หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ

 

ปากแม่น้ำเวฬุ


 

ที่ตั้ง : พื้นที่ปากแม่น้ำเวฬุคลองคลุมพื้นที่เขตจังหวัดจันทบุรีและจังหวัด ตราด โดยจังหวัดจันทบุรี ครอบคลุมเขตอำเภอขลุง และอำเภอแหลมสิงห์ 

 

พิกัดกลาง : ครอบคลุมพื้นที่ศึกษาที่พิกัดมุมซ้ายบนที่ 88505E 1384000N และมุมขวาล่างที่พิกัด 870000E 1360000N 

 

ขนาดพื้นที่ : 269,576 ไร่

        

 


แผนที่
 
 
อ้างอิง
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย ปีงบประมาณ 2559 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

  ลักษณะภูมิประเทศ

           ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำเวฬุ เป็นลักษณะของปากแม่น้ำ หรือเรียกว่า ชะวากทะเล (Estuary)  เป็นบริเวณของปากแม่น้ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของบริเวณชายฝั่งทะเลที่มีแม่น้ำหรือลำธารไหลผ่านเชื่อมต่อลงสู่ทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่เกิดขึ้นบริเวณรอยต่อระหว่างสภาพแวดล้อม แบบทางน้ำและสภาพแวดล้อมแบบทะเล บริเวณส่วนล่างของปกแม่น้ำจะมีความกว้าง จนคล้ายอ่าว พื้นที่ในบริเวณนี้ได้รับทั้งอิทธิพลจากทะเลอันได้แก่ น้ำขึ้น - น้ำลง, คลื่นและการไหลเวียนของน้ำเกลือรวมถึงอิทธิพล จากแม่น้ำอันได้แก่ ตะกอนและการไหลเวียนของน้ำจืด ซึ่งการที่มีน้ำจืดและน้ำเค็ม ไหลเวียนแบบนี้นั้นส่งผลให้พื้นที่ชะวาก ทะเลประกอบด้วยธาตุอาหาร ที่สำคัญจำนวนมาก จึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดได้

         ทรัพยากรดิน

         กลุ่มชุดดินที่พบบริเวณปากแม่น้ำเวฬุ ประกอบด้วยกลุ่มชุดดินที่ 2, 3, 7, 9, 17, 10, 13, 14, 17, 26, 32, 34, 35, 39, 40, 43, 45, 50, 51, 52, 53, 62 และพื้นที่เบ็ดเตล็ดอื่นๆ เช่น ทะเล เกาะ บ่อ บ่อขุด หมู่บ้าน แหล่งน้ำ

          การใช้ประโยชน์ที่ดิน

          พื้นที่ส่วนใหญ่ในพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำเวฬุเป็นทะเล เนื้อที่ 371,765 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 54.67 ของพื้นที่ทั้งหมด สภาพการใช้ที่ดินส่วนใหญ่เป็นสถานที่เพาะเลี้ยง สัตว์น้ำ เนื้อที่ 98,982 ไร่ รองลงมา ได้แก่ ไม้ผล แหล่งน้ำ ป่าชายเลน นาข้าว และพื้นที่เบ็ดเตล็ด ตามลำดับ

 

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

    ทรัพยากรป่าไม้และพืชลอยน้ำ

          สังคมพืชบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำเวฬุเป็นป่าชายเลน แต่ถูกบุรุกทำนากุ้งและกิจกรรมอื่นๆ เหลือพื้นที่ ที่เป็นป่าชายเลนเพียงเล็กน้อย จากการสำรวจของณัฐ สุขอึ้ง และคณะ (2557) พบพรรณไม้ที่เป็นพรรณไม้ป่าชายเลน ที่แท้จริง 24 ชนิด เช่น โกงกางใบเล็ก Rhizophora apiculata Blume โกงกางใบใหญ่ R. mucronata Poir. ตะบูนขาว Xylocarpus granatum J. Koenigลำพู Sonneratia caseolaris (L.) Engl. แสมขาว Avicennia alba Blume เป็นต้น

          คาดว่าความหลากหลายของพรรณไม้ บริเวณนี้น่าจะใกล้เคียงกับข้อมูลของพรรณไม้บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ ปากแม่น้ำเมืองตราด ที่สำรวจโดยโครงการนี้ พบพรรณไม้ จำนวน 260 ชนิด จาก 204 สกุล 72วงศ์ เป็นพรรณไม้หายาก 1 ชนิด คือ จิกทะเล Barringtonia asiatica (L.) Kurz

    ทรัพยากรสัตว์ป่า

             ชนิดสัตว์ป่าที่มีความสำคัญในการอนุรักษ์โดยมีสถานภาพด้านการอนุรักษ์ในระดับประเทศ ในบัญชี Thailand Red Data ตามการจัดของ สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) จำนวน 2 ชนิด คือ โลมาหลังโหนก (Sousa chinensis) และนากใหญ่ขนเรียบ (Lutrogale  perspicillata) และเป็นสัตว์ที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (CR) จำนวน 1 ชนิด คือ โลมาอิรวดี (Orcaella brevirostris

              มีชนิดสัตว์ป่าที่มีความสำคัญในการอนุรักษ์ในระดับนานาชาติ ตามบัญชี The IUCN Red List of Threatened Species (IUCN 2017) โดยเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) จำนวน 2 ชนิด คือ โลมาอิรวดี (Orcaella brevirostris) และนากใหญ่ขนเรียบ (Lutrogale  perspicillata)

    ทรัพยากรปลา
           จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลพบปลาทั้งสิ้น 120 ชนิด จาก 33 วงศ์ สถานภาพของปลาในพื้นที่ ปากแม่น้ำเวฬุจากการตรวจสอบพบปลาที่ติดสถานภาพของ IUCN Redlist of Threatened Species (2006) และสถานภาพของ Thailand red data: Fishes (Vidthayanon, 2005) จำนวน 13 ชนิด

              - ชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ (EN-Endangered species) จำนวน 1 ชนิด ได้แก่ ปลาสวาย Pangasianodon hypophthalmus (Sauvage, 1878)

              - ชนิดที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU-Vulnerable species) จำนวน 9 ชนิด ได้แก่ ปลายอดจาก Muraenesox cinereus (Forsskål 1775), ปลาซิวหนู Boraras urophthalmoides (Kottelat, 1991), ปลาบ้า Leptobarbus hoeveni (Bleeker, 1851), ปลาปล้องอ้อย Pangio kuhlii (Valenciennes, 1846), ปลาค้อเกาะช้าง Schistura kohchangensis (Smith, 1933), ปลาดุกด้าน Clarias batrachus (Linnaeus, 1758), ปลาดุกอุย Clarias macrocephalus Günther, 1864, ปลาดุกลำพัน Clarias nieuhofii Valenciennes, 1840 และปลาลิ้นแมว Silurichthys phaiosoma (Bleeker, 1851)

              - ชนิดที่ถูกคุกคามในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ    (NT-Near Threatened) จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ ปลาฉลามลาย Chiloscyllium indicum (Gmelin, 1789), ปลาฉลามกบลายเสือน้ำตาล Chiloscyllium plagiosum (Bannet t, 1830), ปลาจะละเม็ดขาว Pampus argenteus (Euphrasen, 1788) และปลาจะละเม็ดเทา Pampus chinensis (Euphrasen, 1788)
           นอกจากนี้พบปลาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานแล้ว 2 ชนิด คือ ปลาหมอเทศ Oreochromis mossambicus (Peters, 1852) และปลานิล Oreochromis niloticus (Linnaeus, 1758) และชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีแนวโน้มรุกราน 2 ชนิด คือ ปลาเปคู Piaractus brachypomus (Cuvier, 1817) และปลากดเกราะ Pterygoplichthys anisitsi Eigenmann & Kennedy, 1903

     ความหลากหลายของสัตว์หน้าดิน
          สัตว์หน้าดินทั้งสิ้น 12 ชนิด จาก 3 ไฟลัม 5 ชั้น 9 อันดับ 11 วงศ์ มีปริมาณความชุกชุมของสัตว์หน้าดินเฉลี่ย 158 ตัวต่อตารางเมตร ไฟลัม Mollusca มีปริมาณความชุกชุมมากที่สุด รองลงมาไฟลัม Annelida และไฟลัม Arthropoda มีปริมาณความชุกชุมน้อยที่สุด พบชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานแล้ว 1 ชนิด ได้แก่ Pomacea sp.(หอยเชอรี่)


          

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

     การใช้ประโยชน์พื้นที่

          ปัจจุบันพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำเวฬุ มีแนวเขตชัดเจนเป็นป่าชายเลนและแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีการถือครองที่ดินโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ได้แก่ การประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การดูดทราย การทำนากุ้ง และการบุกรุกก่อสร้างที่พัก/รีสอร์ท และที่อยู่อาศัย ปัจจุบันในบางพื้นที่ ได้แก่ ตำบลบางชันได้นำศักยภาพพื้นที่มาจัดการ ด้านการท่องเที่ยวบนพื้นฐานการอนุรักษ์ทรัพยากร เป็นแหล่งเรียนรู้/ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน เป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น (การทำประมงพื้นบ้าน) เป็นต้น

          คุณค่าการใช้ประโยชน์

          บริเวณปากแม่น้ำเวฬุ เป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนทางธรรมชาติด้านทิวทัศน์ความสมบูรณ์ ของธรรมชาติป่าชายเลน ถึงแม้ว่าปัจจุบันพื้นที่ป่าชายเลน

จะลดลงจากการบุกรุก ใช้ประโยชน์พื้นที่ทำนากุ้ง แต่ยังมีศักยภาพด้านภูมิทัศน์ที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยว และวิถีชุมชนประมงชายฝั่งดั้งเดิมที่ยังมีให้เห็นเพื่อการเรียนรู้ในการดำรงชีวิต ด้วยวิถีธรรมชาติกับฐานทรัพยากรให้เกิดความยั่งยืน อาทิเช่น
              - หมู่บ้านไร้แผ่นดิน อยู่บริเวณที่คลองบางชันใหญ่ ไหลออกไปยังแม่น้ำเวฬุ อยู่ในพื้นที่ตำบลบางชัน อำเภอขลุง
              - การชมเหยี่ยวแดง อยู่บริเวณป่าโกงกางลุ่มน้ำเวฬุ มีหลายแห่งใน ตำบลบางชัน และตำบลบ่อ อำเภอขลุง
              - ทะเลแหวกอยู่ในบริเวณปากน้ำแม่น้ำเวฬุช่วงก่อนที่แม่น้ำไหลออกทะเลอยู่ในพื้นที่ ตำบลบางชัน อำเภอขลุง
              - วิถีชุมชนประมงพื้นบ้าน (การเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงหอยแครง วางลอบปู แร้วปู เบ็ดราว เบ็ดธง ยกยอ  ทอดแห และหลักโพงพาง) เป็นต้น

 

การจัดการและการคุกคาม  
 

   การคุมคามพื้นที่

          ปัจจุบันมีกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ได้แก่ การกัดเซาะชายฝั่ง การตื้นเขินของลำคลองที่ใช้ในการสัญจร การดูดทราย การทำนากุ้ง ประมงผิดกฎหมาย การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  และการบุกรุกพื้นที่ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย เป็นต้น ปัจจุบันพบว่ามีความเสื่อมโทรม จากพื้นที่ที่ทำนากุ้งเดิม ซึ่งอยู่ในช่วงการฟื้นฟูปลูกป่ายังผ่อนปรนให้ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ได้้

รายละเอียดเพิ่มเติม >>>>