หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี

 

แม่น้ำยวม


ที่ตั้ง : แม่น้ำยวมจะไหลผ่านอำเภอแม่สะเรียง อำเภอแม่ลาน้อย อำเภอขุนยวม และอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน 
ความยาวลำน้ำประมาณ 180 กิโลเมตร
พิกัดภูมิศาสตร์ระหว่าง 366740-401037 N และ 1966904-2084864 E

แผนที่
 
 
อ้างอิง
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย ปีงบประมาณ 2558 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

           เป็นตัวแทนพื้นที่ศึกษาในลุ่มน้ำสาละวิน โดยแม่น้ำยวมจะไหลผ่านอำเภอแม่สะเรียง อำเภอแม่ลาน้อย อำเภอขุนยวม และอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน  เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทแม่น้ำโดยแม่น้ำสาละวินอยู่บริเวณตอนกลาง ฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำสาละวิน แม่น้ำยวมมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาดอยประตูเวียง และดอยน้ำพอง ในเขตอำเภอขุนยวม แม่น้ำมีทิศทางไหลจากเหนือลงใต้ แม่น้ำยวม ไหลผ่านอำเภอขุนยวม แม่ลาน้อย และแม่สะเรียง เมื่อบรรจบกับน้ำแม่เงา ที่บ้านสบเงา แล้วมีทิศทางไหลไปทางตะวันตกลงสู่แม่น้ำเมย เหนือน้ำของจุดบรรจบแม่น้ำเมย และแม่น้ำสาละวิน เล็กน้อย

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

ทรัพยากรป่าไม้
           สังคมพืชที่พบในพื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำยวม ประกอบด้วยป่า 3 ประเภท ได้แก่ ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าเต็ง (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, 2548) ทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติของประเทศไทย มีข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำนี้ แต่ก็ไม่ได้ระบุว่าในพื้นที่ชุ่มน้ำนี้มีพรรณไม้ชนิดอะไรบ้าง (สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม, 2542) แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาพรรณไม้ป่าเชิงปริมาณ ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่อยู่ในลุ่มน้ำสาละวินเช่นกัน ที่ศึกษาโดยสุนทรและคณะ (2547) พบว่า มีไม้ต้น 207 ชนิด 177 สกุล 17 วงศ์ จากการประเมินของผู้วิจัย คาดว่าในพื้นที่ชุ่มน้ำนี้น่าจะมีพรรณไม้อย่างน้อย 250 ชนิด เป็นพืชต่างถิ่นที่รุกราน อย่างน้อย 10 ชนิด และมีพรรณไม้หายากอย่างน้อย 1 ชนิด คือ พู่ไฟ Woodfordia fruticosa (L.) Kurz ซึ่งในประเทศไทยพบที่สบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และภูลังกา จังหวัดบึงกาฬ (De Wilde et al., 2014)

           สถานภาพการอนุรักษ์ชนิดพรรณไม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำ พบว่า มีชนิดพรรณไม้ที่ถูกคุกคาม (threatened species) 2 ชนิด เป็นชนิดพรรณไม้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีบัญชี The IUCN Red List of Threatened Species (IUCN 2015) 2 ชนิด โดยเป็นชนิดที่ที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (EN) ทั้ง 2 ชนิด ได้แก่ มะค่าโมง Afzelia xylocarpa (Kurz) Craib และสัก Tectona grandis Linn. f. อย่างไรก็ตามไม่มีชนิดพรรณไม้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี Thailand Red Data (Santisuk, 2006) แต่อย่างใด

ทรัพยากรสัตว์ป่า
           สถานภาพการอนุรักษ์สัตว์ป่าในพื้นที่ชุ่มน้ำ พบว่า มีสัตว์ป่าที่ถูกคุกคาม (threatened species) 2 ชนิด โดยเป็นสัตว์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี Thailand Red Data (Nabhitabhata & Chan-ard, 2005) 1 ชนิด คือ เต่าเหลือง (Indotestudo elongata)

           สัตว์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีบัญชี The IUCN Red List of Threatened Species (IUCN, 2015) 2 ชนิด โดยเป็นสัตว์ที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (EN) 1 ชนิด คือ เต่าเหลือง (Indotestudo elongata) และเป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) 1 ชนิด คือ งูจงอาง (Ophiophagus hannah)

ทรัพยากรปลา
           จากการตรวจสอบสถานภาพของปลาที่พบในการศึกษาพบปลาที่ติดสถานภาพของ IUCN Red List of Threatened Species (2006) และสถานภาพของ Thailand Red Data: Fishes (Vidthayanon, 2005) จำนวน 8 ชนิด โดยเป็นชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ (EN-Endangered species) จำนวน 1 ชนิด ได้แก่ ปลาค้างคาวน้ำยวม Oreoglanis heteropogon Vidthayanon, Saenjundaeng & Ng, 2009 และชนิดที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ 6 ชนิด (VU-Vulnerable species) ได้แก่ ปลาหว้า Bangana behri (Fowler, 1937), ปลาหม่น Bangana devdevi, ปลาซิวใบไผ่แม่แตง Devario maetaengensis (Fang, 1997), ปลาบ้า Leptobarbus hoeveni (Bleeker, 1851), ปลาหมูฮ่องเต้ Botia rostrata Günther, 1868 และปลาดุกด้าน Clarias batrachus (Linnaeus, 1758) ชนิดที่ถูกคุกคามในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ (NT-Near Threatened) จำนวน 1 ชนิด ได้แก่ ปลาช่อนงูเห่า Channa marulius (Hamilton, 1822)

           ชนิดพันธุ์ประจําถิ่น (Endemic species) พบปลาที่เป็นปลาเฉพาะถิ่นของประเทศไทย 1 ชนิด ได้แก่ ปลาค้างคาวน้ำยวม Oreoglanis heteropogon Vidthayanon, Saenjundaeng & Ng, 2009 ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ประจําถิ่นในพื้นที่ลุ่มน้ำยวม (Vidthayanon et. al., 2009) นอกจากนี้พบปลาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานแล้ว จำนวน 4 ชนิด คือ ปลากดเกราะ Hypostomus plecostomus (Linnaeus, 1758), ปลาดุกรัสเซีย Clarias gariepinus (Burchell, 1822), ปลาหมอเทศ Oreochromis mossambicus (Peters, 1852) และปลานิล Oreochromis niloticus (Linnaeus, 1758) และปลาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีแนวโน้มรุกราน จำนวน 1 ชนิด คือ ปลากดเกราะ Pterygoplichthys ambrosettii (Holmberg, 1893)

ความหลากหลายของสัตว์หน้าดิน
           จากการสำรวจเก็บตัวอย่างสัตว์หน้าดินในพื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำยวม เดือนกรกฎาคม 2558 จำนวน 3 จุด พบสัตว์หน้าดินทั้งสิ้น 6 ชนิด จาก 2 ไฟลัม 3 ชั้น 3 อันดับ 4 วงศ์ มีปริมาณความชุกชุมของสัตว์หน้าดิน 538 ตัวต่อตารางเมตร

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

ความสัมพันธ์ของชุมชนกับพื้นที่ชุ่มน้ำ
           จากการศึกษาเชิงลึกโดยการพบปะพูดคุย และการสอบถาม พบว่า ชุมชนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบเกี่ยวกับ การขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ ปัจจุบันใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อการดำรงชีวิต เพื่อการท่องเที่ยว/นันทนาการ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์/วัฒนธรรม/ประเพณีท้องถิ่น เพื่อการศึกษา/การเรียนรู้ และด้านเศรษฐกิจ โดยส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์เป็นแหล่งจับปลาและสัตว์น้ำของชุมและมีรายได้จากการจับปลา ประมง และเกษตรกรรม จากการประเมินสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำสาระวิน ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบมีความรุนแรงระดับต่ำ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจของการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชุ่มน้ำ เท่ากับ 247.7 ล้านบาท

การใช้ประโยชน์
           คุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ การประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ ของการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อประกอบการพิจารณาจัดระดับความสำคัญตามดัชนีชี้วัดด้านเศรษฐกิจของพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยในการศึกษาวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์การตีมูลค่าประโยชน์ด้านต่างๆ ใช้หลักการตีค่า (valuation technique) ในการศึกษานี้จะเน้นใช้หลักการตีมูลค่าโดยใช้ราคาตลาด (market oriented approach) หรือการใช้ราคาตลาดเพื่อตีค่าประโยชน์ กล่าวคือราคาในตลาดแข่งขันจะเป็นราคาที่แท้จริงที่สะท้อนถึงความหายากของทรัพยากรทำการศึกษาพื้นที่ชุ่มน้ำผลการศึกษาพบว่า
           1) รายได้เฉลี่ยจากพื้นที่ชุ่มน้ำ จากการใช้ทรัพยากรในด้านต่างๆ ได้จากการศึกษาด้วยแบบสอบถามผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียในพื้นที่ชุ่มน้ำที่ ซึ่งขึ้นอยู่กับทรัพยากรต่างๆ ที่ชุมชนใช้ประโยชน์ มูลค่าการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำยวมจากการใช้ประโยชน์ของครัวเรือนเฉลี่ย ครัวเรือนละ 89,630 บาท/ปี
           2) จำนวนครัวเรือนที่ได้ประโยชน์จากพื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำยวมโดยขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร และการใช้ประโยชน์ของแต่ละพื้นที่ จากการศึกษาพบครัวเรือนร้อยละ 6.80 ที่ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากพื้นที่ชุ่มน้ำ
           3) มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ประโยชน์ทั้งหมดของพื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำยวม คิดเป็น 247.7 ล้านบาท

การจัดการและการคุกคาม  
 

           ปัญหาและการคุกคามหลักบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำยวม คือ การบุกรุกทำการเกษตรบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ โดยเฉพาะบริเวณตอนกลางของแม่น้ำซึ่งเป็นที่ราบ (ภาพที่) นอกจากนี้ ยังพบว่า มีการคุกคามของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน โดยเฉพาะพรรณไม้หลายชนิด รวมทั้งการทิ้งขยะบริเวณริมตลิ่ง