที่ชุ่มน้ำ          
 

  ภายนอกพื้นที่

          ได้แก่ การทิ้งของเสียและน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชน การใช้ปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูกหรือใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช  การใช้ประโยชน์เพื่อเป็นแหล่งอาหาร/การเก็บของป่า  การเกิดตะกอนสะสมในแหล่งน้ำจากการทิ้งของเสีย การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  การปิดกั้น/การก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำ การบุกรุกที่ดิน และการทำประมงผิดกฎหมาย กิจกรรมต่าง ๆนี้ ส่งผลกระทบ ต่อพื้นที่ชุ่มน้ำโดยเฉพาะต่อทรัพยากรธรรมชาติ

   ผลกระจากภัยคุกคาม

        พื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำสนามบิน ได้รับผลกระทบจากการคุกคามทั้งสิ่งแวดล้อมในพื้นที่และนอกพื้นที่ ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติ จึงเสื่อมโทรมลง เกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของประชาชน อีกทั้งการดำรงชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไป ที่สำคัญทำให้ผลผลิตจากการทำการเกษตร ได้รับน้อยลงกว่าเดิม จึงมีการปรับเปลี่ยนอาชีพ/แนวทางสร้างรายได้ของเกษตรกรหันไปประกอบอาชีพรับจ้าง และการปรับเปลี่ยน ระยะเวลาในการเพาะปลูก ตามลำดับ ลักษณะการคุกคามทรัพยากรธรรมชาติและผลกระทบที่ได้รับในพื้นที่ชุ่มน้ำ

    

 

 

 

รายละเอียดเพิ่มเติม>>>>>