หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี

 

เขื่อนสิริกิติ์


ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ในอำเภองาว จังหวัดลำปาง และอำเภอสอง จังหวัดแพร่
เนื้อที่ที่คำนวณจากระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เนื้อที่ 441,784 ไร่
พิกัดภูมิศาสตร์ระหว่าง 614371-653851 N และ 2065172-2082193 E

แผนที่
 
 
อ้างอิง
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย ปีงบประมาณ 2558 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

           เป็นตัวแทนพื้นที่ศึกษาในลุ่มน้ำน่าน เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์เป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก่อสร้างขึ้นตามโครงการพัฒนา ลุ่มน้ำน่าน เดิมชื่อ "เขื่อนผาซ่อม" ต่อมาได้รับพระบรมราชานุญาติให้อัญเชิญพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถขนานนามว่า "เขื่อนสิริกิติ์" เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2511 ก่อสร้างขึ้น ปิดกั้นแม่น้ำน่าน ณ บริเวณเขาผาซ่อม ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ อยู่ห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ไปทางทิศ ตะวันออกประมาณ 58 กิโลเมตร เขื่อนสิริกิติ์เป็นเขื่อนดิน มีแกนเป็นดินเหนียว สูงจากท้องน้ำ 113.60 เมตร สันเขื่อนอยู่สูงกว่าน้ำทะเลปานกลาง 169 เมตร กว้าง 12 เมตร โดยมีฐานตอนกว้างสุด 630 เมตร การก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ทำให้ เกิดอ่างเก็บขนาดใหญ่เหนือเขื่อนมีเนื้อที่ 260 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 162,500 ไร่ มีความยาวตามลำน้ำขึ้นไปจนจรดที่ราบของอำเภอสา จังหวัดน่าน เป็นระยะทาง 129 กิโลเมตร ส่วนกว้างที่สุด 20 กิโลเมตร  เขื่อนสิริกิติ์มีเนื้อที่ผิวน้ำที่คำนวณได้จากระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เนื้อที่ 171,189 ไร่

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

ทรัพยากรป่าไม้
           สังคมพืชที่พบในพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน เหนือเขื่อนสิริกิติ์ ประกอบด้วยป่า 5 ประเภท ได้แก่ ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าใส ซึ่งป่าดิบแล้งเป็นป่าที่พบมากที่สุด แต่ถูกบุกรุกจนกลายเป็นป่าเสื่อมโทรมหรือป่าใส (สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2530) รายงานวิจัยนี้เพียงแต่ระบุชื่อพรรณไม้สำคัญที่พบในป่าแต่ละประเภท ไม่ได้ระบุเจาะจงว่าในบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำมีพรรณไม้กี่ชนิด สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (2542) ที่ทำทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติของประเทศไทย ก็ไม่ได้ระบุว่าในพื้นที่ชุ่มน้ำนี้มีพรรณไม้ชนิดอะไรบ้าง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาพรรณไม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงกะโล่ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์  และบึงมาย อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่อยู่ในลุ่มน้ำน่านเช่นกัน ที่ศึกษาโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2555) พบพรรณไม้ 218 ชนิด จาก 185 สกุล 73 วงศ์ และ 160 ชนิด จาก 144 สกุล 60 วงศ์ ตามลำดับ จากการประเมินของผู้วิจัย คาดว่าในพื้นที่ชุ่มน้ำเขื่อนสิริกิติ์ ที่มีขนาดพื้นที่กว้างกว่า น่าจะมีพรรณไม้อย่างน้อย 200 ชนิด เป็นพืชต่างถิ่นที่รุกรานอย่างน้อย 10 ชนิด

           สถานภาพการอนุรักษ์ชนิดพรรณไม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำ พบว่า มีชนิดพรรณไม้ที่ถูกคุกคาม (threatened species) 2 ชนิด เป็นชนิดพรรณไม้ที่ได้รับ การขึ้นทะเบียนในบัญชีบัญชี The IUCN Red List of Threatened Species (IUCN, 2015) 2 ชนิด โดยเป็นชนิดที่ที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (EN) ทั้ง 2 ชนิด ได้แก่ มะค่าโมง Afzelia xylocarpa (Kurz) Craib และสัก Tectona grandis Linn. f. อย่างไรก็ตามไม่มีชนิดพรรณไม้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี Thailand Red Data (Santisuk, 2006) แต่อย่างใด

ทรัพยากรสัตว์ป่า
           สถานภาพการอนุรักษ์สัตว์ป่าในพื้นที่ชุ่มน้ำ พบว่า มีสัตว์ป่าที่ถูกคุกคาม (threatened species) ทั้งสิ้น 3 ชนิด เป็นสัตว์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี Thailand Red Data (Nabhitabhata& Chan-ard, 2005) จำนวน 2 ชนิด โดยเป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) 2 ชนิด คือ เต่าหับ (Cuora amboinensis) และตะพาบน้ำ (Amyda cartilaginea)

           เป็นสัตว์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี The IUCN Red List of Threatened Species(IUCN, 2015) 3 ชนิด โดยเป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) 3 ชนิด ได้แก่ งูจงอาง (Ophiophagus hannah) เต่าหับ (Cuora amboinensis) และตะพาบน้ำ (Amyda cartilaginea)

ทรัพยากรปลา
           จากการสำรวจสถานภาพทรัพยากรปลาในพื้นที่ชุ่มน้ำเขื่อนสิริกิติ์ จำนวน 2 จุด พบปลาทั้งสิ้น 205 ชนิด จาก 36 วงศ์ สถานภาพของปลาในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์จากการตรวจสอบสถานภาพของปลาที่พบในการศึกษาพบปลาที่ติดสถานภาพของ IUCN Red List of Threatened Species (2006) และสถานภาพของ Thailand Red Data: Fishes (Vidthayanon, 2005) จำนวน 17 ชนิด โดยเป็นชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (CR-Critically endangered species) จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ปลากระโห้ Catlocarpio siamensis Boulenger, 1898, ปลาสายยู Ceratoglanis pachynema Ng, 1999 และปลาบึก Pangasianodon gigas Chevey, 1931 ชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ (EN-Endangered species) จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ ปลายี่สก Probarbus jullieni Sauvage, 1880, ปลาหมูน่าน Yasuhikotakia nigrolineata (Kottelat & Chu, 1987), ปลาค้างคาว Oreoglanis heteropogon Vidthayanon, Saenjundaeng & Ng, 2009 และปลาสวาย Pangasianodon hypophthalmus (Sauvage, 1878) ชนิดที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU-Vulnerable species)  จำนวน 7 ชนิด ได้แก่ ปลานวลจันทร์น้ำจืด Cirrhinus microlepis Sauvage, 1878, ปลาตะเพียนปากหนวด Labeo pierrei (Sauvage, 1880), ปลาสร้อยน้ำผึ้งแม่โขง Gyrinocheilus pennocki (Fowler, 1937), ปลาขยุย Pseudobagarius leucorhynchus (Fowler, 1934), ปลาดุกด้าน Clarias batrachus (Linnaeus, 1758), ปลาดุกอุย Clarias macrocephalus Günther, 1864 และปลากระทิงไฟ Mastacembelus erythrotaenia Bleeker, 1850 ชนิดที่ถูกคุกคามในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ (NT-Near Threatened) จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ปลาแกง Cirrhinus molitorella (Valenciennes, 1844), ปลาเทโพ Pangasius larnaudii Bocourt, 1866 และปลาช่อนงูเห่า Channa marulius (Hamilton, 1822)

           ชนิดพันธุ?ประจําถิ่น (Endemic species) พบปลาที่เป็นปลาเฉพาะถิ่นของประเทศไทย 2 ชนิด ได?แก? ปลาผีเสื้อติดหิน Homaloptera smithi Hora, 1932 และปลาค้างคาว Oreoglanis heteropogon Vidthayanon, Saenjundaeng & Ng, 2009 นอกจากนี้พบปลาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานแล้ว 4 ชนิด คือ ปลากดเกราะ Hypostomus plecostomus (Linnaeus, 1758), ปลาดุกรัสเซีย Clarias gariepinus (Burchell, 1822), ปลาหมอเทศ Oreochromis mossambicus (Peters, 1852) และปลานิล Oreochromis niloticus (Linnaeus, 1758) และชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีแนวโน้มรุกราน 1 ชนิด คือ ปลากดเกราะ Pterygoplichthys pardalis (Castelnau, 1855)

ความหลากหลายของสัตว์หน้าดิน
           จากการสำรวจและเก็บตัวอย่างสัตว์หน้าดินในพื้นที่ชุ่มน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เดือนกรกฎาคม 2558 จำนวน 3 จุด พบสัตว์หน้าดินทั้งสิ้น 4 ชนิด จาก 1 ไฟลัม 2 ชั้น 4 อันดับ 4 วงศ์ มีปริมาณความชุกชุมของสัตว์หน้าดิน 578 ตัวต่อตารางเมตร

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

ความสัมพันธ์ของชุมชนกับพื้นที่ชุ่มน้ำ
           จากการสอบถามการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ พบว่า การขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำส่วนใหญ่ยังไม่ได้ข้อมูลหรือรับทราบ แนวเขตพื้นที่อ่างเก็บน้ำฯ นั้น ชุมชนส่วนใหญ่ไม่ทราย ร้อยละ 66.7 และไม่ชัดเจน ร้อยละ 33.3 ปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์พื้นที่อ่างเก็บน้ำฯ ร้อยละ 33.33 ส่วนใหญ่เพื่อการดำรงชีวิต ร้อยละ 40.92 รองลงมา เพื่อการท่องเที่ยว/นันทนาการ  มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์/วัฒนธรรม/ประเพณีท้องถิ่น และด้านเศรษฐกิจ โดยส่วนใหญ่การใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค เป็นแหล่งจับปลาและสัตว์น้ำของชุมชน และแหล่งเก็บอาหาร/ของป่าของชุมชน โดยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจของการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำเท่ากับ 77.6 ล้านบาท

การใช้ประโยชน์
          การประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจของการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อประกอบการพิจารณาจัดระดับความสำคัญตามดัชนีชี้วัดด้านเศรษฐกิจของพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยในการศึกษาวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์การตีมูลค่า ประโยชน์ด้านต่างๆ ใช้หลักการตีค่า (valuation technique) ในการศึกษานี้จะเน้นใช้หลักการตีมูลค่าโดยใช้ราคาตลาด (market oriented approach) หรือการใช้ราคาตลาดเพื่อตีค่าประโยชน์ กล่าวคือราคาในตลาดแข่งขันจะเป็นราคาที่แท้จริงที่สะท้อนถึงความหายากของทรัพยากร ทำการศึกษาพื้นที่ชุ่มน้ำผลการศึกษาพบว่า
          1) รายได้เฉลี่ยจากพื้นที่ชุ่มน้ำ จากการใช้ทรัพยากรในด้านต่างๆ ได้จากการศึกษาด้วยแบบสอบถามผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียในพื้นที่ชุ่มน้ำที่ ซึ่งขึ้นอยู่กับทรัพยากรต่างๆ ที่ชุมชนใช้ประโยชน์ มูลค่าการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ชุ่มน้ำเขื่อนสิริกิติ์ จากการใช้ประโยชน์ของครัวเรือนเฉลี่ยครัวเรือนละ 75,912บาท/ปี
          2) จำนวนครัวเรือนที่ได้ประโยชน์จากพื้นที่ชุ่มน้ำเขื่อนสิริกิติ์ โดยขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรและการใช้ประโยชน์ของแต่ละพื้นที่ จากการศึกษาพบครัวเรือนร้อยละ 9.10 ที่ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากพื้นที่ชุ่มน้ำ
          3) มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ประโยชน์ทั้งหมดของพื้นที่ชุ่มน้ำเขื่อนสิริกิติ์ คิดเป็น 77.6 ล้านบาท

การจัดการและการคุกคาม  
 

           ปัญหาและการคุกคามพื้นที่ชุ่มน้ำเขื่อนสิริกิติ์ในช่วงเวลาที่สำรวจในเดือนกรกฎาคม 2558 คือ ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งส่งผลให้ระดับในน้ำในอ่างเก็บน้ำต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี โดยมีระดับน้ำ 111 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนการคุกคามอื่นๆ ที่พบ ได้แก่ การทำแพอยู่อาศัยในเขื่อนเพื่อทำการประมงซึ่งอาจมีการปล่อยของเสียและสิ่งปฏิกูลลงในแหล่งน้ำรวมทั้งการทำประมงเกินขีดจำกัดโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง และการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน