หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี

 

เขื่อนบางลาง


ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ในอำเภอบันนังสตา อำเภอธารโต อำเภอเบตง จังหวัดยะลา
เนื้อที่คำนวณจากระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เนื้อที่ 34,336 ไร่
พิกัดภูมิศาสตร์ระหว่าง 752144–764618N และ 680943–664421E

แผนที่
 
 
อ้างอิง
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย ปีงบประมาณ 2558 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

           เป็นตัวแทนพื้นที่ศึกษาในลุ่มน้ำปัตตานี เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทอ่างเก็บน้ำ เขื่อนบางลาง มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอบันนังสตา อำเภอธารโต อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นอุทยานแห่งชาติ 1 ใน 5 ของโครงการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติเพื่อการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ วันที่ 5 ธันวาคม 2530 ประกอบด้วยบริเวณพื้นที่ป่าเหนือเขื่อนบางลาง บริเวณป่ารอบๆ อ่างเก็บน้ำที่สมบูรณ์ ทะเลสาบ เกาะ ตลอดจนจุดเด่นทางธรรมชาติทิวทัศน์ที่สวยงาม รวมเนื้อที่ประมาณ 163,125 ไร่ หรือ 261 ตารางกิโลเมตร สภาพพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติบางลางเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน สลับกับเนินเขาและพื้นที่ราบบางตอน พื้นที่ลาดเทจากด้านทิศใต้ลงสู่ทิศเหนือ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 600 เมตร ประกอบด้วยเขาฮาลา เขาลาซะ เขาบูโละ และเขาฮันกุล ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนดินเหนียวมีดินลูกรังเป็นบางส่วน เป็นต้นกำเนิดของแหล่งน้ำหลายสายไหลมาบรรจบเป็นแม่น้ำปัตตานี และแม่น้ำสายบุรี ประกอบด้วยคลองและลำห้วยหลายสาย อาทิเช่น คลองชาลี คลองนีโล คลองกาวะ คลองกือนือฮง คลองโต๊ะโมะ คลองฮาลา คลองกาบู และคลองฮาลาซะห์

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

ทรัพยากรป่าไม้
           สังคมพืชในอุทยานแห่งชาติบางลางทั้งหมดเป็นป่าดิบชื้น จากการตรวจเอกสารอ้างอิง ไม่พบการสำรวจความหลากหลายของพรรณไม้ในพื้นที่ แต่มีผลการศึกษาพรรณไม้ในพื้นที่ข้างเคียง เช่น ร่างแผนยุทธศาสตร์เพื่อเป็นแม่บทในการจัดการอุทยานแห่งชาติบางลาง ระบุเพียงว่า พบพรรณไม้ประเภทที่ขึ้นในป่าดิบชื้นที่หลากหลายและหนาแน่น แต่ไม่ได้ระบุจำนวนชนิด (อุทยานแห่งชาติบางลาง, 2556) การประเมินของผู้วิจัย คาดว่าในพื้นที่ชุ่มน้ำนี้น่าจะมีพรรณไม้อย่างน้อย 300 ชนิดเป็นพืชต่างถิ่นที่รุกราน อย่างน้อย 10 ชนิด และมีพรรณไม้อย่างน้อย 1 ชนิด ที่เป็นพรรณไม้หายาก คือ ศรียะลา Saraca thaipingensis Cantley ex Prain ซึ่งในประเทศไทยพบเฉพาะในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ (ธวัชชัย, 2543)

           สถานภาพการอนุรักษ์ชนิดพรรณไม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำ พบว่า มีชนิดพรรณไม้ที่ถูกคุกคาม (threatened species) 5 ชนิด เป็นชนิดพรรณไม้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี The IUCN Red List of Threatened Species (IUCN, 2015) 5 ชนิด โดยเป็นชนิดที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (CR) 2 ชนิด ได้แก่ ยางเสียน Dipterocar pusgracilis Bl. และไข่เขียว Parashorea  stellata Kurz เป็นชนิดที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (EN) 1 ชนิด คือ กระบาก Anisoptera  costata  Korth และมีสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ 2 ชนิด ได้แก่ ตะเคียนทองHopea  odorata   Roxb และตะเคียนชันตาแมวNeobalanocarpus heimii (King) P. S. Ashton ไม่มีชนิดพรรณไม้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี Thailand Red Data (Santisuk, 2006) แต่อย่างใด

ทรัพยากรสัตว์ป่า
           สถานภาพการอนุรักษ์สัตว์ป่าในพื้นที่ชุ่มน้ำ พบว่า มีสัตว์ป่าที่ถูกคุกคาม (threatened species) ทั้งสิ้น 4 ชนิด เป็นสัตว์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี Thailand Red Data (Nabhitabhata & Chan-ard, 2005) จำนวน 2 ชนิด โดยเป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) 2 ชนิด ได้แก่ กระทิง  (Bos gaurus) และตะพาบน้ำ (Amyda cartilaginea)

           เป็นสัตว์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี The IUCN Red List of Threatened Species (IUCN, 2015) 4 ชนิด ทั้งหมดเป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) ได้แก่ กระทิง  (Bos gaurus) นากเล็กเล็บสั้น (Aonyx cinereus) งูจงอาง (Ophiophagus hannah) และตะพาบน้ำ (Amyda cartilaginea)

ทรัพยากรปลา
           จากการสำรวจสถานภาพทรัพยากรปลาในพื้นที่ชุ่มน้ำเขื่อนบางลาง จำนวน 2 จุด พบปลาทั้งสิ้น 126 ชนิด จาก 26 วงศ์ สถานภาพของปลาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติบางลางจากการตรวจสอบสถานภาพของปลาที่พบในการศึกษาพบปลาที่ติดสถานภาพของ IUCN Red List of Threatened Species (2006) และสถานภาพของ Thailand Red Data: Fishes (Vidthayanon, 2005) จำนวน 13 ชนิด โดยเป็นชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (CR-Critically endangered species) จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ปลาสร้อยนกเขา Osteochilus schlegelii (Bleeker, 1851) และปลาบึก Pangasianodon gigas Chevey, 1931 ชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ (EN-Endangered species) จำนวน 1 ชนิด ได้แก่ ปลาสวาย Pangasianodon hypophthalmus (Sauvage, 1878) ชนิดที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU-Vulnerable species) จำนวน 8 ชนิด ได้แก่ ปลากระทิ Cyclocheilichthys heteronema (Bleeker, 1853), ปลาบ้า Leptobarbus hoeveni (Bleeker, 1851), ปลาก้างพระร่วง Kryptopterus bicirrhis (Valenciennes, 1840), ปลาชะโอนหิน Silurichthys schneideri Volz, 1904, ปลาดุกด้าน Clarias batrachus (Linnaeus, 1758), ปลาดุกอุย Clarias macrocephalus Günther, 1864, ปลาแขยงหิน Leiocassis poecilopterus (Valenciennes, 1840) และปลาแขยงขีด Pseudomystus stenomus (Valenciennes, 1840) ชนิดที่ถูกคุกคามในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ (NT-Near Threatened) จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ปลาแกง Cirrhinus molitorella (Valenciennes, 1844 และปลาช่อนงูเห่า Channa marulius (Hamilton, 1822)

           ชนิดพันธุ์ประจําถิ่น (Endemic species) พบปลาที่เป็นปลาเฉพาะถิ่นของประเทศไทย 1 ชนิด ได้แก่ ปลาผีเสื้อติดหิน Homaloptera smithi Hora, 1932 นอกจากนี้พบปลาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานแล้ว 2 ชนิด คือ ปลาหมอเทศ Oreochromis mossambicus (Peters, 1852) และปลานิล Oreochromis niloticus (Linnaeus, 1758)

ความหลากหลายของสัตว์หน้าดิน
           จากการสำรวจและเก็บตัวอย่างสัตว์หน้าดินในพื้นที่ชุ่มน้ำเขื่อนบางลาง เดือนสิงหาคม 2558 จำนวน 3 จุด พบสัตว์หน้าดินทั้งสิ้น 6 ชนิด จาก 3 ไฟลัม 3 ชั้น 4อันดับ 5 วงศ์ มีปริมาณความชุกชุมของสัตว์หน้าดิน 237 ตัวต่อตารางเมตร

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

ความสัมพันธ์ของชุมชนกับพื้นที่ชุ่มน้ำ
           จากผลการศึกษาและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมภายหลังการดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนบางลาง ปี 2555 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต สรุปการใช้ประโยชน์พื้นที่ ปัญหาและความต้องการของชุมชนโดยรอบ ดังนี้
การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ชุ่มน้ำ
           การใช้ประโยชน์จากเขื่อนบางลางชุมชนได้ใช้เป็นแหล่งประมง แหล่งท่องเที่ยว สถานที่พักผ่อน แหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค เพื่อการเกษตรตลอดทั้งปี ส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งได้รับประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ การสร้างชื่อเสียงให้กับชุมชน การให้โอกาสมีถนนสายใหม่ การให้โอกาสมีสถานที่พักผ่อน เป็นต้น
ปัญหาและอุปสรรค
           จากการประเมินความเปลี่ยนแปลงหลังจากการสร้างเขื่อนบางลาง มีความคิดเห็นของประชาชนสรุปได้ดังนี้
พื้นที่เหนือเขื่อน เห็นว่าเขื่อนทำให้คนต่างถิ่นเข้ามาแย่งชิงอาชีพของคนในชุมชน รองลงมา เขื่อนทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และทำให้เกิดการย้ายถิ่นของคนในชุมชน
พื้นที่ท้ายเขื่อน เห็นว่า เขื่อนทำให้เกิดการแพร่ระบาดของสารเสพติด เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิต รองลงมา มลพิษด้านขยะ การแย่งอาชีพของคนต่างถิ่นในชุมชน เป็นต้น
พื้นที่อพยพ เห็นว่า เขื่อนทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตมากที่สุด รองลงมา เกิดการแพร่ระบาดสารเสพติด และ เกิดความไม่ปลอดภัยในทรัพย์สิน เป็นต้น
ด้านความต้องการของชุมชน
           จากการประเมินความเปลี่ยนแปลงหลังจากการสร้างเขื่อนบางลางด้านความต้องการของชุมชน พบว่าชุมชนมีความต้องการให้มีองค์กรการใช้น้ำ มีสวนสาธารณะ มีร้านค้า มีการสร้างอาชีพใหม่ มีวิทยากรฝึกอาชีพ เข้าถึงแหล่งทุนประกอบอาชีพ มีการคมนาคมที่สะดวก มีการอนุรักษ์วัฒนธรรม /จารีตประเพณีดั้งเดิม และต้องการเข้าถึงวัฒนธรรมทันสมัย ซึ่งชุมชนบริเวณโดยรอบส่วนใหญ่มีความต้องการแตกต่างกัน ได้แก่ พื้นที่เหนือเขื่อนต้องการให้มีสวนสาธารณะมากที่สุด พื้นที่ท้ายเขื่อนต้องการให้มีองค์กรการใช้น้ำมากและพื้นที่อพยพ ต้องการมีการคมนาคมที่สะดวก โดยข้อสังเกตทั้งการเข้าถึงวัฒนธรรมทันสมัยน้อยที่สุด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นคนมุสลิมเคร่งครัดในหลักธรรมคำสอนทางศาสนาไม่ต้องการเข้าถึงวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่อาจขัดแย้งกับแนวทางปฏิบัติตามความศรัทธาดั้งเดิมของชาวมุสลิม

           จากการศึกษาความสัมพันธ์ของชุมชนกับพื้นที่ชุ่มน้ำเขื่อนบางลาง (ปี 2558) โดยใช้แบบสอบถาม พบว่าปัจจุบันชุมชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 100) ไม่ทราบเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ มีครัวเรือนร้อยละ 66.70 ที่ใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำ โดยใช้เพื่อการดำรงชีวิต ร้อยละ 34.39 รองลงมา ด้านเศรษฐกิจเป็นแหล่งรายได้ของชุมชน/แหล่งวัตถุดิบที่นำไปผลิตให้เกิดมูลค่า ร้อยละ28.14 ด้านการท่องเที่ยว/นันทนาการ ร้อยละ 21.89 ที่เหลือเพื่อการศึกษา/การเรียนรู้ ร้อยละ9.38 เป็นแหล่งที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์/วัฒนธรรม/ประเพณีท้องถิ่น ร้อยละ 6.26 ตามลำดับ โดยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจของการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำเท่ากับ 31.1 ล้านบาท

การใช้ประโยชน์
          การประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจของการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อประกอบการพิจารณาจัดระดับความสำคัญตามดัชนีชี้วัดด้านเศรษฐกิจของพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยในการศึกษาวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์การตีมูลค่าประโยชน์ด้านต่างๆ ใช้หลักการตีค่า (valuation technique) ในการศึกษานี้จะเน้นใช้หลักการตีมูลค่าโดยใช้ราคาตลาด (market oriented approach) หรือการใช้ราคาตลาดเพื่อตีค่าประโยชน์ กล่าวคือราคาในตลาดแข่งขันจะเป็นราคาที่แท้จริงที่สะท้อนถึงความหายากของทรัพยากรทำการศึกษาพื้นที่ชุ่มน้ำผลการศึกษาพบว่า
           1) รายได้เฉลี่ยจากพื้นที่ชุ่มน้ำ จากการใช้ทรัพยากรในด้านต่างๆ ได้จากการศึกษาด้วยแบบสอบถามผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียในพื้นที่ชุ่มน้ำที่ ซึ่งขึ้นอยู่กับทรัพยากรต่างๆ ที่ชุมชนใช้ประโยชน์ มูลค่าการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ชุ่มน้ำเขื่อนบางลาง จากการใช้ประโยชน์ของครัวเรือนเฉลี่ยครัวเรือนละ 24,000บาท/ปี
           2) จำนวนครัวเรือนที่ได้ประโยชน์จากพื้นที่ชุ่มน้ำเขื่อนบางลาง โดยขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรและการใช้ประโยชน์ของแต่ละพื้นที่ จากการศึกษาพบครัวเรือนร้อยละ 9.40 ที่ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากพื้นที่ชุ่มน้ำ
           3) มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ประโยชน์ทั้งหมดของพื้นที่ชุ่มน้ำเขื่อนบางลาง คิดเป็น 31.1 ล้านบาท

การจัดการและการคุกคาม  
 

           ปัญหาและการคุกคามพื้นที่ชุ่มน้ำเขื่อนบางลางในช่วงเวลาที่สำรวจในเดือนกรกฎาคม 2558 คือ การก่อสร้างแพที่อยู่อาศัยในพื้นที่อ่างเก็บน้ำและการทำการประมง และปัญหาการคุกคามของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน