หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ

 

เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์


ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ในอำเภอชัยบาดาล อำเภอท่าหลวง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี
เนื้อที่ผิวน้ำคำนวณจากระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เนื้อที่ 100,078 ไร่
พิกัดภูมิศาสตร์ระหว่าง 544275-547698 N และ 1716060-1721842 E

แผนที่
 
 
อ้างอิง
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย ปีงบประมาณ 2558 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

           เป็นตัวแทนพื้นที่ศึกษาในลุ่มน้ำป่าสัก ซึ่งพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำประเภท อ่างเก็บน้ำกึ่งธรรมชาติ เนื่องด้วยการก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2532 ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ และเริ่มกักเก็บน้ำตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2541 เป็นต้นมา ทำให้สภาพพื้นที่ของโครงการเปลี่ยนแปลงไปเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มีความเหมาะสมที่จะเป็น แหล่งที่อยู่อาศัย ทำรัง วางไข่ของสัตว์ป่าจำพวกนก ทั้งที่เป็นนกประจำถิ่นและอพยพมาจากที่อื่น ประกอบกับมติที่ประชุม คณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครั้งที่ 1/2539 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2539 เห็นชอบให้กำหนดพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำและพื้นที่โดยรอบเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ทั้งหมดเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 114,119 ไร่ หรือประมาณ 182.59 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำและ ถนนรอบเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ทั้งหมด ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 104,728 ไร่ อยู่ในท้องที่อำเภอชัยบาดาล อำเภอท่าหลวง และอำเภอพัฒนานิคม และจังหวัดสระบุรี เนื้อที่ 9,391 ไร่ อยู่ในท้องที่อำเภอวังม่วง

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

ทรัพยากรป่าไม้
           สังคมพืชที่พบรอบพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นป่าเบญจพรรณ จากการสำรวจเบื้องต้นพื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำพบพรรณไม้หลายชนิด แต่ไม่ได้ระบุจำนวนชนิด (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, 2550)  สิทธิชัย (2548) ได้ศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการคุณภาพน้ำบริเวณลุ่มน้ำป่าสัก รายงานว่า ในพื้นที่นี้มีไม้ใหญ่ (tree) 61 ชนิด ลูกไม้ 26 ชนิด และกล้าไม้ 28 ชนิด แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาพรรณไม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำหนองสมอใส อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง พบพรรณไม้ 156 ชนิด 109 สกุล 47 วงศ์ และพบชนิดพรรณไม้หายาก 1 ชนิด คือ กะเม็งเทียม Heliotropium bracteatum R. Br. (Santisuk, 2004: สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2555) จากการประเมินของผู้วิจัย คาดว่าในพื้นที่ชุ่มน้ำนี้น่าจะมีพรรณไม้อย่างน้อย 150 ชนิด เป็นพืชต่างถิ่นที่รุกรานอย่างน้อย 10 ชนิด

           สถานภาพการอนุรักษ์ชนิดพรรณไม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำ ไม่พบว่ามีชนิดพรรณไม้ที่ถูกคุกคาม (threatened species) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีบัญชี The IUCN Red List of Threatened Species (IUCN, 2015) และไม่มีพรรณไม้ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี Thailand Red Data (Santisuk, 2006) แต่อย่างใด

ทรัพยากรสัตว์ป่า
           สถานภาพการอนุรักษ์สัตว์ป่าในพื้นที่ชุ่มน้ำ พบว่า มีสัตว์ป่าที่ถูกคุกคาม (threatened species) ทั้งสิ้น 3 ชนิด เป็นสัตว์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี Thailand Red Data (Nabhitabhata& Chan-ard, 2005) จำนวน 2 ชนิด โดยเป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) 2 ชนิด คือ เต่าหับ (Cuora amboinensis) และเต่านา (Malayemys macrocephala)

           เป็นสัตว์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี The IUCN Red List of Threatened Species(IUCN, 2015) 3 ชนิด โดยเป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) 3 ชนิด ได้แก่ งูจงอาง (Ophiophagus hannah) เต่าหับ (Cuora amboinensis) และเต่านา (Malayemys macrocephala)

ทรัพยากรปลา
           จากการสำรวจสถานภาพทรัพยากรปลาในพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จำนวน 3 จุด พบปลาทั้งสิ้น 183 ชนิด จาก 37 วงศ์ สถานภาพของปลาในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จากการตรวจสอบสถานภาพของปลาที่พบในการศึกษาพบปลาที่ติดสถานภาพของ IUCN Red List of Threatened Species (2006) และสถานภาพของ Thailand Red Data: Fishes (Vidthayanon, 2005) จำนวน 17 ชนิด โดยเป็นชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (CR-Critically endangered species) จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ปลากระโห้ Catlocarpio siamensis Boulenger, 1898, ปลาทรงเครื่อง Epalzeorhynchos bicolor (Smith, 1931) และปลาบึก Pangasianodon gigas Chevey, 1931 ชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ (EN-Endangered species) จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ปลาท้องพรุ Laubuca caeruleostigmata (Smith, 1931), ปลาปีกไก่หนวดยาว Kryptopterus limpok (Bleeker, 1852) และปลาสวาย Pangasianodon hypophthalmus (Sauvage, 1878) ชนิดที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU-Vulnerable species)  จำนวน 10 ชนิด ได้แก่ ปลานวลจันทร์น้ำจืด Cirrhinus microlepis Sauvage, 1878, ปลาบ้า Leptobarbus hoeveni (Bleeker, 1851), ปลาสร้อยน้ำผึ้งแม่โขง Gyrinocheilus pennocki (Fowler, 1937), ปลาก้างพระร่วง Kryptopterus bicirrhis (Valenciennes, 1840), ปลาเค้าดำ Wallago leerii Bleeker, 1851, ปลาดุกด้าน Clarias batrachus (Linnaeus, 1758), ปลาดุกอุย Clarias macrocephalus Günther, 1864, ปลาแขยงขีด Pseudomystus stenomus (Valenciennes, 1840), ปลาบู่สมิธ Phenacostethus smithi Myers, 1928 และปลาเสือตอลายเล็ก Datnioides undecimradiatus (Roberts & Kottelat, 1994) ชนิดที่ถูกคุกคามในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ (NT-Near Threatened) จำนวน 1 ชนิด ได้แก่ ปลาเทโพ Pangasius larnaudii Bocourt, 1866

ชนิดพันธุ?ประจําถิ่น (Endemic species) พบปลาที่เป็นปลาเฉพาะถิ่นของประเทศไทย 2 ชนิด ได?แก? ปลาค้อหัวสั้น Schistura breviceps (Smith, 1945) และปลาบู่สมิธ Phenacostethus smithi Myers, 1928 นอกจากนี้พบปลาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานแล้ว 3 ชนิด คือ ปลากดเกราะ Hypostomus plecostomus (Linnaeus, 1758), ปลาหมอเทศ Oreochromis mossambicus (Peters, 1852) และปลานิล Oreochromis niloticus (Linnaeus, 1758) และปลาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีแนวโน้มรุกราน จำนวน 1 ชนิดคือ ปลากดเกราะ Pterygoplichthys ambrosettii (Holmberg, 1893)

ความหลากหลายของสัตว์หน้าดิน
           จากการสำรวจและเก็บตัวอย่างสัตว์หน้าดินในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เดือนกรกฏาคม 2558 จำนวน 3 จุด พบสัตว์หน้าดินทั้งสิ้น 8 ชนิด จาก 1 ไฟลัม 2 ชั้น 4 อันดับ 5 วงศ์ มีปริมาณความชุกชุมของสัตว์หน้าดิน 775 ตัวต่อตารางเมตร

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

ความสัมพันธ์ของชุมชนกับพื้นที่ชุ่มน้ำ
           จากการศึกษาโดยการสอบถาม พบว่า ชุมชนร้อยละ 50 ไม่ทราบเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ และร้อยละ 50 ทราบเรื่องแนวเขตพื้นที่ ปัจจุบันประชาชนบริเวณโดยรอบใช้ประโยชน์พื้นที่อ่างเก็บน้ำ เพื่อการดำรงชีวิต ร้อยละ 39.14 รองลงมา มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์/วัฒนธรรม/ประเพณีท้องถิ่น เพื่อการท่องเที่ยว/นันทนาการ เพื่อการศึกษา/การเรียนรู้ และด้านเศรษฐกิจ โดยส่วนใหญ่การใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นแหล่งจับปลาและสัตว์น้ำของชุมชน แหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค และบริโภค และแหล่งน้ำเพื่อการชลประทาน โดยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจของการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำเท่ากับ 145.3 ล้านบาท จำแนกกิจกรรมที่ใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

การใช้ประโยชน์
          การประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจของการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อประกอบการพิจารณาจัดระดับความสำคัญตามดัชนีชี้วัดด้านเศรษฐกิจของพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยในการศึกษาวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์การตีมูลค่าประโยชน์ด้านต่างๆ ใช้หลักการตีค่า (valuation technique) ในการศึกษานี้จะเน้นใช้หลักการตีมูลค่าโดยใช้ราคาตลาด (market oriented approach) หรือการใช้ราคาตลาดเพื่อตีค่าประโยชน์ กล่าวคือราคาในตลาดแข่งขันจะเป็นราคาที่แท้จริงที่สะท้อนถึงความหายากของทรัพยากรทำการศึกษาพื้นที่ชุ่มน้ำผลการศึกษาพบว่า
          1) รายได้เฉลี่ยจากพื้นที่ชุ่มน้ำ จากการใช้ทรัพยากรในด้านต่างๆ ได้จากการศึกษาด้วยแบบสอบถามผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียในพื้นที่ชุ่มน้ำที่ ซึ่งขึ้นอยู่กับทรัพยากรต่างๆ ที่ชุมชนใช้ประโยชน์ มูลค่าการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ชุ่มน้ำ เขตห้ามล่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จากการใช้ประโยชน์ของครัวเรือนเฉลี่ยครัวเรือนละ 54,000 บาท/ปี
          2) จำนวนครัวเรือนที่ได้ประโยชน์จากพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โดยขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร และการใช้ประโยชน์ของแต่ละพื้นที่ จากการศึกษาพบครัวเรือนร้อยละ 8.70 ที่ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากพื้นที่ชุ่มน้ำ
          3) มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ประโยชน์ทั้งหมดของพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ คิดเป็น 145.3 ล้านบาท

การจัดการและการคุกคาม  
 

           ปัญหาและการคุกคามพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ในช่วงเวลาที่สำรวจในเดือนกรกฎาคม 2558 คือ ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งส่งผลให้ระดับในน้ำในอ่างเก็บน้ำต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี โดยมีระดับน้ำ 35 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนการคุกคามอื่นๆ ที่พบ ได้แก่ การสูบน้ำไปใช้เพื่อการเกษตรและการทำประมงจนเกินขีดจำกัดในช่วงฤดูแล้งที่ระดับน้ำเหลืออยู่เฉพาะบริเวณลำน้ำ ส่วนการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานยังมีอยู่น้อย