หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ

 

เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวงและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบ


ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ในจังหวัดพัทลุง และจังหวัดสงขลา
เนื้อที่คำนวณจากระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เนื้อที่ 590,785 ไร่
พิกัดภูมิศาสตร์ระหว่าง 633736–655348N และ 803640 - 860428E

แผนที่
 
 
อ้างอิง
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย ปีงบประมาณ 2558 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

           เป็นตัวแทนพื้นที่ศึกษาในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทหนองน้ำในทะเลสาบน้ำกร่อย โดยเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวงและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบจะมีพื้นที่ต่อเนื่องกัน โดยเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวง ได้จัดตั้งเป็นเขต ห้ามล่าสัตว์ป่า ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2540 มีพื้นที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 600 ตารางกิโลเมตร หรือ 375,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จังหวัดพัทลุง และจังหวัดสงขลา ภูมิประเทศของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวง ส่วนใหญ่เป็นพื้นน้ำ (ร้อยละ 90) และพื้นดินและเกาะกลางทะเล (ร้อยละ 10) มีเกาะน้อยใหญ่ทั้งหมด 12 เกาะ เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือ เกาะสี่เกาะห้า ซึ่งมีลักษณะเป็นเขาหินปูนที่สูงชัน และเป็นบริเวณที่ได้รับสัมปทานรังนกอีแอ่น ระดับความลึกเฉลี่ยของน้ำประมาณ 1-2 เมตร ค่าความลึกสูงสุดประมาณ 5 เมตร ลักษณะตอนกลางของพื้นที่ เป็นที่ลุ่มต่ำคล้ายท้องกรทะ ระบบนิเวศมีทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย แหล่งต้นน้ำ มาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาบรรทัด และอุทยานแห่งชาติ เขาปู่ เขาย่า ส่วนเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบ ได้รับการประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบสงขลา เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2519 มีพื้นที่ 227,916 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสงขลา และพัทลุง

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

ทรัพยากรป่าไม้
           สังคมพืชที่พบในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเป็นป่าพรุและป่าชายเลน พรรณไม้ที่พบ เช่น โกงกาง ตะบูน โพทะเล ลำพู ฝาด จาก หญ้าราโพ หญ้าทะเล สาหร่ายทะเล (ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า, 2542) นอกจากนี้ สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (2542) ที่ทำทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติของประเทศไทย รายงานว่า พบโพทะเล ฝาด ตะบูน จาก สาหร่ายสายหนาม สาหร่ายสายเหม็น สาหร่ายไฟ จากรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2552) พบพรรณไม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำพรุควนขี้เสียนและพรุควนเคร็ง พรุคูขุด-เชิงแส และพรุรอบทะเลน้อย พบพรรณไม้ 250 ชนิด 177 ชนิด และ 178 ชนิด ตามลำดับ ซึ่งพื้นที่ชุ่มน้ำทั้ง 3 แห่ง พบ เที๊ยะ Alstonia spathulata  Blume จากการประเมินของผู้วิจัยคาดว่าในพื้นที่ชุ่มน้ำนี้น่าจะมีพรรณไม้อย่างน้อย 250 ชนิด เป็นพืชต่างถิ่นที่รุกรานอย่างน้อย 10 ชนิดและมีพรรณไม้หายากอย่างน้อย 1 ชนิด คือ เที๊ยะ Alstonia spathulata  Blume

           สถานภาพการอนุรักษ์ชนิดพรรณไม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำ ไม่พบว่า มีชนิดพรรณไม้ที่ถูกคุกคาม (threatened species) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี The IUCN Red List of Threatened Species (IUCN, 2015) และได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี Thailand Red Data (Santisuk, 2006) แต่อย่างใด

ทรัพยากรสัตว์ป่า
           สถานภาพการอนุรักษ์สัตว์ป่าในพื้นที่ชุ่มน้ำ พบว่า มีสัตว์ป่าที่ถูกคุกคาม (threatened species) ทั้งสิ้น 4 ชนิด เป็นสัตว์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี Thailand Red Data (Nabhitabhata & Chan-ard, 2005; Sanguansombat, 2005) จำนวน 4 ชนิด โดยเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (CR) 2 ชนิด ได้แก่ โลมาอิรวดี (Orcaella brevirostris) และนกตะกรุม (Leptoptilos javanicus) เป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ (EN) 1 ชนิด คือ นกระทุง (Pelecanus philippensis) และเป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) 1 ชนิด คือ นกกาบบัว  (Mycteria leucocephala)

           เป็นสัตว์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี The IUCN Red List of Threatened Species (IUCN, 2015) 2 ชนิด ทั้งหมดเป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) ได้แก่ โลมาอิรวดี (Orcaella brevirostris) และนกตะกรุม (Leptoptilos javanicus)

ทรัพยากรปลา
           จากการสำรวจสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวงและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบจำนวน 3 จุด พบปลาทั้งสิ้น 203 ชนิด จาก 48 วงศ์ สถานภาพของปลาในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวงและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบจากการตรวจสอบสถานภาพของปลาที่พบในการศึกษาพบปลาที่ติดสถานภาพของ IUCN Red List of Threatened Species (2006) และสถานภาพของ Thailand Red Data: Fishes (Vidthayanon, 2005) จำนวน 21 ชนิด โดยเป็นชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (CR-Critically endangered species) จำนวน 1 ชนิด ได้แก่ ปลาบึก Pangasianodon gigas Chevey, 1931 ชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ (EN-Endangered species) จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ปลาตะลุมพุก Tenualosa toli (Valenciennes, 1847) และปลาสวาย Pangasianodon hypophthalmus (Sauvage, 1878) ชนิดที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU-Vulnerable species)  จำนวน 15 ชนิด ได้แก่ ปลากระเบนบัว Himantura bleekeri (Blyth, 1860), ปลาหางไก่จุดทอง Coilia dussumieri Valenciennes, 1848, ปลาซิวหนู Boraras micros  Kottelat & Vidthayanon, 1993, ปลากระทิ Cyclocheilichthys heteronema (Bleeker, 1853), ปลาท้องพลุ Laubuca laubuca (Hamilton, 1822), ปลาซิวข้างขวาน Trigonostigma heteromorpha (Duncker, 1904), ปลาค้อเกาะช้าง Schistura kohchangensis (Smith, 1933),ปลาก้างพระร่วง Kryptopterus bicirrhis (Valenciennes, 1840, ปลาดุกด้าน Clarias batrachus (Linnaeus, 1758), ปลาดุกอุย Clarias macrocephalus Günther, 1864, ปลาดุกลำพัน Clarias nieuhofii Valenciennes, 1840, ปลากดหัวกบ Batrachocephalus mino  (Hamilton, 1822), ปลากดหัวลิง Ketengus typus Bleeker, 1847, ปลาแขยงขีด Pseudomystus stenomus (Valenciennes, 1840), ปลาบู่ใส Neostethus bicornis Regan, 1916 และปลากระทิงไฟ Mastacembelus erythrotaenia Bleeker, 1850 ชนิดที่ถูกคุกคามในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ (NT-Near Threatened) จำนวน 3 ชนิด ได้แก่  ปลาแกง Cirrhinus molitorella (Valenciennes, 1844) และปลากะรังปากแม่น้ำ Epinephelus coioides (Hamilton, 1822)   

           นอกจากนี้พบปลาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานแล้ว 3 ชนิด คือ ปลากดเกราะ Hypostomus plecostomus (Linnaeus, 1758), ปลาหมอเทศ Oreochromis mossambicus (Peters, 1852) และปลานิล Oreochromis niloticus (Linnaeus, 1758)

ความหลากหลายของสัตว์หน้าดิน
           จากการสำรวจและเก็บตัวอย่างสัตว์หน้าดินในพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวงและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบ เดือนสิงหาคม 2558 จำนวน 10 จุด พบสัตว์หน้าดินทั้งสิ้น 30 ชนิด จาก 4 ไฟลัม 6 ชั้น 18 อันดับ 26 วงศ์ มีปริมาณความชุกชุมของสัตว์หน้าดิน 1,517 ตัวต่อตารางเมตร พบชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานแล้ว 1 ชนิด ได้แก่Pomacea sp. (หอยเชอรี่)

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

ความสัมพันธ์ของชุมชนกับพื้นที่ชุ่มน้ำ
           พื้นที่ชุ่มน้ำมีความสัมพันธ์กับชุมชน พบว่า มีการใช้ประโยชน์พื้นที่เพื่อการดำรงชีวิตด้านการประมง ซึ่งมีการทำประมงมากเกินไปส่งผลเสียทำให้ทรัพยากรประมงเสื่อมโทรม และได้ประโยชน์จากการใช้พื้นที่ด้านการท่องเที่ยว โดยมีรายได้จากการบริการรับจ้างนำเที่ยวทางเรือ ปัจจุบัน เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวงได้จัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เนื่องจากเป็นแหล่งปลาโลมา จึงได้มีการอนุรักษ์ปลาโลมาบริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวง เช่น มีการจัดทำแนวเขตพื้นที่คุ้มครองพิเศษ เพื่อคุ้มครองและให้เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงปลาโลมาอิรวดี มีกิจกรรมการจัดทำซั้งบ้านปลาเพื่อเป็นแหล่งขยายพันธุ์สัตว์น้ำและให้เป็นที่อยู่อาศัย แหล่งอาหารของโลมาอิรวดี กิจกรรมการอบรมชุดเฝ้าระวังโลมาอิรวดี และกิจกรรมฝึกอบรมสร้างจิตสำนึกให้ความรู้และการอนุรักษ์โลมาอิรวดี (ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน July 02, 2015)

           จากการศึกษาโดยการใช้แบบสอบถาม พบว่า ชุมชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 58.5) ไม่ ทราบเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ และเห็นว่ามีแนวเขตไม่ชัดเจน ปัจจุบันมีครัวเรือนที่ใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำ ร้อยละ 75 โดยใช้เพื่อการดำรงชีวิต ร้อยละ 40.95  รองลงมา ด้านเศรษฐกิจเป็นแหล่งรายได้ของชุมชน ด้านการท่องเที่ยว/นันทนาการ เป็นแหล่งที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์/วัฒนธรรม/ประเพณีท้องถิ่นและ เพื่อการศึกษา/การเรียนรู้ โดยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจของการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำเท่ากับ 218.6 ล้านบาท

การใช้ประโยชน์
          การประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจของการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อประกอบการพิจารณาจัดระดับความสำคัญตามดัชนีชี้วัดด้านเศรษฐกิจของพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยในการศึกษาวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์การตีมูลค่าประโยชน์ด้านต่างๆ ใช้หลักการตีค่า (valuation technique) ในการศึกษานี้จะเน้นใช้หลักการตีมูลค่าโดยใช้ราคาตลาด (market oriented approach) หรือการใช้ราคาตลาดเพื่อตีค่าประโยชน์ กล่าวคือราคาในตลาดแข่งขันจะเป็นราคาที่แท้จริงที่สะท้อนถึงความหายากของทรัพยากรทำการศึกษาพื้นที่ชุ่มน้ำผลการศึกษาพบว่า
           1) รายได้เฉลี่ยจากพื้นที่ชุ่มน้ำ จากการใช้ทรัพยากรในด้านต่างๆ ได้จากการศึกษาด้วยแบบสอบถามผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียในพื้นที่ชุ่มน้ำที่ ซึ่งขึ้นอยู่กับทรัพยากรต่างๆ ที่ชุมชนใช้ประโยชน์ มูลค่าการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวงและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบ จากการใช้ประโยชน์ของครัวเรือนเฉลี่ยครัวเรือนละ 72,000 บาท/ปี
           2) จำนวนครัวเรือนที่ได้ประโยชน์จากพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวงและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบ โดยขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรและการใช้ประโยชน์ของแต่ละพื้นที่ จากการศึกษาพบครัวเรือนร้อยละ 5.70 ที่ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากพื้นที่ชุ่มน้ำ
           3) มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ประโยชน์ทั้งหมดของพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวงและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบ คิดเป็น 218.5 ล้านบาท

การจัดการและการคุกคาม  
 

           ปัญหาและการคุกคามพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวงและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบสงขลาในช่วงเวลาที่สำรวจในเดือนกรกฎาคม 2558 คือ การคุกคามของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน การทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูล การขุดลอกพื้นที่ชุ่มน้ำที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และกรอบแนวทางในการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำรวมทั้งการก่อสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ บริเวณริมทะเลสาบ