หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี

 

พื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมือง จ.พังงา

สภาพพื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมือง

 

 

 

แผนที่
 
 
อ้างอิง
โครงการจัดการระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญเพื่อการปรับตัวและรับมือจากการเปลี่ยนแปลงสภมพภูมิอากาศ ปีงบประมาณ 2557 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

 

 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

ลักษณะภูมิประเทศ

           พื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมือง มีลักษณะของภูมิประเทศเป็นที่ราบชายฝั่งทะเล มีแนวหาดทรายยาวทอดตัวไปตามริมฝั่งทะเลอันดามัน โดยมีชายหาดยาวประมาณ 13.6 กิโลเมตร กว้างที่สุดประมาณ 1.6 กิโลเมตร ส่วนที่แคบที่สุดประมาณ 350 เมตร ปลายสุดของหาดเป็นแหลม เรียกว่า แหลมอ่าวขาม (เขาหน้ายักษ์) พื้นที่ส่วนใหญ่ยังมีสภาพเป็นป่าทางด้านตะวันออกของพื้นที่มีคลองน้ำกร่อยขนาดใหญ่คือ คลองทุ่งมะพร้าว และคลองหินลาด ซึ่งน้ำส่วนใหญ่ไหลมาจากเทือกเขาลำปี และบริเวณเทือกเขาลำปีเป็นภูเขาสลับซับซ้อนเรียงตัวยาวไปตามแนวเหนือ-ใต้ ประกอบด้วย เขาขนิม เขาลำปี เขาโตนย่านไทร และเขาลำหลัง ยอดเขาที่สูงที่สุดคือ ยอดเขาขนิมสูงประมาณ 622 เมตรจากระดับน้ำทะเล เทือกเขาส่วนใหญ่เป็นหินอัคนี ประเภทหินแกรนิต ในยุคไทรแอสสิค-ครีเตเชียส มีอายุอยู่ในช่วง 60-140 ล้านปี หินเหล่านี้มีความคงทนต่อการกัดกร่อนสูง มีลำน้ำหลายสายที่เกิดจากเทือกเขาลำปี เช่น คลองขนิม คลองลำปี คลองบางปอ คลองลำหลัง คลองพลุ คลองคำนึง และคลองอินทนิน เป็นต้น ดังแสดงใน

สภาพภูมิอากาศ

          สภาพภูมิอากาศของพื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา พบว่ามีอุณหภูมิเฉลี่ยมีค่าคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเนื่องจากอยู่ติทะเล และมีฝนตกชุกในฤดูฝน เพราะอยู่ทางด้านรับลมโดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งพัดผ่านมหาสมุทรอินเดีย ส่วนฤดูหนาวอากาศไม่หนาวจัดเพราะอยู่ไกลจากอิทธิพลของอากาศหนาวพอสมควร และบางครั้งอาจมีฝนตกได้ เนื่องจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พัดผ่านอ่าวไทยพาเอาฝนมาตกแต่มีปริมาณน้อยกว่าจังหวัดที่อยู่ทางด้าน ตะวันออกของภาคใต้ มีฤดูกาล 3 ฤดูได้แก่

          1)ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ระยะนี้เป็นช่วงว่างของฤดูมรสุม จะมีลมจาก ทิศตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุม ทำให้มีอากาศร้อนอบอ้าวทั่วไป


           2) ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุม ประเทศไทย และมีร่องความกดอากาศต่ำปกคลุมภาคใต้เป็นระยะ ๆ อีกด้วย จึงทำให้มีฝนตกมากตลอดฤดู

           3) ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมกราคม ซึ่งเป็นฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีลมเย็นและแห้ง จากทิศตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่าน ทำให้มีอากาศเย็นทั่วไป แต่เนื่องจากจังหวัดพังงาอยู่ใกล้ทะเล อุณหภูมิจะลดลงเพียงเล็กน้อย อากาศจึงไม่สู้หนาวเย็นมากนัก และตามชายฝั่งมีฝนตกทั่วไปแต่มีปริมาณไม่มาก

 

ทรัพยากรดิน

         ลุ่มชุดดินที่พบบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมือง ประกอบด้วยกลุ่มชุดดินที่ 6, 13, 17p, 17/26B, 26, 26B, 26C,  26D, 32, 32B, 34, 34B, 34C, 39, 42, 42/43, 43, 53, 53B, 53C, 53E, 59,60, 62, M, MC, ML U W  และ ทะเล   มีรายละเอียดดังนี้                        

          กลุ่มชุดดินที่ 6 มีเนื้อที่ 1,564 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ พบในบริเวณพื้นที่ราบตะกอนน้ำพา มีสภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่มราบเรียบถึงค่อนข้างราบเรียบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน การระบายน้ำเลวหรือค่อนข้างเลว ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่พบในพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำไหลบ่าท่วมขังสูงในฤดูฝน พบในพื้นที่ดอนค่อนข้างดอน ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ

          กลุ่มชุดดินที่ 13 มีเนื้อที่ 19,462  ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเลนเหนียวเค็มลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนน้ำทะเล พบในบริเวณที่ราบลุ่มน้ำทะเล ท่วมถึงเป็นประจำวันและบริเวณชะวากทะเล การระบายน้ำเลวมาก จัดเป็นดินเลนเค็มที่มีศักยภาพก่อให้เกิดเป็นดินกรดกำมะถัน สังเกตได้จากขุยของสัตว์มีสีเหลืองฟางข้าว ของสารประกอบกำมะถัน (จาโรไซต์) ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลางถึงสูง

          กลุ่มชุดดินที่ 17p เนื้อที่ 371 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนละเอียดลึกมากสีเทาที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำหรือจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ หรือเคลื่อนย้ายมาทับถมจากวัสดุเนื้อหยาบ มีน้ำแช่ขังในช่วงฤดูฝน อาจพบลูกรังของเหล็กและแมงกานีสหรือชั้นดินเหนียวในดินชั้นล่าง รระบายน้ำดี ปฏิกิริยาดินเป็นกรดจัดมาก ถึงเป็นกรดจัด ความสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่พบในพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำไหลบ่าท่วมขังสูงในฤดูฝน พบในพื้นที่ค่อนข้างดอน ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ

          กลุ่มชุดดินที่ 17/26B เนื้อที่ 1,625 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินผสมระหว่างกลุ่มชุดดินที่ 17 และกลุ่มชุดดินที่ 26 บริเวณลูกคลื่นลอนลาด

          กลุ่มชุดดินที่ 26 เนื้อที่ 4,116 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวลึกมากที่เกิดจากตะกอนลำน้ำหรือจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่หรือเคลื่อนย้ายมาทับถมของ วัสดุเนื้อละเอียดหรือเนื้อหยาบที่มีอนุภาคดินเหนียวมาก พบในเขตฝนตกชุก เช่น ภาคใต้หรือภาคตะวันออก มีสภาพพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบจนถึงเป็นเนินเขา มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำถึงปานกลาง บางพื้นที่อาจพบลูกรังมากในช่วงความลึก 100-150 เซนติเมตรจากผิวดิน

          กลุ่มชุดดินที่ 26B เนื้อที่ 19,790 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่พบบริเวณลูกคลื่นลอนลาด

          กลุ่มชุดดินที่ 26C เนื้อที่  5,704 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่พบบริเวณลูกคลื่นลอนชัน

          กลุ่มชุดดินที่ 26D เนื้อที่ 2,016 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่พบบริเวณที่ชันปานกลาง

          กลุ่มชุดดินที่ 32 เนื้อที่ 3,273 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินทรายแป้งลึกมากที่เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำบริเวณสันดินริมน้ำ พบในเขตฝนตกชุก เช่น ภาคใต้ ภาคตะวันออก มีสภาพพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบถึงเป็นลูกคลื่นลอดลาด การระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลาง บางพื้นที่มีเนื้อดินเป็นพวกดินร่วน หยาบหรือมีเนื้อดินเหนียวลดลงหรือพบในพื้นที่ต่ำ มีน้ำไหลบ่าท่วมขังในฤดูฝน

          กลุ่มชุดดินที่ 32B  เนื้อที่   1,848 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่พบบริเวณลูกคลื่นลอนลาด

          กลุ่มชุดดินที่ 34 เนื้อที่ 2,540 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนละเอียดลึกมากที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินพวกตะกอนลำน้ำ หรือจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ หรือจากการสลายตัวผุพังแล้วถูกเคลื่อนย้ายมาทับถมของวัสดุเนื้อหยาบที่มาจากพวกหินอัคนี หรือหินตะกอน พบในเขตฝนตกชุก เช่น ภาคใต้ ภาคตะวันออก สภาพพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบถึงเป็นเนินเขา มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ

           กลุ่มชุดดินที่ 34B  เนื้อที่   2,407 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่พบบริเวณลูกคลื่นลอนลาด

          กลุ่มชุดดินที่ 34C เนื้อที่   986 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่พบบริเวณลูกคลื่นลอนชัน

          กลุ่มชุดดินที่ 39 เนื้อที่ 393 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่มีเนื้อดินเป็นดินร่วนหยาบลึกมากที่เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำหรือจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่หรือ เคลื่อนย้ายมาทับถมของพวกวัสดุเนื้อหยาบ พบในเขตฝนตกชุก เช่น ภาคใต้หรือภาคตะวันออก มีสภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่นจนถึงเนินเขา มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่อาจพบลูกรังมากในช่วงความลึก 100-150 ซม.จากผิวดิน

           กลุ่มชุดดินที่ 42 เนื้อที่ 988 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินทรายมีชั้นดานอินทรีย์ที่จากตะกอนทรายชายทะเล พบบริเวณหาดทรายเก่าหรือสันทรายชายทะเล พบบนพื้นที่ดอนที่มีสภาพพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบถึงเป็นลูกคลื่นลอนลาดเล็กน้อย เป็นดินลึกปานกลางถึงชั้นดานอินทรีย์ มีการระบายน้ำดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำมาก

          กลุ่มชุดดินที่ 42/43 เนื้อที่ 2,253 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินผสมระหว่างกลุ่มชุดดินที่ 42 และกลุ่มชุดดินที่ 43

          กลุ่มชุดดินที่ 43 เนื้อที่ 9,274 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินทรายที่เกิดจากการทับถมของตะกอนทรายชายทะเลหรือหรือจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่หรือเคลื่อนย้าย มาทับถมของพวกวัสดุเนื้อหยาบ เป็นดินทรายลึกมาก พบในเขตฝนตกชุก เช่น ภาคใต้หรือภาคตะวันออก มีสภาพพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบหรือเป็นลูกคลื่นลอนลาด บริเวณหาดทราย สันทรายชายทะเล มีการระบายน้ำค่อนข้างมากเกินไป ความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ บางพื้นที่พบบริเวณที่ลาดเชิงเขาหรือตะกอนลำน้ำ

          กลุ่มชุดดินที่ 53B  เนื้อที่ 2,025 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินเหนียวลึกปานกลางถึงชั้นหินพื้นที่เกิดจากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่หรือเคลื่อนย้ายมาทับถม ในระยะทางไม่ไกลนักของวัสดุดินเนื้อละเอียด พบบริเวณในเขตฝนตกชุก เช่น ภาคใต้ ภาคตะวันออก มีสภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่นลอนลาดถึงเป็นเนินเขา มีการระบายน้ำดี ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่เป็นดินลึกปานกลางถึงชั้นลูกรัง พบบริเวณลูกคลื่นลอนชัน

          กลุ่มชุดดินที่ 53C เนื้อที่ 450  ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่พบบริเวณลูกคลื่นลอนลาด

          กลุ่มชุดดินที่ 53E เนื้อที่ 413 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่พบบริเวณที่ชันมาก

          กลุ่มชุดดินที่ 59 เนื้อที่ 6,932 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนสีเทาที่เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำ บริเวณที่ราบลุ่มระหว่างเนินเขาหรือหุบเขา มักพบก้อนหิน ปะปนอยู่ในเนื้อดินหรืออยู่ที่ผิวดิน สภาพพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบ การระบายน้ำค่อนข้างเลวถึงเลว ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ บางพื้นที่พบในพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำไหลบ่าท่วมขังในฤดูฝน

           กลุ่มชุดดินที่ 60 เนื้อที่ 20 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินที่เป็นดินร่วนที่เกิดจากตะกอนลำน้ำพัดพามาทับถมกัน บริเวณที่ราบระหว่างเนินหรือหุบเขา ต่ำ มักพบก้อนหินปะปนอยู่ในเนื้อดินหรืออยู่ที่ผิวดิน การระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ

           กลุ่มชุดดินที่ 62 เนื้อที่ 34,787 ไร่ เป็นกลุ่มชุดดินนี้ประกอบด้วยพื้นที่ภูเขาและเทือกเขาที่มีความลาดชันมากกว่าร้อยละ 35 พื้นที่บริเวณนี้ยังไม่มีการสำรวจและจำแนกดิน เนื่องจากยากต่อการจัดการดูแลที่ดินในพื้นที่ทำการเกษตร          

          พื้นที่อื่นๆ ได้แก่ บ่อขุดเนื้อที่ 2,383 ไร่ เหมืองแร่เนื้อที่ 14,773 ไร่ ชุมชนเนื้อที่ 674 ไร่ แหล่งน้ำเนื้อที่ 8,272 ไร่ และทะเลเนื้อที่ 117,805 ไร่

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

  ทรัพยากรป่าไม้และพืชลอยน้ำ

         1) นิเวศวิทยาป่าไม้

        พื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมืองมีพื้นที่ปกคลุมด้วยป่า 4 ประเภท ได้แก่ ป่าชายหาด ป่าชายเลน ป่าพรุและป่าดิบชื้น

         1.1) ป่าชายหาด
          

                ป่าชายหาดพบบริเวณทางชายฝั่งทะเลด้านทิศตะวันตกของอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง เป็นพื้นที่แนวแคบๆ ขนานไปกับแนวชายฝั่ง สภาพป่าเป็นป่าแคระขึ้นบนดินทราย มีความสูงของเรือนยอดไม้ใหญ่อยู่ระหว่าง 7-15 เมตร มีความสูงของเรือนยอดไม้ใหญ่เฉลี่ย 7.87 เมตร มีเรือนยอดปกคลุมประมาณ 50% มีค่าดัชนีของสังคมป่า (Complex Index: CI) 164.77 ชั้นเรือนยอดของป่าแบ่งออกได้เป็น 3 ชั้น ได้แก่ เรือนยอดชั้นบน มีความสูง 10-15 เมตร เป็นเรือนยอดของไม้ใหญ่ ชนิดไม้ที่พบในชั้นเรือนยอดนี้ เช่น ขวาด Syzygium lineatum (DC.) Merr. & L.M.Perry งาไซ Planchonella obovata (R. BR.) Pieere เฉียงพร้านางแอ Carallia brachiata (Lour.) Merr. เป็นต้น เรือนยอดชั้นกลาง เป็นเรือนยอดของไม้ใหญ่ทีมีลำต้นเป็นทรงพุ่มขนาดใหญ่ หรือลูกไม้ มีความสูง 7-10 เมตร ชนิดไม้ที่พบ เช่น พะยอม Shorea roxburghii G. Don. เสม็ดชุน Myrica rubra Siebold & Zucc. หูกวาง Terminalia catappa L.  เป็นต้นและเรือนยอดชั้นล่างเป็นเรือนยอดของลูกไม้ขนาดเล็ก กล้าไม้ และไม้คลุมดิน มีดัชนีความหลากหลายของชนิด โดยใช้ค่า Shannon Index (H’)  2.231 โดยมีปริมาตรของไม้ใหญ่ (ต้นไม้ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงอกตั้งแต่ 10 เซนติเมตรขึ้นไป)  เฉลี่ย 43.12 ลูกบาศก์เมตร/เฮกแตร์ มีความหนาแน่นของไม้ใหญ่เฉลี่ย 135.00 ต้น/เฮกแตร์ มีความหนาแน่นของลูกไม้เฉลี่ย (ความสูงเพียงอกตั้งแต่ 1.3 เมตร ขึ้นไปแต่เส้นผ่าศูนย์กลางเพียงอกไม่เกิน 10 เซนติเมตร) 2,100 ต้น/เฮกแตร์ และมีความหนาแน่นของกล้าไม้เฉลี่ย (ความสูงเพียงอกน้อยกว่า 1.3 เมตร) 12,083.33 ต้น/เฮกแตร์

                จากการวางแปลงสำรวจนิเวศวิทยาของป่าชายหาด พบว่า มีความหลากชนิดของไม้ใหญ่ทั้งสิ้น 16 ชนิด ชนิดไม้เด่นที่พบในป่าชายหาดแห่งนี้ชี้วัด โดยค่าความสำคัญของไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ (IVI) กล่าวคือ ชนิดไม้เด่นที่มีค่าความสำคัญของไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงที่สุด คือ เสม็ดชุน Myrica rubra Siebold & Zucc. มีค่า IVI 0.8672 รองลงมาได้แก่ มะม่วงหิมพานต์ Anacardium occidentale L. พะยอม Shorea roxburghii G. Don. พันจำ Vatica odorata (Griff.) Symington. โดยมีค่า IVI 0.616, 0.513, และ 0.264 ตามลำดับ ชนิดไม้ที่มีค่า IVI ต่ำที่สุด คือ หูกวาง Terminalia catappa L.ค่า 0.042

                 นอกจากนี้ยังพบว่า ป่าชายหาดพบบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ใกล้ริมชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันตกของพื้นที่ชุ่มน้ำ หาดท้ายเหมือง สภาพพื้นที่เป็นดินทรายจัด มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวคือ สนทะเล Casuarina equisetifolia J.R. & G.Forst ขึ้นปกคลุมพื้นที่มีความสูงของ เรือนยอด 20-35 เมตร ในการสำรวจครั้งนี้พบว่า มีพรรณไม้หายากในป่าชายหาด 2 ชนิด ได้แก่ ปรงทะเล Cycas litoralis K.D.Hill และจิกทะเล Baringtonia asiatica (L.) Kurz

         1.2) ป่าชายเลน


                 ลักษณะทางนิเวศวิทยาของป่าชายเลนของพื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมือง มีความสูงของเรือนยอด 8-23 เมตร โดยมีความสูงเฉลี่ยของไม้ใหญ่ (มีความสูงตั้งแค่ 4 เมตร ขึ้นไป) 13.30 เมตร มีเรือนยอดปกคลุมประมาณ 80% มีค่าดัชนีของสังคมป่า (Complex Index: CI) 3,443.55 มีดัชนีความหลากหลายของชนิด โดยใช้ค่า Shannon Index (H’)  1.559 ชั้นเรือนยอดของป่าชายเลนแบ่งออกได้ 3 ชั้น เรือนยอด คือ เรือนยอดชั้นบน สูง 12-23 เมตร เป็นเรือนยอดของของโกงกางใบเล็ก Rhizophora apiculata Blume ซึ่งขึ้นประสานกันอยู่อย่างหนาแน่น โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่จากริมน้ำเข้ามาหาฝั่งประมาณ 120 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นป่าชายเลนชั้นนอก ถัดเข้ามาเป็นป่าชายเลนด้านในชนิดที่พบในเรือนยอดชั้นบน คือ ตะบูนขาว Xylocarpus granutum König และโปรงแดง Ceriops tagal (Perr.) C.B.Rob. เรือนยอดชั้นรองลงมา มีระดับความสูง 8-12 เมตร เป็นเรือนยอดของไม้ขนาดเล็กของเรือนยอดชั้นบนและพรรณไม้อื่นๆ เช่น หงอนไก่ทะเล Heritiera littoralis Dryand. หลุมพอทะเล Intsia bijuga (Colebr.) Kuntze จีง้ำ Scyphiphora hydrophyllacea Gaertn.f. เป็นต้นและเรือยอดชั้นล่างซึ่งเป็นเรือนยอดของลูกไม้และกล้าไม้ของเรือนยอดชั้นบนและเรือยอดชั้นรอง

                  ผลการวางแปลงสำรวจนิเวศวิทยาของป่าชายเลน พบว่า มีปริมาตรของไม้ใหญ่เฉลี่ย 369.20 ลูกบาศก์เมตร/เฮกแตร์ มีความหนาแน่นของไม้ใหญ่ เฉลี่ย 3,386.67 ต้น/เฮกแตร์ มีความหนาแน่นของลูกไม้เฉลี่ย 6,666.67 ต้น/เฮกแตร์ และมีความหนาแน่นของกล้าไม้เฉลี่ย 26,000.00 ต้น/เฮกแตร์ มีพรรณไม้ ขนาดใหญ่ในป่า 13 ชนิด ชนิดไม้เด่นที่พบในป่าชายเลนแห่งนี้ชี้วัดโดยค่าความสำคัญของไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ (IVI) กล่าวคือ ชนิดไม้เด่นที่มีค่าความสำคัญ ของไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงที่สุดคือโกงกางใบเล็ก Rhizophora apiculata Blume มีค่า IVI 1.613 ชนิดที่พบรองลงมา ได้แก่ ตะบูนขาว Xylocarpus granutum König  โปรงแดง Ceriops tagal (Perr.) C.B.Rob. และโกงกางใบใหญ่ Rhizophora mucronata Lam. โดยมีค่า IVI 0.472, 0.337, และ 0.218 ตามลำดับ ชนิดที่พบว่ามีค่า IVI ต่ำที่สุด คือ พลองเหมือด Memecylon edule Roxb. มีค่า 0.036

1.3) ป่าพรุ

                 ป่าพรุ พบบริเวณเป็นแนวแคบๆ ในแนวเหนือ-ใต้ ตามที่ลุ่มบริเวณทางทิศใต้ของพื้นที่ชุ่มน้ำ จากข้อมูลในเว็บไซต์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช รายงานว่า มีสภาพเป็น ป่าพรุ เป็นป่าที่มีน้ำจืดขังอยู่เกือบตลอดปี สภาพดินเป็นดินทรายละเอียดขาวนวล สังคมพืชที่เด่นชัดในสภาพป่านี้คือ เสม็ดขาว Melaleuca quinquenervia (Cav.) S.T. Blake. บริเวณที่ดอนจะมีเสม็ดแดง Syzygium gratum (Wight) S.N. Mitra var. gratum ชะมวง Garcinia cowa Roxb. มะพลับพรุ ทุ้งฟ้า Alstonia macrophylla Wall. ขึ้นปะปน พืชอิงอาศัยที่ขึ้นรอบลำต้นไม้ขนาดใหญ่ เช่น กระแตไต่ไม้ Drynaria quercifolia (L.) J.Sm. สไบสีดา Platycerium wallichii Hook.  เกล็ดนาคราช Dischidia imbricata (Blume) Steud. เฟินข้าหลวง Asplenium nidus L. โดยมี หม้อข้าว หม้อแกงลิง Nepenthes mirabilis (Lour.) Druce   โคลงเคลง Melastoma malabathricum L. subsp. malabathricum ปลาไหลเผือก เข็มป่า รามใหญ่ Ardisia elliptica Thunb.  กะทือ Zingiber zerumbet (L.) Smith.  เป็นพืชพื้นล่าง

           1.4) ป่าดิบชื้น

                  ป่าดิบชื้น พบบริเวณเขาหน้ายักษ์และเขาคำชก ทางตอนเหนือของพื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมือง อยู่ในบริเวณเขตปลอดภัยในราชการกองทัพเรือ ภายใต้การดูแลของฐานทัพเรือพังงา ทัพเรือภาคที่ 3 กองทัพเรือ จังหวัดพังงา จากข้อมูลในเว็บไซต์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช รายงานว่า ชนิดพันธุ์ไม้ที่พบในป่าดิบชื้น เช่น ยาง Dipterocarpus sp. หลุมพอ Intsia palembanica Miq. ตะเคียนทอง Hopea odorata Roxb. ตะเคียนชันตาแมว Neobalanocarpus heimii (King) Ashton กระบาก Anisoptera costata Korth เทพทาโร Cinnamomum porrectum Kosterm. ยมหอม Toona ciliata M. Roem. Share. สุเหรียน Toona sureni (Blume) Merr. ทุ้งฟ้า Alstonia macrophylla Wall. ex G.Don. Share.  ฉก Arenga pinnata (Wurmb) Merr. เป็นต้น พืชพื้นล่างที่พบ เช่น ปุด Zingiber sp. เร่วดง Amomum xanthioides Wall. หวายขม Calamus viminalis Wild.  หวายกำพวน Calamus longisetus Griff. กล้วยป่า Musa acuminata Colla. เป็นต้น


2) ความหลากหลายทางชีวภาพป่าไม้

         จากการศึกษาพบว่า บริเวณพื้นที่ศึกษาพบป่า 4 ประเภท ได้แก่ ป่าดิบชื้น ป่าชายหาด ป่าชายเลน และป่าพรุ พบพรรณไม้รวม 354 ชนิด 273 สกุล 99 วงศ์ เป็นพรรณไม้ที่นำเข้าไปปลูก 24 ชนิด เช่น เช่น มะม่วงหิมพานต์ Anacardium occidentale L. ลำดวน Melodorum fruticosum Lour. ปีบ Millingtonia hortensis L.f. ชมพูพันธุ์ทิพย์ Tabebuia rosea (Bertol.) DC. สนประดิพัทธ์ Casuarina junghuhniana Miq. ยางนา Dipterocarpus alatus Roxb. ex G.Don ราชพฤกษ์ Cassia fistula L. หางนกยูงฝรั่ง Delonix regia (Bojer ex Hook.) Raf. ขี้เหล็ก Senna siamea (Lam.) H.S.Irwin & Barneby กระถินณรงค์ Acacia auriculaeformis A.Cunn. ex Benth. ประดู่ Pterocarpus macrocarpus Kurz มะฮอกกานีใบใหญ่ Swietenia macrophylla King ยูคาลิป Eucalyptus camaldulensis Dehnh. และปาล์มน้ำมัน Elaeis guineensis Jacq. เป็นต้น พบพืชหายาก 2 ชนิด คือ ปรงทะเล Cycas litoralis K.D.Hill และจิกทะเล Baringtonia asiatica (L.) Kurz

          พบพืชต่างถิ่นที่รุกรานรายการ 1 จำนวน 11 ชนิด ได้แก่ หงอนไก่ไทย Celosia argentea L. สาบเสือ Chromolaena odorata (L.) R.M.King & H.Rob. ขี้ไก่ย่าน Mikania micrantha (L.) Kunth หญ้ายาง Euphorbia heterophylla L. แมงลักคา Hyptis suaveolens (L.) Poit. กระถิน Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit ไมยราบยักษ์ Mimosa pigra L. หญ้าคา Imperata cylindrica (L.) P.Beauv. หญ้าขจรจบ Pennisetum polystachyon (L.) Schult. สาหร่ายหางกระรอก Hydrilla verticillata (L.f.) Royle และผักตบชวา Eichhornia crassipes (Mart.) Solms พืชต่างถิ่นที่รุกรานรายการ 2 จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ผักขมหนาม Amaranthus spinosus L. และตะขบฝรั่ง Muntingia calabura L.

          พบชนิดพรรณไม้น้ำทั้งหมด 28 วงศ์ 48 ชนิด โดยสามารถจำแนกพรรณไม้น้ำออกเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วยพืชชายน้ำ (marginal plants) จำนวน 41 ชนิด พืชลอยน้ำ (floating plants) จำนวน 3 ชนิด พืชใต้น้ำ (submerged plants) จำนวน 2 ชนิด และพืชโผล่เหนือน้ำ (emerged plants) จำนวน 2 ชนิด

ทรัพยากรสัตว์ป่า

        พื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมือง พบว่า มีสัตว์ป่า 4 ประเภท ได้แก่  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ไม่น้อยกว่า 92 ชนิด ใน 54 วงศ์ 76 สกุล ประกอบด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่น้อยกว่า 17 ชนิด หรือร้อยละ 18.48 ของจำนวนชนิดสัตว์ป่าทั้งหมด นกไม่น้อยกว่า 39 ชนิด (ร้อยละ 42.39) สัตว์เลื้อยคลานไม่น้อยกว่า 26ชนิด (ร้อยละ 28.26) และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกไม่น้อยกว่า 10 ชนิด (ร้อยละ 10.87) จำแนกตามประเภทสัตว์ดังนี้

  1.1) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม


          พบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่น้อยกว่า 17 ชนิด ใน 16 สกุล 12 วงศ์ เป็นสัตว์ที่มีความชุกชุมมาก 1 ชนิด คือ ลิงแสม (Macaca  fascicularis) เป็นสัตว์ที่มีความชุกชุมปานกลาง 3 ชนิด ได้แก่ กระรอกปลายหางดำ (Callosciurus caniceps) ค้างคาวปีกถุงเคราดำ (Taphozous melanopogon) และกระจงเล็ก (Tragulus  javanicus) มีความชุกชุมน้อย 1 ชนิด คือ พังพอนเล็ก (Herpestes javanicus) ที่เหลืออีก 4 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ได้ข้อมูลจากการสอบถาม หรือมีข้อมูลไม่เพียงพอในการประเมินสถานภาพ (DD) ได้แก่ นากเล็กเล็บสั้น (Aonyx  cinerea) นากใหญ่ขนเรียบ (Lutrogale perspicillata) ลิงลม (Nycticebus coucang) และลิงกังใต้ (Macaca  nemestrina)

1.2) นก

          มีนกอาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 39 ชนิด ใน 29 สกุล 24 วงศ์ เป็นนกอพยพ 2 ชนิด หรือร้อยละ 5.13 ของจำนวนชนิดนกทั้งหมด ได้แก่ นกแซงแซวหางปลา (Dicrurus macrocercus) และนกกระเต็นหัวดำ (Halcyon pileata)  ที่เหลืออีก 37 ชนิดเป็นนกประจำถิ่น (ร้อยละ 94.87) เช่น นกกินเปี้ยว (Halcyon  chloris) นกเขาใหญ่ (Streptopelia chinensis) นกกาเหว่า (Eudynamys scolopacea) นกตะขาบทุ่ง (Coracias benghalensis) เป็นต้น มีชนิดนกที่มีความชุกชุมมาก 4 ชนิด (ร้อยละ 10.26) เช่น นกหกเล็กปากแดง (Loriculus vernalis)  นกเอี้ยงสาลิกา (Acridotheres tristis) นกพิราบป่า (Columba livia) และนกเอี้ยงหงอน (Acridotheres grandis) เป็นนกที่มีความชุกชุมปานกลาง 16 ชนิด (ร้อยละ 41.03) เช่น นกกระปูดใหญ่ (Centropus sinensis) นกจาบคาคอสีฟ้า(Merops viridis) นกปรอดสวน (Pycnonotus blanfordi) นกกางเขนบ้าน (Copsychus saularis) เป็นต้น มีชนิดนกที่ชุกชุมน้อย 19 ชนิด (ร้อยละ 48.72) เช่น นกเป็ดผีเล็ก (Tachybaptus ruficollis) นกบั้งรอกใหญ่ (Phaenicophaeus tristis) นกกระเต็นอกขาว (Halcyon smyrnensis) นกกาฝากท้องสีส้ม (Dicaeum trigonostigma) เป็นต้น

   1.3) สัตว์เลื้อยคลาน

         พบสัตว์เลื้อยคลานอาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 26 ชนิด ใน 23 สกุล 12 วงศ์ เป็นสัตว์ที่มีความชุกชุมปานกลาง 6 ชนิด (ร้อยละ 23.08) ได้แก่ จิ้งจกหางแบน (Cosymbotus platyurus) จิ้งจกหางหนาม (Hemidactylus frenatus) กิ้งก่าบินปีกส้ม (Draco maculatus) แย้ใต้ (Leiolepis belliana belliana) จิ้งเหลนน้อยหางยาว (Takydromus sexlineatus) และเหี้ย (Varanus salvator) มีสัตว์เลื้อยคลานที่ชุกชุมน้อย 15 ชนิด (ร้อยละ 57.69) เช่น กิ้งก่าหัวแดง (Calotes versicolor) งูสิงบ้าน (Ptyas korros) งูพังกา (Trimeresurus purpureomaculatus) ตุ๊กแกบ้าน (Gekko gecko) เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่ามีชนิดสัตว์เลื้อยคลานที่ได้ข้อมูลจากการสอบถาม หรือมีข้อมูลไม่เพียงพอในการประเมินสถานภาพ (DD) 5 ชนิด ได้แก่ งูปล้องทอง (Boiga dendrophila) งูเขียวบอน (Boiga cyanea) งูกะปะ(Calloselasma rhodostoma) งูสายม่านพระอินทร์ (Dendrelaphis pictus) และงูเขียวหางไหม้ท้องเหลือง (Trimeresurus albolabris)

 1.4) สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

         มีสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกอาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 10 ชนิด ใน 8 สกุล 6 วงศ์ ซึ่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่มีความชุกชุมปานกลาง 8 ชนิด หรือร้อยละ 80.00 ของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกทั้งหมด เช่น คางคกบ้าน (Duttaphrynus melanostictus) เขียดน้ำนอง (Occidozyga martensii) ปาดบ้าน (Polypedates leucomystax) อึ่งหลังจุด (Microhyla heymonsi) เป็นต้น และพบว่ามีชนิดสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่ได้ข้อมูลจากการสอบถาม หรือมีข้อมูลไม่เพียงพอในการประเมินสถานภาพ (DD) 2 ชนิด (ร้อยละ 20.00) ได้แก่ กบนา (Hoplobatrachus rugulosa)  และเขียดงูเกาะเต่า (Ichthyophis kohtaoensis)

 

ทรัพยากรปลาและสัตว์หน้าดิน

1) แพลงก์ตอนพืช

     จากการศึกษาแพลงก์ตอนพืชในพื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา พบแพลงก์ตอนพืชรวม 6 ไฟลัม 44 ชนิด โดยจำแนกเป็น

- ดิวิชั่น Bacillariophyta (ไดอะตอม) พบ 21 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 47.73 ของชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบทั้งหมด

- ดิวิชั่น Chlorophyta (สาหร่ายสีเขียว) พบ 15 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 36.36 ของชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบทั้งหมด

- ดิวิชั่น Chrysophyta (สาหร่ายสีน้ำตาลแกมเหลือง หรือสาหร่ายสีทอง) พบ 1 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 2.27 ของชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบทั้งหมด

- ดิวิชั่น Cyanophyta (สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน) พบ 3 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 6.82 ของชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบทั้งหมด 

- ดิวิชั่น Euglenophyta (สาหร่ายยูกลีนอยด์) พบ 1 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 2.27 ของชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบทั้งหมด

- ดิวิชั่น Pyrrhophyta (สาหร่ายไดโนแฟลกเจลเลต) พบ 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 4.55 ของชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบทั้งหมด

     แพลงก์ตอนพืชมีปริมาณความหนาแน่นตั้งแต่ 285 - 21,950 ตัวต่อลิตร

2) แพลงก์ตอนสัตว์

     จากการศึกษาแพลงก์ตอนสัตว์ในพื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา พบแพลงก์ตอนสัตว์รวม 3 ไฟลัม 8 ชนิด โดยจำแนกเป็น

- ไฟลัม Arthropoda พบ 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 25 ของชนิดแพลงก์ตอนสัตว์ที่พบทั้งหม

- ไฟลัม Protozoa พบ 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 25 ของชนิดแพลงก์ตอนสัตว์ที่พบทั้งหมด

- ไฟลัม Rotifera พบ 4 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 50 ของชนิดแพลงก์ตอนสัตว์ที่พบทั้งหมด

      แพลงก์ตอนสัตว์มีปริมาณความหนาแน่นตั้งแต่ 25,000 - 190,000 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร

3) สัตว์หน้าดิน

     จากการศึกษาสัตว์หน้าดินในพื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา พบสัตว์หน้าดินรวม 4 ไฟลัม 7 ชั้น 13 อันดับ 19 วงศ์ 20 ชนิด Unidentified 11 ชนิด โดยจำแนกเป็น

- ไฟลัม Annelida พบ 5 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 16.13 ของชนิดสัตว์หน้าดินที่พบทั้งหมด ประกอบด้วย ชั้น Clitellata 1 ชนิด และชั้น Polychaeta  4 ชนิด

- ไฟลัม Arthropoda พบ 13 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 41.94 ของชนิดสัตว์หน้าดินที่พบทั้งหมด ประกอบด้วย ชั้น Insecta9 ชนิด ชั้น Malacostraca 3 ชนิด และชั้น Arachnida 1 ชนิด                

- ไฟลัม Chordata พบ Unidentified Chordata 7 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 22.58 ของชนิดสัตว์หน้าดินที่พบทั้งหมด                                         

- ไฟลัม Mollusca พบ 2 ชนิด Unidentified Gastropoda 1 ชนิด และUnidentified Bivalvia 3 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 19.35 ของชนิดสัตว์หน้าดิน ที่พบทั้งหมด ประกอบด้วย ชั้น Gastropoda2 ชนิดและ ชั้น Bivalvia 4 ชนิด

     สัตว์หน้าดินมีปริมาณความหนาแน่นตั้งแต่ 385–1,365 ตัวต่อตารางเมตร

4) ทรัพยากรปลา

         การศึกษาปลาในพื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมืองพบปลาทั้งสิ้น 129 ชนิด จาก 52 วงศ์ 14 อันดับ โดยพบมากที่สุดในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) จำนวน 19 ชนิด รองลงมาเป็นวงศ์ปลากระดี่-กริม (Belontidae) จำนวน 6 ชนิด โดยมีชนิดพันธุ์ปลาที่พบบ่อยได้แก่ปลากะพงสีเลือด

         

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

ความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ

           จากลักษณะการใช้ประโยชน์ ด้านการเพาะเลี้ยง การประมงพื้นบ้าน การจับสัตว์น้ำ (ตกปลา หาปลา) การเก็บหาของป่า การทำเกษตรกรรม (เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์) แหล่งรายได้จากกิจกรรมท่องเที่ยว เป็นที่ตั้งบ้านเรือน/ที่อยู่อาศัย เป็นพื้นที่ประกอบการเกษตร เป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค ในครัวเรือน  แหล่งน้ำใช้เพื่อการเกษตรกรรม เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อน แหล่งชมวิว/ชมธรรมชาติ และแหล่งเรียนรู้/ศึกษาธรรมชาติ พบว่า ครัวเรือน ให้ความสำคัญกับลักษณะการใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ในระดับความสำคัญที่แตกต่างกัน ซึ่งมีความคิดเห็นต่อความสำคัญของพื้นที่เพื่อใช้ในการประมง พื้นบ้าน มีระดับความสำคัญน้อยมาก โดยให้ความสำคัญด้านการทำเกษตรกรรม ที่ตั้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัย พื้นที่ประกอบการเกษตร เป็นแหล่งน้ำ เป็นแหล่งท่องเที่ยว/ แหล่งเรียน ในระดับความสำคัญปานกลาง

      ประโยชน์ของพื้นที่ชุ่มน้ำ         

         ประชาชนโดยรอบได้รับประโยชน์จากพื้นที่ชุ่มน้ำด้านต่างๆ ที่สำคัญเป็นแหล่งอนุรักษ์ไว้เพื่อประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง จากความคิดเห็นของประชาชน พบว่า เห็นด้วยกับประโยชน์ที่จะได้รับจากพื้นที่ด้านต่างๆ ดังนี้

1. เป็นแหล่งอาศัยเฉพาะของสัตว์ป่า หรือพืชหายาก/เกือบสูญพันธุ์

2.ช่วยกรองและปรับปรุงคุณภาพแหล่งน้ำผิวดิน

3. ช่วยปรับคุณภาพอากาศ/ลดความร้อนผิวดิน

4. เป็นแหล่งช่วยดูดซับและระบายน้ำใต้ดิน

5. เป็นแหล่งสำหรับหลบภัย/เพาะพันธุ์สัตว์น้ำ

6. ช่วยชะลอ หรือลดภาวะน้ำท่วมอย่างฉับพลัน

7. ช่วยชะลอ หรือลดแรงคลื่นลมแรง กัดเซาะ

8. เป็นแหล่งที่สมควรอนุรักษ์ไว้เพื่อประโยชน์ในอนาคตอย่างยั่งยืน

      การประเมินมูลค่าเศรษฐศาสตร์ของพื้นที่ชุ่มน้ำ

1. พื้นที่โครงการ และความสำคัญ

         พื้นที่โครงการประกอบด้วยพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 29,356 ไร่ มีพื้นที่หลักคือ พื้นที่ราบชายหาดยาวประมาณ 13.6 กิโลเมตร เนื้อที่ประมาณ 6,375 ไร่ และพื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 22,980 ไร่ (ร้อยละ 78) (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2555) พื้นที่โครงการทั้งหมดอยู่ในเขตพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมาย อุทยานแห่งชาติ และพื้นที่อนุรักษ์ป่าชายเลน พื้นที่ในรัศมีโดยรอบโครงการอยู่ในเขตป่าสงวนป่าชายเลนคลองทุ่งมะพร้าว ชุมชนที่อยู่ในระยะใกล้เคียง กับเขตกันชนระยะ 2 -5 กิโลเมตร  จำนวนหลังคาเรือน ประมาณ  6, 139 หลังคาเรือน ชุมชนที่อยู่ติดกับพื้นที่ป่าชายเลนของโครงการ ได้แก่ ชุมชนบ้าน ท่าดินแดง  ชุมชนบ้านลำแก่น ชุมชนบ้านเกาะนก และ ชุมชนบ้านขนิม พื้นที่โครงการครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของ  3 ตำบลหลัก คือ ตำบลท้ายเหมือง ตำบลทุ่งมะพร้าว และตำบลลำแก่น ประชากรส่วนใหญ่ในบริเวณใกล้เคียงโครงการมีอาชีพหลัก ทำสวน รับจ้าง ค้าขาย และประมง

           จากผลการสำรวจภาคสนามของทีมงานถึงความหลากหลายทางชีวภาพของพี้นที่ชุ่มน้ำ พบว่าพื้นที่โครงการเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ารวมกัน ไม่น้อยกว่า 92 ชนิด มีสัตว์ป่าอนุรักษ์ที่สำคัญทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ เนื่องจากอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ หรือมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ โดยฉพาะเต่าชนิดต่างๆ เช่น เต่ามะเฟือง เต่าเหลือง  เต่าจักร เป็นต้น โดยพื้นที่ชายหาดท้ายเหมืองมีสภาพสงบเงียบ และมีสถาพสิ่งแวดล้อมเหมาะสม สำหรับเต่าทะเล (เต่ามะเฟือง) ในการขึ้นมาวางไข่เป็นประจำทุกปี  นอกจากนี้พื้นที่ป่าในโครงการยังพบ  จิกทะเล และปรงทะเล ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้หายาก ที่มีความสำคัญจัดอยู่ในระดับนานาชาติ  เช่นกัน ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่โครงการ และสมควรเสนอให้มีการเพิ่มระดับการอนุรักษ์ และจัดการที่เหมาะสมจากเดิมซึ่งมีความสำคัญระดับชาติให้เป็นพื้นที่แรมซาร์ไซต์

2. ระบบนิเวศบริการ (ecosystem services)

        ผลการสำรวจแบบสอบถามชุมชน ผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ ประกอบกับการศึกษาด้านนิเวศวิทยา สามารถสรุปประโยชน์ในเชิงนิเวศบริการ ของพื้นที่โครงการด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

2.1) แหล่งนันทนาด้านต่างๆ (ecotourism recreation activities)
2.2) เป็นแหล่งอาหารและแหล่งผลิตผลิตภัณ์ประมงชายฝั่ง(food/near shore fishery products)
2.3) บรรเทาคลื่นลมและลดการพังทลายของชายฝั่ง (coastal protection/bank stabilization)
2.4) ช่วยรักษากลไกความสมดุลทางธรรมชาติ เช่น การกักเก็บคาร์บอน (carbon sequestration)
2.5) ฟื้นฟูคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง (water purification) เช่น ช่วยลดต้นทุนการบำบัดน้ำเพื่อในการเพาะเลี้ยงของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งพังงา
2.6) เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญของสัตว์และพืชหายากชนิดต่างๆ (habitats/ biodiversity) เช่น เต่าทะเล

           ประโยชน์ด้านนิเวศบริการของโครงการส่วนใหญ่เป็นประโยชน์โดยอ้อมโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการรักษากลไกการทำงานของระบบนิเวศให้เอื้ออำนวยประโยชน์ด้านต่างๆต่อมนุษย์ เช่น แหล่งที่อยู่อาศัยสัตว์และพืช โดยเฉพาะเต่าชนิดต่างๆ  กำบังคลื่นลมลดการพังทลายชายฝั่ง แหล่งเก็บกักคาร์บอน  ช่วยลดต้นทุนกิจกรรมที่ใช้น้ำทะเลเป็นวัตถุดิบในการประกอบการ เป็นต้น   ส่วนการเข้าใช้ประโยชน์ทางตรงในบริเวณพื้นที่โครงการทั้งเขตชายหาดท้ายเหมืองและป่าชายเลน ปัจจุบันมีศักยภาพการเข้าใช้บริการจากนัดท่องเที่ยวค่อนข้างต่ำทั้งเมื่อ เปรียบเทียบกับพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ของจังหวัด เหตุผลส่วนหนึ่งเนื่องมาจากพื้นที่โครงการเป็นอุทยานและเขตอนุรักษ์ ดังนั้นการปรับปรุงเพื่อดำเนินการรับรองนักท่องเที่ยวจึงมีข้อจำกัด นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเป็นนักท่องเที่ยวที่รักความสงบ มาชมและศึกษาหาความรู้ด้านธรรมชาติ  ปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในโครงการในส่วนของชายหาดท้ายเหมือง (ลป1) เฉลี่ยระหว่างปี 2554-2556 เพียงประมาณปีละ 2,000 คน ในขณะที่อุทยานอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาเฉลี่ยในช่วงปีเดียวกัน ประมาณ 101,073 คน (ลป1 ลป2 และลป4)  สำหรับลักษณะการท่องเที่ยวเชิงนันทนาการในป่าชายเลนเริ่มได้รับการสนับสนุนให้จัดเป็นแบบท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ (ecotourism) แต่ก็ยังมีจำนวนนักท่องเที่ยว ไม่มากนัก  ในขณะที่การใช้ประโยชน์ผลิตภัณฑ์ป่าชายเลนในโครงการก็ติดขัดในด้านพื้นที่อนุรักษ์ เพียงได้รับอนุญาตเพื่อใช้ในครัวเรือนและจะต้องไม่ทำลายระบบนิเวศ  พบว่าประชากร ส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์ในด้านเป็นแหล่งอาหารสำรองของครัวเรือน และมีทำการประมงชายฝั่งเพียงเล็กน้อย

3. ขอบเขตและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์

          3.1) การศึกษามูลค่าครั้งนี้มีขอบเขตเฉพาะในพื้นที่โครงการเท่านั้น โดยจะประเมินให้เห็นถึงภาพรวมของมูลค่าทางเศรษศาสตร์ในการใช้ประโยชน์พื้นที่ปัจจุบัน (baseline value) เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาถึงผลกระทบของมูลค่าของโครงการที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากปีปัจจุบัน (2557) หากมีการกำหนดนโยบายที่เหมาะสมในการอนุรักษ์ต่อไป


           3.2) ประโยชน์ของระบบนิเวศบริการจะถูกประเมินออกมาเป็นตัวเงินต่อหน่วยต่อพื้นที่ โครงการ (บาท/ไร่) และ/หรือ มูลค่ารวมของนิเวศบริการ (บาทต่อปี) ซึ่งประกอบด้วยมูลค่าประโยชน์ทางตรง (direct use value) ประโยชน์ทางอ้อม (indirect use value) และมูลค่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ (non-use value) อย่างไรก็ตามมูลค่าบางอย่างไม่สามารถประเมินได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านข้อมูลที่จะนำมาใช้ประเมินตามหลักเศรษฐศาสตร์  ดังนั้นผลการคำนวนมูลค่าที่รายงานในโครงการถือว่าเป็นมูลค่าอย่างต่ำของโครงการ
          

           3.3) ในการประเมินมูลค่าประโยชน์ทางตรงจะใช้วิธีหลักการตลาด (market approach) และได้ทำการหักต้นทุนดำเนินการเพื่อให้เห็นถึงมูลค่าสุทธิของโครงการ (net value)  บางครั้งอาจตัองใช้ค่าสมมุติเนื่องจากไม่มีข้อมูลเพียงพอ ส่วนมูลค่าประโยชน์ทางอ้อม และมูลค่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จะใช้ข้อมูลสถิติของพื้นที่ร่วมกับมูลค่าต่อหน่วยที่ทำการถ่ายโอนมาจากที่อื่น (benefit transfer approach) ที่มีการศึกษาไว้แล้ว โดยจะเน้นการคัดเลือกคุณภาพของมูลค่าที่จะทำการถ่ายโอนมา อาทิเช่น จากรายงานที่ผ่านการตีพิมพ์ในวารสาร (peer-reviewed articles) หรือจากรายงานของหน่วยงานที่เชื่อถือได้ มีความคล้ายคลึงของระบบนิเวศในพื้นที่โครงการ หลีกเลี่ยงการใช้มูลค่าที่อาจซับซ้อนกัน เช่น มูลค่ารวมของระบบนิเวศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) มักจะเป็นค่ารวมของประโยชน์ทั้งหมดของพื้นที่  ข้อมูลด้านต่างๆ ที่ถูกถ่ายโอนมาจะถูกปรับค่าให้สอดคล้องกับพื้นที่โครงการ เช่น ปรับให้เป็นปีปัจจุบัน 2557 (ปรับค่าเงินเฟ้อ) ปรับค่าแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจ (อัตราแลกเปลี่ยนและอำนาจซื้อที่แตกต่างกัน) นอกจากนี้ยังมีการปรับสัดส่วนมูลค่าที่ถ่ายโอนมาให้สอดคล้องกับพื้นที่เช่น จำนวนขนาดของประชากร และจำนวนพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ในโครงการ เป็นต้น                                                                                                                                                                                       

          3.4) สำหรับฐานข้อมูลมูลค่าทางเศรษฐสาตร์ ที่ใช้ในเบื้องต้นมาจากฐานข้อมูลของ the Economics of Biodiversity and Ecosystems (TEEB) ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลการศึกษามูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของทรัพยากรธรรมชาติ ในภูมิภาคเดียวกัน (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ไว้แล้วไม่ต่ำกว่า 182 รายงานวิจัย สำหรับในประเทศไทย พบว่ามีรายงานการวิจัยด้านมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ไม่ต่ำกว่า 15 รายงาน   ซึ่งหากไม่พอเพียง และไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ผู้วิจัยก็จะค้นหาจากฐานข้อมูลแหล่งอื่นๆ มาประกอบกัน

4. ผลการศึกษามูลค่าทางเศรษฐศาสตร์

         มูลค่าทางเศรษศาสตร์ของพื้นที่โครงการแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ 1) มูลค่าที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ ทางตรง (Direct use value) ซึ่งประกอบด้วย มูลค่าจากการใช้ประโยชน์ ของชุมชน ในด้านเป็นแหล่งอาหารและผลิตภันฑ์ประมง และมูลค่าจากการใช้ประโยชน์ที่เกิดจากการท่องเที่ยวนันทนาการ  2) มูลค่าที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ทางอ้อม (Indirect use value) ประกอบด้วย มูลค่าของการดูดซับคาร์บอน มูลค่าของการป้องกันการชะล้างพังทลายชายฝั่ง รวมถึงกำบังคลื่อนลม  มูลค่าการอนุรักษ์เต่าทะเล และ      3) มูลค่าที่ไม่ได้เกิดจากการใช้ทรัพยากร (Non-use ซึ่งประกอบด้วยมูลค่าการคงอยู่ของสัตว์สำคัญคือเต่าทะเล ซึ่งพบว่าโครงการมี มูลค่าทางเศรฐศาสตร์รวม 683 ล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 41,272.74 บาทต่อไร่ โดยมูลค่าทางอ้อมคิดเป็นถึงร้อยละ 88 ของมูลค่ารวมทั้งหมด

    

การจัดการและการคุกคาม  
 

การคุกคามที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่

        จากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องและการประกอบอาชีพของชาวประมง ทำให้เกิดการคุกคามสัตว์ทะเลหายาก เช่น เต่าทะเล (เต่าตนุและเต่ามะเฟือง) เดิมหาดท้ายเหมืองมีเต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่ทุกปี ระยะเวลาที่ผ่านมาพบเห็นเต่าทะเลน้อยลง เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ทำให้ปริมาณเต่ามะเฟือง รวมถึง เต่าชนิดอื่นๆ ได้ลดจำนวนลงอย่างมาก เนื่องจากถูกจับ ติดอวน ถูกฆ่า รวมถึงตายเพราะเต่าไปกินขยะประเภทพลาสติก โดยเฉพาะถุงพลาสติกที่ถูกทิ้งลงทะเลทั้งจากนักท่องเที่ยวและชาวประมง ซึ่งเต่าที่ตาย เมื่อผ่าท้องออกมาพบซากถุงพลาสติกอุดตันจำนวนมาก ส่งผลให้เต่าที่ตายเพราะถุงพลาสติกนั้นมีจำนวนมากพอๆ กับการติดอวน  

          จากการสำรวจ พบว่า ครัวเรือนในพื้นที่ชุ่มน้ำใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะปลูกเป็นส่วนใหญ่ และร้อยละ 71.43 เห็นว่า ปัจจุบันพื้นที่ชุ่มน้ำมีความเสื่อมโทรม ระดับปานกลาง สาเหตุส่วนใหญ่เนื่องมาจากการบุกรุกพื้นที่ทำกิน และการตัดต้นไม้  นอกจากนั้นยังปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำ การกัดเซาะชายฝั่ง และคุณภาพดิน ไม่ดี ตามลำดับ

          ลักษณะการคุกคามทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ชุ่มน้ำ

          พื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมือง มีการบุกรุกหรือคุกคามพื้นที่เพื่อทำกินและหาผลประโยชน์ในพื้นที่มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและที่อยู่อาศัย ของสัตว์หายาก เช่น เต่าทะเล ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้จัดเป็นแหล่งเต่าทะเลที่สำคัญ ปัจจุบันจำนวนเต่าทะเลลดลงน้อย ทำให้เกิดความร่วมมือในการจัดกิจกรรม การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งเต่าทะเล  การคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุ่มน้ำ ได้แก่ การใช้ปุ๋ยเคมี ในการเพาะปลูกหรือสารเคมีปราบศัตรูพืช  มีวัชพืชในแหล่งน้ำมากขึ้น  ตะกอนจากการทิ้งของเสีย/ขยะลงแหล่งน้ำ และการบุกรุกที่ดิน

   ผลกระจากภัยคุกคาม

        พื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมือง ได้รับผลกระทบจากการคุกคามจากภายในและภายนอกพื้นที่ ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติจึงเสื่อมโทรมลง ส่งผลทำให้ผลผลิต จากการทำการเกษตรได้รับน้อยลงกว่าเดิม มีการปรับเปลี่ยนระยะเวลาในการเพาะปลูก การปรับเปลี่ยนอาชีพ/ แนวทางสร้างรายได้ของเกษตรกร หันไปประกอบอาชีพรับจ้าง ตามลำดับ

 

 

 

รายละเอียดเพิ่มเติม>>>