หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี

 

พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

สภาพพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำปราณบุรี

 

ที่ตั้ง: หมู่ 1 ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

 

 

 

 

 

 

 

 

แผนที่
 
 
อ้างอิง
โครงการจัดการระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญเพื่อการปรับตัวและรับมือจากการเปลี่ยนแปลงสภมพภูมิอากาศ ปีงบประมาณ 2557 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

 

 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

ลักษณะภูมิประเทศ

           พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำปราณบุรี มีลักษณะภูมิประเทศแบบปากแม่น้ำที่มีป่าชายเลนและป่าสนชายทะเล ทอดตามชายหาดซึ่งมีความยาว ประมาณ 1,000 เมตร ในด้านตะวันออกของพื้นที่ บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของพื้นที่ประกอบด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเขา ประกอบด้วย เขาตะเกียบและเขาเต่า รวมถึงบริเวณทะเลจะมีสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะ คือ เกาะสิงห์ บริเวณตะวันออกของพื้นที่เป็นที่ตั้งของตัวอำเภอ ปากน้ำปราณบุรี

           พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำปราณบุรี เดิมเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองเก่าและป่าคลองคอย เป็นโครงการพัฒนาป่าชายเลน ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพื้นที่ประมาณ 1,984 ไร่ ประกอบด้วยป่าชายเลน ป่าเบญจพรรณ ที่ดอนริมหาดชายทะเล และที่รกร้างว่างเปล่า เพื่อพัฒนาเป็นป่าอเนกประโยชน์ที่จะผลิตไม้ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ป้องกันลมพายุ และเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนอกจากนี้ยังเป็นตัวอย่างเพื่อชักจูงใจปลูกบำรุงรักษาป่าธรรมชาติที่สวยงามไว้เป็นสมบัติของอนุชนรุ่นหลังต่อไป ต่อมากรมป่าไม้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2525 ภายในวนอุทยานปราณบุรี มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ สามารถเดินชมระบบนิเวศของป่าชายเลน ระยะทางเดินมีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถศึกษาป่าชายเลนและวิถีการดำเนินชีวิต ของสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณป่าชายเลนที่สมบูรณ์ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่สามารถสัมผัสกับความงามตามธรรมชาติและศึกษาระบบนิเวศ ของป่าชายเลนทางน้ำ มีพันธุ์ไม้นานาชนิดและรวมทั้งชมวิถีชีวิตชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมคลอง พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำปราณบุรีมีขอบเขตพื้นที่ชุ่มน้ำ เนื้อที่ ๖,๐๔๕ ไร่

สภาพภูมิอากาศ

       สภาพภูมิอากาศจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รับอิทธิพลของลมมรสุมที่พัดเวียนประจำฤดูกาล 2 ชนิด คือ พัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในฤดูหนาว เรียกว่าฤดูลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นลมที่พัดผ่านทะเลจีนใต้และอ่าวไทย  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อยู่ทางตอนบนของภาคใต้ ฝั่งตะวันออก ได้รับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งพัดเข้าสู่จังหวัดเป็นบริเวณแคบ ทำให้มีฝนตกน้อยในช่วงฤดูหนาว อากาศส่วนใหญ่ จึงคล้ายคลึงกับภาคกลางคือมีอากาศเย็นเป็นครั้งคราว และมีฝนตกชุกในช่วงต้นฤดู ส่วนมรสุมอีกชนิดหนึ่งคือมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ลมนี้จะพัดประจำในช่วงฤดูฝน และเป็นลมที่พัดผ่านมหาสมุทรอินเดียจึงทำให้มีฝนตกมาก แต่เนื่องจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อยู่หลังทิวเขา ตะนาวศรีซึ่งปิดกั้นทางลมนี้ไว้จึง เป็นที่อับฝน มีฝนตกน้อยในช่วงฤดูฝน ฝนส่วนใหญ่จะตกมากในช่วงฤดูหนาว คือระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน มีฤดูกาล 3 ฤดูได้แก่


          1) ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม มีระยะประมาณ 3 เดือน คือ เมื่อฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ สิ้นสุดลงแต่อากาศไม่ร้อนมากเนื่องจากอยู่ ใกล้ทะเล และมีกระแสลมฝ่ายใต้พัดเข้าสู่จังหวัด ทำให้ได้รับลมเย็นและไอน้ำจากทะเลอากาศ จึงคลายความร้อนอบอ้าวลง เดือนที่มีอากาศร้อนที่สุดจะอยู่ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม
         

          2) ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทย ร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย แล้วเลื่อนขึ้นไปทางเหนือผ่านภาคกลางไปถึงภาคเหนือ ทำให้มีฝนตกชุก ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม โดยมีฝนตกหนักในเดือนตุลาคม                                                                             

          3) ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทย ทำให้อุณหภูมิลดลงและมีอากาศหนาวเย็นทั่วไป ส่วนอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อยู่ทางภาคใต้ตอนบนซึ่งมีอาณาเขตใกล้กับภาคกลาง จึงมีอากาศหนาวเย็นคล้ายกับทางภาคกลาง และมีฝนตามบริเวณชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน

 

ทรัพยากรดิน

          กลุ่มชุดดินที่พบบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำปราณบุรี ประกอบด้วยกลุ่มชุดดินที่ 10, 11, 12, 20, 3/11, 35B/36B, 36, 36B, 43, 47B, 62, M, SL และ w มีรายละเอียดดังนี้

          กลุ่มชุดดินที่ 10 มีเนื้อที่ 205 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวจัดลึกมากสีเทาที่มีปฏิกิริยาดินเป็นกรดจัดมากที่พบอยู่ในระดับตื้นเกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนผสม ของตะกอนลำน้ำและตะกอนน้ำทะเล มีการพัฒนาของดินในสภาพน้ำกร่อย พบในบริเวณพื้นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลหรือที่ราบลุ่มภาคกลาง มีน้ำแช่ขังในฤดูฝน การระบายน้ำเลว ความอุดมสมบูรณ์ ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่พบชั้นดินเลนของตะกอนน้ำทะเลที่มีศักยภาพก่อให้เกิดเป็นดินกรดกำมะถันภายในความลึก 100 เซนติเมตรจากผิวดิน

          กลุ่มชุดดินที่ 11 มีเนื้อที่  900 ไร่  เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวจัดลึกมากสีเทาที่มีปฏิกิริยาดินเป็นกรดจัดมากที่พบอยู่ในระดับลึกปานกลางเกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดิน พวกตะกอนผสมของตะกอนลำน้ำและตะกอนน้ำทะเล มีการพัฒนาของดินในสภาพน้ำกร่อย พบในบริเวณพื้นที่ราบชายฝั่งทะเลหรือที่ราบลุ่มภาคกลาง มีน้ำแช่ขังในฤดูฝน การระบายน้ำเลว เมื่อหน้าดินแห้ง มักพบรอยแตกระแหงกว้างและลึกหรือรอยถูกไถในดินชั้นล่าง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่พบชั้นดินเลนของตะกอนน้ำทะเลที่มีศักยภาพก่อให้เกิดเป็น ดินกรดกำมะถันภายในความลึก 100 เซนติเมตรจากผิวดิน

          กลุ่มชุดดินที่ 12 เนื้อที่ 2,220 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเลนเหนียวเค็มลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนน้ำทะเล พบในบริเวณที่ราบลุ่มน้ำทะเลท่วมถึง เป็นประจำวันและบริเวณชะวากทะเล การระบายน้ำเลวมาก จัดเป็นดินเลนเค็มที่ไม่มีศักยภาพก่อให้เกิดเป็นดินกรดกำมะถัน ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลางถึงสูง

          กลุ่มชุดดินที่ 20 เนื้อที่ 4,730 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนละเอียดเค็มลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำหรือจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่หรือเคลื่อนย้ายมาทับถม ของวัสดุเนื้อหยาบที่มีชั้นหินเกลือรองรับอยู่ หรืออาจได้รับอิทธิพลจากการแพร่กระจายของเกลือทางผิวดิน พบในบริเวณพื้นที่ลุ่มราบเรียบหรือค่อนข้างราบเรียบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน การระบายน้ำค่อนข้างเลว ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่เป็นดินร่วนหยาบหรือดินเหนียวเค็ม หรือพบในพื้นที่ค่อนข้างดอน ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ

          กลุ่มชุดดินที่ 3/11 เนื้อที่ 4,057 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินผสมระหว่างกลุ่มชุดดินที่ 3 และกลุ่มชุดดินที่ 11 โดยกลุ่มชุดดินที่ 3 เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดิน พวกตะกอนผสมของตะกอนลำน้ำและตะกอนน้ำทะเล มีการพัฒนาของดินในสภาพน้ำกร่อย พบในบริเวณที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลหรือที่ราบลุ่มภาคกลางและพบไม่ห่างจากชายฝั่งทะเลมากนัก มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน มีปฏิกิริยาดินเป็นกลางถึงเป็นด่างปานกลาง มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 7.0-8.0 หน้าดินอาจแตกระแหงเป็นร่องกว้างและลึกในฤดูแล้งหรือรอยถูกไถในดินล่าง การระบายน้ำเลว ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลางถึงสูง บางพื้นที่พบชั้นดินเลนของตะกอนน้ำทะเลที่ไม่มีศักยภาพก่อให้เกิดดินกรดกำมะถันภายในความลึก 100 ซม.จากผิวดินหรือพบในพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำไหลบ่าท่วมขังสูงในฤดูฝน

           กลุ่มชุดดินที่ 35B/36B เนื้อที่ 5,062 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินผสมระหว่างกลุ่มชุดดินที่ 35 บริเวณที่ลูกคลื่นลอนลาด และกลุ่มชุดดินที่ 36 บริเวณลูกคลื่นลอนชัน โดยกลุ่มชุดดินที่ 35 เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนละเอียดลึกมากที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ หรือการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ หรือการสลายตัวผุพังแล้วถูกเคลื่อนย้ายมาทับถมของวัสดุเนื้อหยาบ ที่ส่วนใหญ่มาจากหินตะกอน มีสภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่นจนถึงเนินเขา มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ อาจพบลูกรังในช่วงความลึก 100-150 เซนติเมตรจากผิวดินหรือทำคันดิน เพื่อกักเก็บน้ำสำหรับทำนา

           กลุ่มชุดดินที่ 36 เนื้อที่ 1,260 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนละเอียดลึกมากที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ หรือการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ หรือการสลายตัวผุพัง แล้วถูกเคลื่อนย้ายมาทับถมของวัสดุเนื้อหยาบ มีสภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่นลอนลาดจนถึงเนินเขา มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำถึงปานกลาง บางพื้นที่อาจลูกรังในดินล่างช่วงความลึก 100-150 เซนติเมตรจากผิวดินหรือทำคันดิน เพื่อกักเก็บน้ำสำหรับทำนา

          กลุ่มชุดดินที่ 36B เนื้อที่   2,782 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่ 36 ที่พบบริเวณลูกคลื่นลอนลาด

          กลุ่มชุดดินที่ 43 เนื้อที่ 6,798 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินทรายที่เกิดจากการทับถมของตะกอนทรายชายทะเลหรือหรือจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่หรือเคลื่อนย้ายมาทับถม ของพวกวัสดุเนื้อหยาบ เป็นดินทรายลึกมาก พบในเขตฝนตกชุก เช่น ภาคใต้หรือภาคตะวันออก มีสภาพพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบหรือเป็นลูกคลื่นลอนลาด บริเวณหาดทราย สันทรายชายทะเล มีการระบายน้ำค่อนข้างมากเกินไป ความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ บางพื้นที่พบบริเวณที่ลาดเชิงเขาหรือตะกอนลำน้ำ

          กลุ่มชุดดินที่ 47B เนื้อที่ 11,198 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่พบบริเวณลูกคลื่นลอนลาด เป็นดินเหนียวตื้นถึงชั้นหินพื้นที่เกิดจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่หรือเคลื่อนย้ายมาในระยะทางไม่ไกลนัก ของวัสดุเนื้อละเอียด มีสภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่นลอนลาดจนถึงเนินเขา มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ

          กลุ่มชุดดินที่ 62 เนื้อที่ 7,382 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินนี้ประกอบด้วยพื้นที่ภูเขาและเทือกเขาที่มีความลาดชันมากกว่าร้อยละ 35 พื้นที่บริเวณนี้ยังไม่มีการสำรวจและจำแนกดิน เนื่องจากยากต่อการจัดการดูแลที่ดินในพื้นที่ทำการเกษตร

          พื้นที่อื่นๆ ได้แก่ พื้นที่ลุ่มเนื้อที่ 865 ไร่ พื้นที่ลาดชันเชิงซ้อนเนื้อที่ 147 ไร่ แหล่งน้ำเนื้อที่ 202 ไร่ และทะเลเนื้อที่ 67,191 ไร่

 

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

  ทรัพยากรป่าไม้และพืชลอยน้ำ

         1) นิเวศวิทยาป่าไม้

          พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำปราณบุรีมีพื้นที่ปกคลุมด้วยป่า 3 ประเภท ได้แก่ ป่าเบญจพรรณ ป่าชายเลน และป่าชายหาด โดยมีผลการศึกษานิเวศวิทยาของป่าดังนี้

          1.1) ป่าเบญจพรรณ               

               ป่าเบญจพรรณพบบริเวณเขาเจ้าแม่ มียอดเขาสูงสุดจากระดับน้ำทะเล 131 เมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวนอุทยานปราณบุรี สภาพป่าเป็น ป่าเบญจพรรณแคระ พื้นที่ส่วนมากปกคลุมด้วยไผ่ไร่ Gigantochloa  albocilliata (Munro) Kurzโดยมีความหนาแน่นเฉลี่ย 332.5 กอ/เฮกแตร์ แต่ละกอมีไม้ไผ่เฉลี่ย 30.75 ลำ มีความสูงของเรือนยอดเฉลี่ย 7 เมตร เรือนยอดของไม้ใหญ่อยู่ระหว่าง 7-22 เมตร มีความสูงของเรือนยอดไม้ใหญ่เฉลี่ย 12.33 เมตร มีเรือนยอดปกคลุมประมาณ 60%มีค่าดัชนีของสังคมป่า (Complex Index: CI) 178.08 ชั้นเรือนยอดของป่าแบ่งออกได้เป็น 3 ชั้น ได้แก่ เรือนยอดชั้นบน มีความสูง 10-22 เมตร เป็นเรือนยอดของไม้ใหญ่ ชนิดไม้ที่พบในชั้นเรือนยอดนี้ เช่น กระจับนก Euonymus chochinchinensis Pierre โพขี้นก Ficus rumphii Blume พันชาด Erythrophleum succirubrum Gagnep. เป็นต้น เรือนยอดชั้นกลาง เป็นเรือนยอดของลูกไม้และไผ่ไร่ มีความสูง 5-10 เมตร ชนิดไม้ที่พบ เช่น ชิงชี Capparis micracantha DC. ไกร Ficus concinna Miq. แจง Maerua siamensis (Kurz) Pax. และเรือนยอดชั้นล่างเป็นเรือนยอดของลูกไม้ขนาดเล็ก กล้าไม้และไม้คลุมดิน มีดัชนีความหลากหลายของชนิด โดยใช้ค่า Shannon Index (H’) 2.576 โดยมีปริมาตรของไม้ใหญ่ (ต้นไม้ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงอกตั้งแต่ 10 เซนติเมตรขึ้นไป) เฉลี่ย 27.77 ลูกบาศก์เมตร/เฮกแตร์ มีความหนาแน่นของไม้ใหญ่เฉลี่ย 142.50 ต้น/เฮกแตร์ มีความหนาแน่นของลูกไม้เฉลี่ย (ความสูงเพียงอกตั้งแต่ 1.3 เมตร ขึ้นไปแต่เส้นผ่าศูนย์กลางเพียงอกไม่เกิน 10 เซนติเมตร) 8,000 ต้น/เฮกแตร์ และมีความหนาแน่นของกล้าไม้เฉลี่ย (ความสูงเพียงอกน้อยกว่า 1.3 เมตร) 37,500 ต้น/เฮกแตร์

                มีความหลากชนิดของไม้ใหญ่ทั้งสิ้น 19 ชนิด ชนิดไม้เด่นที่พบในป่าเบญจพรรณแห่งนี้ชี้วัดโดยค่าความสำคัญของไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ (IVI) กล่าวคือ ชนิดไม้เด่นที่มีค่าความสำคัญของไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงที่สุด คือ พันชาด Erythrophleum  succirubrum Gagnep. มีค่าIVI 0.805 รองลงมาได้แก่ มะกอก Spondia  spinnata (L.f.) Kurzอินทรชิต Lagerstroemia loudonii Teijsm. & Binn. ตะแบกนา Lagerstroemia floribunda Jack โดยมีค่า IVI 0.399, 0.261, และ 0.151 ตามลำดับ ชนิดไม้ที่มีค่าIVIต่ำที่สุด คือ กระเจียน Polyalthia cerasoides (Roxb.) Benth.exBedd. มีค่า 0.065

          1.2) ป่าชายเลน


                ป่าชายเลนในพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำปราณบุรีสามารถจำแนกออกเป็น 2 ลักษณะคือ ป่าชายเลนตามธรรมชาติ และป่าชายเลนที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้น ตามโครงการพัฒนาป่าไม้ปากน้ำปราณบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของพื้นที่ชุ่มน้ำ ปัจจุบันเป็นศูนย์เรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสมหามงคลที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา ในปี 2547

                ลักษณะทางนิเวศวิทยาของป่าชายเลน ตามธรรมชาติ มีความสูงของเรือนยอด 4-23 เมตร โดยมีความสูงเฉลี่ยของไม้ใหญ่ (มีความสูงตั้งแค่ 4 เมตร ขึ้นไป) 8.43 เมตร มีเรือนยอดปกคลุมประมาณ 80% มีค่าดัชนีของสังคมป่า (Complex Index: CI) 4,253.52 มีดัชนีความหลากหลายของชนิด โดยใช้ค่า Shannon Index (H’) 1.256 ชั้นเรือนยอดของป่าชายเลนแบ่งออกได้ 3 ชั้น เรือนยอด คือ เรือนยอดชั้นบน สูง 10-23 เมตร เป็นเรือนยอดของของโกงกางใบเล็ก Rhizophora apiculata Blume ซึ่งขึ้นประสานกันอยู่อย่างหนาแน่น เรือนยอดชั้นรองลงมา มีระดับความสูง 4-10 เมตร เป็นเรือนยอดของโปรงแดง Ceriops tagal (Perr.) C.B.Rob. และเรือยอดชั้นล่าง เป็นเรือนยอดของลูกไม้และกล้าไม้ของเรือนยอดชั้นบนและเรือยอดชั้นรอง

                มีปริมาตรของไม้ใหญ่เฉลี่ย 145.80 ลูกบาศก์เมตร/เฮกแตร์ มีความหนาแน่นของไม้ใหญ่เฉลี่ย 4,220 ต้น/เฮกแตร์ มีความหนาแน่นของลูกไม้เฉลี่ย 13,333.33 ต้น/เฮกแตร์ และมีความหนาแน่นของกล้าไม้เฉลี่ย 60,000 ต้น/เฮกแตร์ มีพรรณไม้ขนาดใหญ่ในป่า 8 ชนิด ชนิดไม้เด่นที่พบในป่าชายเลนแห่งนี้ชี้วัดโดยค่าความสำคัญ ของไม้ยืนต้นขนาดใหญ่(IVI) กล่าวคือ ชนิดไม้เด่นที่มีค่าความสำคัญของไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงที่สุดคือ โกงกางใบเล็ก Rhizophora apiculata Blume มีค่า IVI 1.619 ชนิดที่พบรองลงมา ได้แก่ โปรงแดง Ceriops tagal (Perr.) C.B.Rob.ตะบูนดำ Xylocarpus moluccensis (Lam.) M.Roem. และโปรงขาว Ceriops decandra (Griff.) Ding Hou โดยมีค่า IVI 0.898, 0.143, และ 0.132 ตามลำดับ ชนิดที่พบว่ามีค่า IVI ต่ำที่สุด คือ ตะบูนขาว Xylocarpus granutum König มีค่า 0.036

          1.3) ป่าชายหาด


                 ป่าชายหาดพบบริเวณริมชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันออกของพื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำปราณบุรี สภาพพื้นที่เป็นดินทรายจัด มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวคือ สนทะเลCasuarinaequisetifolia J.R. &G.Forst ขึ้นปกคลุมพื้นที่มีความสูงของเรือนยอด 20-35 เมตร อย่างไรก็ตามได้มีการปลูกพืชเสริมระหว่างช่องว่างของต้นสน บริเวณที่ทำการวนอุทยานปราณบุรี เช่น จิกทะเล Barringtonia asiatica (L.) Kurz กระทิงCalophyllum inophyllum L. ตะเคียนทอง Hopea odorata Roxb


2) ความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้

          บริเวณพื้นที่ศึกษาพบป่า 3 ประเภท ได้แก่ ป่าชายหาด ป่าชายเลน และป่าเบญจพรรณ พบพรรณไม้รวม 348 ชนิด 273 สกุล 104 วงศ์ เป็นพรรณไม้ที่นำเข้าไปปลูก 25 ชนิด เช่น เช่น มะม่วงหิมพานต์ Anacardium occidentale L. ชมพูพันธุ์ทิพย์ Tabebuia rosea (Bertol.) DC. สนประดิพัทธ์ Casuarina junghuhniana Miq. ยางนา Dipterocarpus alatus Roxb. ex G.Don ราชพฤกษ์ Cassia fistula L. หางนกยูงฝรั่ง Delonix regia (Bojer ex Hook.) Raf. ขี้เหล็ก Senna siamea (Lam.) H.S.Irwin & Barneby กระถินณรงค์ Acacia auriculaeformis A.Cunn. ex Benth. ประดู่ Pterocarpus macrocarpus Kurz สะเดา Azadirachta indica A.Juss. var. siamensis Valeton ยูคาลิป Eucalyptus camaldulensis Dehnh. และตาล Borassus flabellifer L. เป็นต้น พบพืชหายาก 1 ชนิด คือ จิกทะเล Baringtonia asiatica (L.) Kurz        

          พบพืชต่างถิ่นที่รุกรานรายการ 1 จำนวน 10 ชนิด ได้แก่ หงอนไก่ไทย Celosia argentea L. สาบเสือ Chromolaena odorata (L.) R.M.King & H.Rob. ขี้ไก่ย่าน Mikania micrantha (L.) Kunth หญ้ายาง Euphorbia heterophylla L. แมงลักคา Hyptis suaveolens (L.) Poit. กระถิน Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit ไมยราบยักษ์ Mimosa pigra L. หญ้าคา Imperata cylindrica (L.) P.Beauv. หญ้าขจรจบ Pennisetum polystachyon (L.) Schult. และผักตบชวา Eichhornia crassipes (Mart.) Solms พืชต่างถิ่นที่รุกรานรายการ 2 จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ผักขมหนาม Amaranthus spinosus L. และตะขบฝรั่ง Muntingia calabura L. พบพืชต่างถิ่นที่มีแนวโน้มรุกรานในอนาคต 1 ชนิด คือ กระถินหนามAcacia sp.

          พบชนิดพรรณไม้น้ำทั้งหมด 33 วงศ์ 48 ชนิด โดยสามารถจำแนกพรรณไม้น้ำออกเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วยพืชชายน้ำ (marginal plants) จำนวน 44 ชนิดพืชลอยน้ำ (floating plants) จำนวน 5 ชนิดพืชใต้น้ำ (submerged plants) จำนวน 4 ชนิดและพืชโผล่เหนือน้ำ (emergedplants) จำนวน 5 ชนิด

  

ทรัพยากรสัตว์ป่า

        บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำวนอุทยานปราณบุรี พบว่า มีสัตว์ป่า 4 ประเภท ได้แก่  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ไม่น้อยกว่า 102 ชนิด ใน 62 วงศ์ 92 สกุล ประกอบด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่น้อยกว่า 12 ชนิด หรือร้อยละ 11.76 ของจำนวนชนิดสัตว์ป่าทั้งหมด นกไม่น้อยกว่า 68 ชนิด (ร้อยละ 66.67) สัตว์เลื้อยคลานไม่น้อยกว่า 15 ชนิด (ร้อยละ 14.71) และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกไม่น้อยกว่า 7 ชนิด (ร้อยละ 6.86) ดังรายละเอียดผลการศึกษาจำแนกตามประเภทสัตว์ดังนี้

  1.1) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม


          พบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่น้อยกว่า 12 ชนิด ใน 12 สกุล 10 วงศ์ เป็นสัตว์ที่มีความชุกชุมปานกลาง 3 ชนิด ได้แก่ กระรอกปลายหางดำ (Callosciurus caniceps) กวางป่า (Cervus  unicolor) และหนูท้องขาว (Rattus tanezumi) มีความชุกชุมน้อย 5 ชนิด กระต่ายป่า (Lepus peguensis) เลียงผา (Capricornis  milneedwardsi) กระจ้อน (Menetes berdmorei) กระแตเหนือ (Tupaia belangeri) และค้างคาวไผ่หัวแบนใหญ่ (Tylonycteris robustula) และมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ได้ข้อมูลจากการสอบถาม หรือมีข้อมูลไม่เพียงพอในการประเมินสถานภาพ (DD) 4 ชนิด ได้แก่ พังพอนเล็ก (Herpestes javanicus) เม่นใหญ่ (Hystrix brachyura) เก้ง (Muntiacus  muntjak) และแมวดาว (Prionailurus bengalensis )

1.2) นก

          มีนกอาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 68 ชนิด ใน 58 สกุล 38 วงศ์ เป็นนกอพยพ 8 ชนิด หรือร้อยละ 11.76 ของจำนวนชนิดนกทั้งหมด เช่น นกยางเปีย (Egretta garzetta) นกตีนเทียน (Himantopus himantopus) นกยางโทนน้อย (Mesophoyx intermedia) นกกระสาแดง (Ardea purpurea) เป็นต้น ที่เหลืออีก 60 ชนิดเป็นนกประจำถิ่น (ร้อยละ 88.28) เช่น นกแซงแซวหางบ่วงใหญ่ (Dicrurus paradiseus) เหยี่ยวขาว (Elanus caeruleus) นกกาเหว่า (Eudynamys scolopacea) ไก่ป่า (Gallus gallus) เป็นต้น มีชนิดนกที่มีความชุกชุมมาก 7 ชนิด (ร้อยละ 10.29) เช่น นกจาบคาเล็ก (Merops orientalis)  นกเอี้ยงสาลิกา (Acridotheres tristis) นกกินแมลงอกเหลือง (Macronous gularis) นกยูงอินเดีย (Pavo cristatus) เป็นต้น เป็นนกที่มีความชุกชุมปานกลาง 33 ชนิด (ร้อยละ 48.53) เช่น นกหกเล็กปากแดง (Loriculus vernalis) เหยี่ยวนกเขาชิครา (Accipiter badius) นกเอี้ยงหงอน (Acridotheres grandis) นกยางควาย (Bubulcus ibis) เป็นต้น มีชนิดนกที่ชุกชุมน้อย 28 ชนิด (ร้อยละ 41.18) เช่น นกเป็ดผีเล็ก (Tachybaptus ruficollis) เป็ดแดง (Dendrocygna javanica) นกเอี้ยงถ้ำ (Myophonus caeruleus) นกขมิ้นน้อยสวน (Aegithina tiphia) เป็นต้น

   1.3) สัตว์เลื้อยคลาน

         พบสัตว์เลื้อยคลานอาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 15 ชนิด ใน 15 สกุล 9 วงศ์ เป็นสัตว์ที่มีความชุกชุมมาก 1 ชนิด หรือร้อยละ 6.67 ของชนิดสัตว์เลื้อยคลานทั้งหมด คือ แย้เหนือ (Leiolepis belliana ocellata) เป็นสัตว์ที่มีความชุกชุมปานกลาง 3 ชนิด (ร้อยละ 20.00) ได้แก่ จิ้งจกหางแบน (Cosymbotus platyurus) จิ้งจกหางหนาม (Hemidactylus frenatus) และเหี้ย (Varanus salvator) มีสัตว์เลื้อยคลานที่ชุกชุมน้อย 6 ชนิด (ร้อยละ 40.00) ได้แก่ กิ้งก่าหัวแดง (Calotes versicolor) งูเขียวดอกหมาก (Chrysopelea ornata) งูทางมะพร้าวลายขีด (Coelognathus radiatus) ตุ๊กแกบ้าน (Gekko gecko) งูพังกา (Trimeresurus purpureomaculatus) และงูงอดไทย (Oligodon taeniatus) นอกจากนี้ยังพบว่ามีชนิดสัตว์เลื้อยคลานที่ได้ข้อมูลจากการสอบถาม หรือมีข้อมูลไม่เพียงพอในการประเมินสถานภาพ (DD) 5 ชนิด ได้แก่ งูกะปะ (Calloselasma rhodostoma) เต่าเหลือง (Indotestudo elongata) งูจงอาง (Ophiophagus hannah) งูสิงหางลาย (Ptyas mucosus) และงูเหลือม (Python reticulatus)

1.4) สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

         มีสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกอาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 7 ชนิด ใน 7 สกุล 5 วงศ์ ซึ่งเป็นสัตว์สะเทนน้ำสะเทินบกที่มีความชุกชุมปานกลาง 4 ชนิด ได้แก่ คางคกบ้าน (Duttaphrynus melanostictus) เขียดลื่น (Occidozyga laevis) ปาดบ้าน (Polypedates leucomystax) และอึ่งน้ำเต้า (Microhyla ficipes) และพบว่ามีชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่ได้ข้อมูลจากการสอบถาม หรือมีข้อมูลไม่เพียงพอในการประเมินสถานภาพ (DD) 3 ชนิด ได้แก่ กบน้ำเค็ม (Fejervarya cancrivora) อึ่งเพ้า (Glyphoglossus molossus) และอึ่งอ่างบ้าน (Kaloula pulchra)

 

ทรัพยากรปลาและสัตว์หน้าดิน

1) แพลงก์ตอนพืช


     จากการศึกษาแพลงก์ตอนพืชในพื้นที่พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์พบแพลงก์ตอนพืชรวม 6 ดิวิชั่น 56 ชนิด โดยจำแนกเป็น

- ดิวิชั่น Bacillariophyta (ไดอะตอม) พบ 20 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 35.71 ของชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบทั้งหมด

- ดิวิชั่น Chlorophyta (สาหร่ายสีเขียว) พบ 26 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 46.43 ของชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบทั้งหมด

- ดิวิชั่น Chrysophyta (สาหร่ายสีน้ำตาลแกมเหลือง หรือสาหร่ายสีทอง) พบ 1 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 1.79 ของชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบทั้งหมด
- ดิวิชั่น Cyanophyta (สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน) พบ 5 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 8.93 ของชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบทั้งหมด
- ดิวิชั่น Euglenophyta (สาหร่ายยูกลีนอยด์) พบ 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 3.57 ของชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบทั้งหมด
- ดิวิชั่น Pyrrhophyta (สาหร่ายไดโนแฟลกเจลเลต) พบ 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 3.57 ของชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบทั้งหมด

          แพลงก์ตอนพืชมีปริมาณความหนาแน่นตั้งแต่ 4,350 - 19,250 ตัวต่อลิตร โดยสถานีเก็บตัวอย่าง PRB-AQ1 พบปริมาณความหนาแน่นของแพลงก์ตอนพืชมากที่สุด จำนวน 19,250 ตัวต่อลิตร จาก 35 ชนิด สถานีเก็บตัวอย่าง PRB-AQ3 พบปริมาณความหนาแน่นของแพลงก์ตอนพืชน้อยที่สุดจำนวน 4,350 ตัวต่อลิตร จาก 27 ชนิด

2) แพลงก์ตอนสัตว์


          จากการศึกษาแพลงก์ตอนสัตว์ในพื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำสนามบิน จังหวัดบุรีรัมย์ พบแพลงก์ตอนสัตว์รวม 3 ไฟลัม 13 ชนิด โดยจำแนกเป็น

- ไฟลัม Arthropoda พบ 4 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 30.77 ของชนิดแพลงก์ตอนสัตว์ที่พบทั้งหมด
- ไฟลัม Protozoa พบ 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 15.38 ของชนิดแพลงก์ตอนสัตว์ที่พบทั้งหมด
- ไฟลัม Rotifera พบ 7 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 53.85 ของชนิดแพลงก์ตอนสัตว์ที่พบทั้งหมด

          แพลงก์ตอนสัตว์มีปริมาณความหนาแน่นตั้งแต่ 55,000 - 205,000 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร โดยสถานีเก็บตัวอย่าง SNB-AQ1 พบปริมาณความหนาแน่นของแพลงก์ตอนสัตว์ มากที่สุดจำนวน 205,000 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร จาก 11 ชนิด สถานีเก็บตัวอย่าง SNB-AQ2 พบปริมาณความหนาแน่นของแพลงก์ตอนสัตว์น้อยที่สุดจำนวน 55,000 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร จาก 7 ชนิด

3) สัตว์หน้าดิน

          จากการศึกษาสัตว์หน้าดินในพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบสัตว์หน้าดินรวม 4 ไฟลัม 5 ชั้น 11 อันดับ 15 วงศ์ 16 ชนิด Unidentified 10 ชนิด โดยจำแนกเป็น

- ไฟลัม Annelida พบ 6 ชนิด Unidentified Polychaeta 1 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 26.92ของชนิดสัตว์หน้าดินที่พบทั้งหมด ประกอบด้วย ชั้น Clitellata 2 ชนิด และชั้น Polychaeta 5 ชนิด
- ไฟลัม Arthropoda พบ 4 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 15.39 ของชนิดสัตว์หน้าดินที่พบทั้งหมด ประกอบด้วย ชั้น Malacostraca 4 ชนิด 
- ไฟลัม Mollusca พบ 6 ชนิด Unidentified Gastropoda 4 ชนิด และUnidentified Bivalvia 3 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 50.00 ของชนิดสัตว์หน้าดินที่พบทั้งหมด ประกอบด้วย ชั้น Gastropoda6 ชนิดและ ชั้น Bivalvia 7 ชนิด
- ไฟลัม Chordataพบ Unidentified Chordata 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 7.69 ของชนิดสัตว์หน้าดินที่พบทั้งหมด

          สัตว์หน้าดินมีปริมาณความหนาแน่นตั้งแต่ 1,273–3,098 ตัวต่อตารางเมตร โดยสถานีเก็บตัวอย่าง PRB-AQ3 พบปริมาณความหนาแน่นของสัตว์หน้าดินมากที่สุดจำนวน 3,098 ตัวต่อตารางเมตร จาก 14 ชนิด Unidentified Polychaeta 1 ชนิด Unidentified Gastropoda 4 ชนิด และUnidentified Bivalvia 3 ชนิด สถานีเก็บตัวอย่าง PRB-AQ1 พบปริมาณความหนาแน่นของสัตว์หน้าดินน้อยที่สุดจำนวน 1,273 ตัวต่อตารางเมตร จาก 2 ชนิด Unidentified Polychaeta 1 ชนิด Unidentified Gastropoda 1 ชนิด และ Unidentified Chordata 2 ชนิด

4) ทรัพยากรปลา

          พบปลาทั้งสิ้น 158 ชนิดจาก69 วงศ์ 18อันดับ โดยพบมากที่สุดในวงศ์ปลาหางแข็ง (Carangidae) จำนวน 9 ชนิด วงศ์ปลาหลังเขียว (Clupeidae) จำนวน 7 ชนิด และวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) จำนวน 6 ชนิด โดยมีชนิดพันธุ์ปลาที่พบมากได้แก่ปลากระเบนบัว ปลาหัวตะกั่ว และปลากะพงขาว

         

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

ความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ

            จากลักษณะการใช้ประโยชน์ ด้านการเพาะเลี้ยง การประมงพื้นบ้าน การจับสัตว์น้ำ (ตกปลา หาปลา) การเก็บหาของป่า การทำเกษตรกรรม (เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์) แหล่งรายได้จากกิจกรรมท่องเที่ยว  เป็นที่ตั้งบ้านเรือน/ที่อยู่อาศัย เป็นพื้นที่ประกอบการเกษตร เป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค ในครัวเรือน  แหล่งน้ำใช้เพื่อการเกษตรกรรม เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อน  แหล่งชมวิว/ชมธรรมชาติ และแหล่งเรียนรู้/ศึกษาธรรมชาติ พบว่า ครัวเรือนให้ความสำคัญกับลักษณะการใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ในระดับความสำคัญที่แตกต่างกัน ซึ่งมีความคิดเห็นต่อความสำคัญของพื้นที่ เพื่อใช้ในการประมงพื้นบ้าน มีระดับความสำคัญมากที่สุด และ การจับสัตว์น้ำ ตกปลา หาปลา/ เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาธรรมชาติ ให้ระดับความสำคัญมาก

      ประโยชน์ของพื้นที่ชุ่มน้ำ         

          จากพื้นที่ชุ่มน้ำด้านต่าง ๆ ที่สำคัญเป็นแหล่งที่สมควรอนุรักษ์ไว้เพื่อประโยชน์ในอนาคตอย่างยั่งยืน และเป็นแหล่งอาศัยเฉพาะ ของสัตว์ (นกที่หายาก) นอกจากนั้น ยังช่วยชะลอหรือลดภาวะน้ำท่วมอย่างฉับพลัน เป็นแหล่งสำหรับหลบภัย/เพาะพันธุ์สัตว์น้ำ  ช่วยปรับคุณภาพอากาศ/ลดความร้อนผิวดิน เป็นแหล่งช่วยดูดซับและระบายน้ำใต้ดิน  ช่วยปรับคุณภาพอากาศ/ลดความร้อนผิวดิน  ช่วยกรองและปรับปรุงคุณภาพคุณภาพแหล่งน้ำผิวดิน ตามลำดับ

      การประเมินมูลค่าเศรษฐศาสตร์ของพื้นที่ชุ่มน้ำ

1. พื้นที่โครงการ และความสำคัญ

          พื้นที่โครงการมีพื้นที่รวม 2,600 ไร่  พื้นที่ป่าชายเลน ซึ่งรวมทั้งป่าธรรมชาติ และป่าปลูก เนื้อที่รวมกันประมาณ 1,984 ไร่  หรือร้อยละ 75 ของพื้นที่ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีพื้นป่าชายหาด และป่าเบญจพรรณ พื้นที่คลองธรรมชาติ และน้ำทะเล พื้นที่โครงการทั้งหมดอยู่ในเขตพื้นที่อนุรักษ์ เขตป่าสงวนแห่งชาติ ประกอบด้วยพื้นที่วนอุทยานแห่งชาติปราณบุรี และเขตพัฒนาป่าไม้ปากแม่น้ำปราณบุรีตามโครงการพระราชดำริ  ป่าชายเลน ของพื้นที่โครงการมีความสำคัญในการเป็นแหล่งนันทนาการ (พักผ่อนหย่อนใจ ศึกษาธรรมชาติ) แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และสนับสนุนรักษากลไก การทำงานของระบบนิเวศชายฝั่ง

          ผลการสำรวจภาคสนามด้านความหลากหลายทางชีวภาพของพี้นที่ชุ่มน้ำ พบว่าพื้นที่โครงการมีพรรณไม้ชนิดต่างๆ รวมกันไม่ต่ำกว่า 344 ชนิด พบพืชหายาก คือ จิกทะเล เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ารวมกันไม่น้อยกว่า 100 ชนิด โดยเฉพาะนกพบว่ามีไม่ต่ำกว่า 68 ชนิด นอกจากนี้ยังมีปลาชนิดต่างๆ และพืขน้ำที่อุดมสมบูรณ์ พื้นที่โครงการมีสัตว์ป่าและพืชที่สำคัญในการอนุรักษ์อยู่ในเกณฑ์ทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ เนื่องจากอยู่ในสภาวะ ใกล้สูญพันธุ์ หรือมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่โครงการ สมควรเสนอให้มีการเพิ่มระดับความสำคัญของการอนุรักษ์ ให้เหมาะสมต่อไป

          ชุมชนที่อยู่ในระยะใกล้เคียงกับเขตกันชนระยะ 2 และ 5  กิโลเมตร มีจำนวน 3,150 หลังคาเรือน ประชากรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 70 มีอาชีพหลักด้านประมง ค้าขาย และรับจ้าง พื้นที่โครงการครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของตำบลปากน้ำปราณและตำบลวังพงษ์  พบว่ามีชุมชนที่ตั้งอยู่ ในขอบเขตพื้นที่โครงการ จำนวนหลังคาเรือนรวมกันประมาณ 50 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่มีอาชีพทำประมงพื้นบ้าน พื้นที่โครงการมีแม่น้ำปราณบุรีไหลผ่าน ก่อนจะออกสู่ทะเลในเขตเทศบาลตำบลปากน้ำปราณบุรี ประชาชนในชุมชนใกล้เคียงกว่าร้อยละ 90 ได้อาศัยระบบนิเวศป่าชายเลนและปากแม่น้ำปราณบุรี เป็นทั้งแหล่งอาหาร และประมงชายฝั่งที่สำคัญ นอกจากนี้ประชากชนยังได้รับประโยชน์จากการผลิตและขายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแห้งเป็นรายได้ ในครอบครัว ในพื้นที่โครงการมีสถานที่สำคัญทางธรรมชาติ คือศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี และพื้นที่ชายหาด อุทยานแห่งชาติปราณบุรีซึ่งเป็นหาดที่สงบเงียบ เหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจ มีประชากรทั้งในพื้นที่ใกล้เคียง และนักท่องเที่ยวต่างถิ่นได้เข้ามาเยี่ยมชม พื้นที่เพิ่มขึ้นมากทุกปี จากรายงานรวมการท่องเที่ยวในทั้งสองพื้นที่ ระหว่างปี 2554-2556 มีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเข้าชมธรรมชาติรวมกันเฉลี่ย ประมาณปีละ 135,333 คน โดยคิดเป็นในเขตป่าชายเลนสิรินาถราชินีรวม 52,451และเขตของวนอุทยาน ประมาณ 82,882 คน

2. ระบบนิเวศบริการ (ecosystem services)

        ผลการสำรวจแบบสอบถามชุมชน ผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ ประกอบกับการศึกษาความสำคัญด้านนิเวศวิทยาของพื้นที่ สามารถสรุปประโยชน์เด่นในเชิงนิเวศบริการ ของพื้นที่โครงการด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

2.1) เป็นแหล่งนันทนาด้านต่างๆ (recreation activities) เช่น ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน ชมวิว และชายหาด
2.2) เป็นแหล่งอาหารในครัวเรือน และแหล่งผลผลิตผลิตภัณฑ์ประมงชายฝั่ง(food/near shore fishery products)
2.3) บรรเทาคลื่นลมและลดการพังทลายของชายฝั่ง (coastal protection/bank stabilization)
2.4) ช่วยรักษากลไกความสมดุลทางธรรมชาติช่วยให้ระบบนิเวศชายฝั่งเอื้ออำนวยประโยชน์ด้านต่างๆ เช่น การกักเก็บคาร์บอน (carbon sequestration)
2.5) เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญของสัตว์และพืชหายากชนิดต่างๆ (habitats/ biodiversity)

               ความสำคัญของการใช้ประโยชน์ด้านนิเวศบริการของโครงการด้านการเป็นแหล่งให้บริการด้านเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำตามธรรมชาติ  ถือว่ามีความสำคัญและส่งผลต่อการให้บริการประโยชน์ต่อเนื่องไปยังชุมชนในด้านต่างๆ อาทิ เป็นแหล่งจับสัตว์น้ำ เพื่อเป็นแหล่งอาหารในครัวเรือนของชุมชน ในท้องถิ่น แหล่งรายได้จากการประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง ในขณะเดียวกันพื้นที่โครงการเอื้อประโยชน์บริการการท่องเที่ยวตามธรรมชาติ และการศึกษา ด้านนิเวศวิทยาป่าชายเลน นอกจากนี้ความสำคัญในการช่วยบรรเทาคลื่นลมและการกัดเซาะชายฝั่ง ตลอดจนด้านการเป็นหล่งสะสมคาร์บอนถือว่าเป็นกลไก ของป่าชายเลนสำคัญที่ได้รับจากระบบนิเวศบริการของพื้นที่โครงการ
 
3. ขอบเขตและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์

         3.1) การศึกษามูลค่าครั้งนี้มีขอบเขตเฉพาะในพื้นที่โครงการเท่านั้น โดยจะประเมินให้เห็นถึงภาพรวมของมูลค่า ทางเศรษศาสตร์ในการใช้ประโยชน์พื้นที่ปัจจุบัน (baseline value) เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาถึงผลกระทบของมูลค่า ของโครงการที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากปีปัจจุบัน (2557) หากมีการกำหนดนโยบายที่เหมาะสมในการอนุรักษ์ต่อไป
          3.2) ประโยชน์ของระบบนิเวศบริการจะถูกประเมินออกมาเป็นตัวเงินต่อหน่วยต่อพื้นที่ โครงการ (บาท/ไร่) และ/หรือ มูลค่ารวมของนิเวศบริการ (บาทต่อปี) ซึ่งประกอบด้วยมูลค่าประโยชน์ทางตรง (direct use value) ประโยชน์ทางอ้อม (indirect use value) และมูลค่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ (non-use value) อย่างไรก็ตามมูลค่าบางอย่างไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านข้อมูลที่จะนำมาใช้ประเมินตามหลักเศรษฐศาสตร์  ดังนั้นผลการคำนวนมูลค่าที่รายงานในโครงการ ถือว่าเป็นมูลค่าอย่างต่ำของโครงการ
           3.3) ในการประเมินมูลค่าประโยชน์ทางตรงจะใช้วิธีหลักการตลาด (market approach) และได้ทำการหักต้นทุนดำเนินการ เพื่อให้เห็นถึงมูลค่าสุทธิของโครงการ (net value)  บางครั้งอาจตัองใช้ค่าสมมุติเนื่องจากไม่มีข้อมูลเพียงพอ ส่วนมูลค่าประโยชน์ทางอ้อม และมูลค่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จะใช้ข้อมูลสถิติของพื้นที่ร่วมกับมูลค่าต่อหน่วยที่ทำการถ่ายโอนมาจากที่อื่น (benefit transfer approach) ที่มีการศึกษาไว้แล้ว โดยจะเน้นการคัดเลือกคุณภาพของมูลค่าที่จะทำการถ่ายโอนมา อาทิเช่น จากรายงานที่ผ่านการตีพิมพ์ในวารสาร (peer-reviewed articles) หรือจากรายงานของหน่วยงานที่เชื่อถือได้ มีความคล้ายคลึงของระบบนิเวศในพื้นที่โครงการ หลีกเลี่ยง การใช้มูลค่าที่อาจซับซ้อนกัน เช่น มูลค่ารวมของระบบนิเวศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) มักจะเป็นค่ารวม ของประโยชน์ทั้งหมดของพื้นที่  ข้อมูลด้านต่างๆ ที่ถูกถ่ายโอนมาจะถูกปรับค่าให้สอดคล้องกับพื้นที่โครงการ เช่น ปรับให้เป็นปีปัจจุบัน 2557 (ปรับค่าเงินเฟ้อ) ปรับค่าแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจ (อัตราแลกเปลี่ยนและอำนาจซื้อที่แตกต่างกัน) นอกจากนี้ยังมีการปรับสัดส่วน มูลค่าที่ถ่ายโอนมาให้สอดคล้องกับพื้นที่เช่น จำนวนขนาดของประชากร และจำนวนพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ในโครงการ เป็นต้น
           3.4) สำหรับฐานข้อมูลมูลค่าทางเศรษฐสาตร์ ที่ใช้ในเบื้องต้นมาจากฐานข้อมูลของ the Economics of Biodiversity and Ecosystems (TEEB) ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลการศึกษามูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของทรัพยากรธรรมชาติ ในภูมิภาคเดียวกัน (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ไว้แล้วไม่ต่ำกว่า 182 รายงานวิจัย สำหรับในประเทศไทย พบว่ามีรายงานการวิจัยด้านมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ต่ำกว่า 15 รายงาน   ซึ่งหากไม่พอเพียง และไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ผู้วิจัยก็จะค้นหาจากฐานข้อมูลแหล่งอื่นๆ มาประกอบกัน

4. ผลการศึกษามูลค่าทางเศรษฐศาสตร์

         มูลค่าทางเศรษศาสตร์ของพื้นที่โครงการแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ 1) มูลค่าที่เกิดจากการใช้ประโยชน์โดยตรง (Direct use value) ซึ่งประกอบด้วย มูลค่าจากการใช้ประโยชน์ของชุมชน ในด้านเป็นแหล่งอาหารและผลิตภันฑ์ประมง และมูลค่าจากการใช้ประโยชน์ที่เกิดจากการนันทนาการ  2) มูลค่าที่เกิดจาก การใช้ประโยชน์ทางอ้อม (Indirect use value) ประกอบด้วย มูลค่าของการดูดซับคาร์บอน มูลค่าของการป้องกันการชะล้างพังทลายชายฝั่ง รวมถึงกำบัง คลื่นลม  และ 3) มูลค่าที่ไม่ได้เกิดจากการใช้ทรัพยากร (Non-use value) ซึ่งประกอบด้วยมูลค่าการคงอยู่ของระบบนิเวศป่าชายแลนและถิ่นที่อยู่อาศัย ของสัตว์และพืชสำคัญ เช่น เลียงผา กวางป่า จิกทะเล ซึ่งมีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ให้คงอยู่ต่อไป จากการประเมินมูลค่าเศรษฐศาสตร์รวมในเบื้องต้น พบว่า พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำปราณบุรี มีมูลค่าประมาณ 257,852,245 ล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 129,900.4 บาทต่อไร่ โดยมูลค่าการใช้ประโยชน์ทางตรง (direct use value) คิดเป็นเกือบร้อยละ 70 ของมูลค่าทั้งหมด

    

การจัดการและการคุกคาม  
 

การคุกคามที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่

        การคุกคามและความเสื่อมโทรมของพื้นที่บริเวณโดยรอบปากน้ำปราณบุรี ส่วนหนึ่งเกิดจากการบุกรุกป่าในพื้นที่ที่ห่างจากทะเลอ่าวปากน้ำปราณบุรี ประมาณ 1 กิโลเมตร จึงทำให้พื้นที่ป่าไม้เป็นป่าเสื่อมโทรม และขอเข้าทำประโยชน์ และแอบอ้างออกเอกสารสิทธิ ก่อนจะนำไปขาย หรือก่อสร้างรีสอร์ท และบ้านพักตากอากาศ รวมทั้ง การบุกรุกพื้นที่ป่าบนเขา เพื่อปลูกไร่สัปปะรดและทำรีสอร์ท จากการสำรวจ พบว่า ครัวเรือนในพื้นที่ชุ่มน้ำใช้ประโยชน์ เพื่อการประมงพื้นบ้านเป็นส่วนใหญ่ และร้อยละ 50 เห็นว่า ปัจจุบันพื้นที่ชุ่มน้ำมีความเสื่อมโทรมมาก เนื่องมาจากการขยายตัวของชุมชนทำให้ประชากร เพิ่มขึ้น มีโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นทำให้มีการปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำ คุณภาพดินไม่ดีไม่มีธาตุอาหาร มีการจับสัตว์น้ำมากเกินไป และการทิ้งขยะ ของเสียลงในแหล่งน้ำ ตามลำดับ

         พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำปราณบุรี จัดเป็นแหล่งอาหารสำคัญของประชาชน การบุกรุกหรือคุกคามพื้นที่เพื่อทำกินและหาผลประโยชน์ในพื้นที่มีมากขึ้น  ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ดังนี้

           ปัจจัยภายในพื้นที่

          เกิดการตื้นเขินของปากแม่น้ำจากการทับถมตะกอนดิน  และมีวัชพืชในแหล่งน้ำมากขึ้น โดยไม่มีการกำจัดทำให้น้ำเน่าเสีย นอกจากนั้น ยังมีการแพร่ระบาดของพันธุ์พืชต่างถิ่นเข้ามาในพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการคุกคามพื้นที่ชุ่มน้ำ         
 

  ปัจจัยภายนอกพื้นที่

          ได้แก่ การทิ้งของเสียและน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชน การใช้ปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูกหรือใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช  การใช้ประโยชน์เพื่อเป็นแหล่งอาหาร/การเก็บของป่า  การเกิดตะกอนสะสมในแหล่งน้ำจากการทิ้งของเสีย การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  การปิดกั้น/ การก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำ การบุกรุกที่ดิน และการทำประมงผิดกฎหมาย กิจกรรมต่าง ๆนี้ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยเฉพาะต่อทรัพยากรธรรมชาติ

          กล่าวได้ว่า ปัจจุบันการคุกคามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อชุมชน ส่วนใหญ่เกิดจากตะกอนของเสียที่สะสมอยู่ในแหล่งน้ำส่งผลให้คุณภาพน้ำเสีย จากการบุกรุกพื้นที่เพื่อการพัฒนา และเพื่อการประกอบอาชีพ   จากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนมีการเททิ้งขยะของเสียจากโรงงานและชุมชน รวมทั้ง การจับสัตว์น้ำที่มากขึ้น  ตามลำดับ

 

   ผลกระจากภัยคุกคาม

        พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำปราณบุรี ได้รับผลกระทบจากการคุกคามทั้งสิ่งแวดล้อมในพื้นที่และนอกพื้นที่ ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติจึงมีความเสื่อมโทรม ทำให้มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของประชาชน รวมทั้งการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพเปลี่ยนแปลงไป ที่สำคัญทำให้ผลผลิตจากการทำการเกษตร ได้รับน้อยลงกว่าเดิม โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนอาชีพ/แนวทางสร้างรายได้ของเกษตรกรหันไปประกอบอาชีพรับจ้าง และการปรับเปลี่ยนระยะเวลา ในการเพาะปลูก ตามลำดับ 

 

 

 

รายละเอียดเพิ่มเติม>>>