หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ
 

บึงบอระเพ็ด


ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ใน อ.เมือง อ.ชุมแสง อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์
เนื้อที่ประมาณ : 212.38 ตารางกิโลเมตร (132,737.14 ไร่)
ระดับความสูงจากน้ำทะเล : ประมาณ 20-24 เมตร

แผนที่
 
 

 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

             บึงบอระเพ็ดเป็นบึงน้ำจืดใหญ่ที่สุดของภาคเหนือตอนล่าง มีความสำคัญทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการประมง
เดิมบึงแห่งนี้มีสภาพเป็นที่ราบลุ่ม มีแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ ไหลมารวมกัน และไหลผ่านพื้นที่ลงสู่แม่น้ำน่าน ในปี พ.ศ.
2470 ได้มีการสร้างทำนบกั้นน้ำและประตูระบายน้ำ ทำให้น้ำฝน น้ำป่าไหลบ่าลงมาถูกเก็บกักไว้ เกิดเป็นบึงน้ำจืด
ขนาดใหญ่ น้ำที่ท่วมเกินระดับเก็บกักไหลลงสู่แม่น้ำน่านทางประตูระบายน้ำ ด้านเหนือของบึงมีแม่น้ำน่านไหลผ่าน
ด้านใต้มีลำห้วยไหลลงบึง ด้านตะวันออกมีพื้นที่น้ำจรดถึงเขาพนมเศษ ระดับความลึกเฉลี่ยของน้ำในบึงประมาณ 1.6
เมตร ในบึงมีเกาะเล็กประมาณ 10 เกาะ เนื้อที่ประมาณ 1.44 ตารางกิโลเมตร (900 ไร่) เกิดจากการทับถมรวมตัว
ของพันธุ์ไม้น้ำ คุณภาพน้ำในบึงมีความเหมาะสมสำหรับทรัพยากรประมง

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

             บึงบอระเพ็ดมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก เป็นระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ ประกอบด้วยพื้นที่น้ำขัง มีพืชลอยน้ำเกาะกลุ่มอยู่ทั่วไป มีทุ่งบัว และบริเวณที่ลุ่มชื้นแฉะ ป่าพรุ ป่า ละเมาะริมบึง ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างระบบนิเวศน้ำและบก มีพืชยืนน้ำขึ้นอยู่หนาแน่น รอบบึงเป็นทุ่งนาและทุ่งหญ้า เนื่องจากมีลำน้ำลำห้วยไหลลงสู่บึง จึงพัดพาตะกอนและธาตุอาหารมาสะสม ทำให้อุดมด้วยพืชและสัตว์นานาชนิด ที่สำคัญคือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อนให้กับแม่น้ำ เจ้าพระยา นอกจากนี้ยังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยหากินสร้างรังวางไข่ ของนกนานาชนิด เป็นแหล่งที่มีนกน้ำชุมนุมรวมกันอยู่มากกว่า 20,000 ตัว
                พบนกอย่างน้อย 187 ชนิด ชนิดที่อยู่ในสถานภาพถูกคุกคาม ของโลก (globally threatened) ได้แก่ นกตะกราม (Leptoptilos dubius) นกกระทุง (Pelecanus philippensis) เป็ดดำหัวดำ (Aythya baeri) นกอินทรีปีกลาย (Aquila clanga) นกเจ้าฟ้า หญิงสิรินธร (Pseudochelidon sirintarae) นกชนิดนี้เป็น ชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่น (endemic) อยู่ในตระกูลนกนางแอ่น พบที่บึงนี้เพียงแห่งเดียวในโลก ชนิดที่อยู่ในสถานภาพใกล้ สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (critically endangered) ของประเทศไทย ได้แก่ นกอ้ายงั่ว (Anhinga melanogaster) นกตะกราม นกกระทุง นกกระแตผีใหญ่ (Esacus recurvirostris) นก เจ้าฟ้าหญิงสิรินธร ชนิดที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (endangered) ได้แก่ นกกระสานวล (Ardea cinerea) นก กระสาแดง (A. purpurea) นกกาบบัว (Mycteria leucocephala) นกช้อนหอยขาว (Threskiornis melanocephalus) เป็ดหงส์(Sarkidiornis melanotos) เหยี่ยวดำ (Milvus migrans) นกอินทรีปีกลาย ชนิดที่อยู่ในสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญ พันธุ์ (vulnerable) ได้แก่ นกกาน้ำปากยาว (Phalacrocorax fuscicollis) เป็ดดำหัวดำ นกยอดหญ้าหลังดำ (Saxicola jerdoni) นกกระจาบอกลาย (Ploceus manyar) นกกระจาบ ทอง (P. hypoxanthus) ชนิดที่อยู่ในสถานภาพใกล้ถูกคุกคาม (near threatened) ได้แก่ นกยางไฟหัวเทา (Ixobrychus eurhythmus) นกยางแดงใหญ่ (Botaurus stellaris) เป็ดคับแค (Nettapus coromandelianus) นกอีลุ้ม (Gallicrex cinerea) นกกระแตหัวเทา (Vanellus cinereus) นกนางนวล แกลบเล็ก (Sterna albifrons) นกกระจาบธรรมดา (Ploceus philippinus) นกจาบปีกอ่อนอกเหลือง (Emberiza aureola) บึงบอระเพ็ดอยู่ในเส้นทางอพยพของนก ซึ่งหนีความหนาวเย็นในฤดูหนาวจากทางตอนเหนือของโลกทุกฤดูหนาว นกที่พบ ได้แก่ นกนางแอ่นบ้าน (Hirundo rustica) นกแอ่นทุ่งใหญ่ (Glareola maldivarum) เป็นแหล่งที่พบ นกเป็ดน้ำอพยพจำนวนมากที่สุดทั้งชนิดและปริมาณ เช่น ในปี พ.ศ. 2534 มีจำนวนประมาณ 36,000 ตัว ในแต่ละปีมีเป็ดแดง (Dendrocygna javanica) มากกว่า 16,000 ตัว และเป็ดลาย (Anas querquedula) มากกว่า 30,000 ตัว มาอาศัยอยู่ นกน้ำอื่นๆ ที่พบ ได้แก่ เป็ดหงส์พบประมาณ 2,500 ตัว เป็ดดำหัวดำเคยพบมากที่สุด 426 ตัว นอกจากนั้นพบเป็ดปากสั้น (Anas penelope) เป็ดปีกเขียว (A. crecca) เป็ดปากพลั่ว (A. clypeata) เป็ดดำหัวสีน้ำตาล (Aythya nyroca) และเป็ดเปีย (A. fuligula) พบเป็ดหงส์เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น พบเป็ดคับแคปีละประมาณ 100-1,000 ตัว และพบนกคู้ท (Fulica atra) ในฤดูหนาวมากกว่า 430 ตัว และนกอื่นๆ ที่พบมากในหน้าหนาวเช่นกัน เช่น นก ยางควาย (Bubulcus ibis) นกยางเปีย (Egretta garzetta) นกยางโทนน้อย (E. intermedia) นกยางโทนใหญ่ (E. alba) นกกระสานวล นกกระสาแดง นกปากห่าง (Anastomus oscitans) เหยี่ยวทุ่ง (Circus spilonotus) เหยี่ยวด่างดำขาว (C. melanoleucos) เป็นต้น บางครั้งพบนกอินทรีปีกลาย ริมบึงพบนกเด้าลม (Motacilla spp.) และนกกระจาบ (Ploceus spp.) อาศัยอยู่จำนวนมาก รวมทั้งนกจาบปีกอ่อน อกเหลือง (Emberiza aureola) นกกระจาบทอง (Ploceus hypoxanthus) นกนางแอ่นบ้าน ในฤดูผสมพันธุ์มีนกยางไฟหัวดำ (Ixobrychus sinensis) และนกยางไฟธรรมดา (I. cinnamomeus) จำนวนมาก พบนกกระสาแดงจับคู่กันบริเวณริมบึงด้านตะวันออก นกอื่นๆ ที่จับคู่ผสมพันธุ์กัน ได้แก่ เป็ดแดง มากกว่า 100 คู่ นกอัญชันคิ้วขาว (Porzana cinerea) มากกว่า 100 คู่ นกอีโก้ง (Porphyrio porphyrio) ประมาณ 1,000 คู่ นกอีแจว (Hydrophasianus chirurgus) ประมาณ 800 คู่ ส่วนนกขนาดใหญ่ เช่น นกกระทุง นก ตะกราม พบว่าบินผ่านเป็นครั้งคราว การสำรวจในปี พ.ศ. 2536-2537
               พบปลาอย่างน้อย 44 ชนิด ขณะที่ในปี พ.ศ. 2525 พบพันธุ์ปลาอย่างน้อย 146 ชนิด ปัจจุบันความหลากหลายของพันธุ์ปลามีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้มีสาเหตุหนึ่งจากการปรับปรุงบึง ทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลงด้านกายภาพ และชีววิทยา มีผลต่อทรัพยากรประมง ชนิดที่คาดว่าสูญพันธุ์ไปแล้วในถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ (extinct in the wild) ได้แก่ ปลาเสือตอลายใหญ่ (Coius microlepis) ปลาหางไหม้ (Balantiocheilus melanopterus) ชนิดที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (endangered) ได้แก่ ปลาทรงเครื่องหรือปลาฉลามหางแดง (Epalzeorhynchos bicolor) ปลาเนื้ออ่อนหรือปลาปีกไก่หนวดยาว (Kryptopterus limpok) ปลาที่อยู่ในสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (vulnerable) ได้แก่ ปลานวลจันทร์น้ำจืด (Cirrhinus microlepis) ปลาหมูหางแดง (Botia eos) ปลาดุกด้าน (Clarias batrachus) ปลาน้ำเงิน (Kryptopterus apogon) ปลาปักเป้าสุวัตถิ (Tetraodon suvatti) เป็นต้น และชนิดที่อยู่ในสถานภาพถูกคุกคามในถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ (threatened in the wild) และเป็นชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่น (endemic) ได้แก่ ปลากัดไทย (Betta splendens) สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่พบ ได้แก่ เขียดจะนา (Occidozyga lima) เขียดบัว (Rana erythraea) กบนา (R. rugulosa) อึ่งอ่างบ้าน (Kaloula pulchra) อึ่งน้ำเต้า (Microhyla ornata) เขียดงูธรรมดา (Ichthyophis kohtaoensis) สัตว์เลื้อยคลานที่อยู่ในสภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (critically endangered) ได้แก่ จระเข้น้ำจืด (Crocodylus siamensis) ซึ่งเคยมีชุกชุมในบึงบอระเพ็ด
               พบพันธุ์พืชน้ำอย่างน้อย 73 ชนิด บริเวณผืนน้ำเปิดโล่ง มีพืชใต้น้ำและพืชปริ่มน้ำ พบประมาณร้อยละ 10-15 ของ พื้นที่น้ำ บริเวณพืชลอยน้ำ พบประมาณร้อยละ 20 ของ พื้นที่น้ำ บริเวณพืชโผล่พ้นน้ำหรือพืชยืนน้ำ พบประมาณ ร้อยละ 40 ของพื้นที่น้ำ บริเวณเกาะ บริเวณป่าพรุ และบริเวณทุ่งนา ตัวอย่างพืชชนิดเด่นในแต่ละบริเวณ ได้แก่ ดีปลีน้ำ (Potamogeton malaianus) จอกหูหนู (Salvinia cucullata) ธูปฤาษี (Typha angustifolia) ลำเอียก (Coix aquatica) สนุ่น (Salix tetrasperma) เป็นต้น

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

               เป็นแหล่งรองรับ ดักและกักเก็บตะกอนที่มาจากพื้นที่เกษตรกรรม ตอนบนในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคเหนือ
มีประโยชน์ต่อการคมนาคม และมีคุณค่าทางด้านนันทนาการและการท่องเที่ยว เป็นพื้นที่ตัวอย่างที่เหมาะสม
อย่างยิ่งต่อการศึกษาเกี่ยวกับระบบนิเวศบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ อุทกวิทยา นิเวศวิทยาของนก พืชน้ำ และ สัตว์น้ำ
การสำรวจประชากรและการสร้างรังวางไข่ของนก ที่ สำคัญที่สุดคือ เป็นแหล่งทรัพยากรประมงที่สำคัญแหล่งหนึ่ง
ของประเทศไทย ปัจจุบันเป็นแหล่งศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการ ของการทำประมงพื้นบ้านอีกด้วย

การจัดการและการคุกคาม  
 

               พื้นที่ในบึงและริมบึงส่วนใหญ่เป็นที่สาธารณประโยชน์ มีการจับจองเข้าอยู่อาศัย และใช้ประโยชน์เป็น
บริเวณกว้าง พื้นที่รอบๆ บึงบอระเพ็ดเป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ครอบครอง และเป็นที่ราชพัสดุ ปี พ.ศ. 2470 มีการกำหนด
เป็นเขตหวงห้ามเพื่อสาธารณประโยชน์แผ่นดิน และเขตคุ้มครอง ทางการประมง ต่อมาในปี พ.ศ. 2471 ได้ประกาศ
ให้เป็นเขตรักษาพืชพันธุ์ และปี พ.ศ. 2518 กรมป่าไม้ประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด เนื้อที่ 106 ตาราง
กิโลเมตร (66,250 ไร่) ดังประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 92 ตอนที่ 132 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 เพื่อ
คุ้มครองนกให้อาศัยขยายพันธุ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 มีโครงการเพื่อการอนุรักษ์ของกรมประมง ได้แก่ โครงการ
พัฒนาผลผลิตปลาทุกชนิดที่เคยอุดมสมบูรณ์ในบึง โครงการเลี้ยงปลาเชิงพาณิชย์ในบริเวณพื้นที่ตื้นเขินรอบบึง
โครงการปรับปรุงพื้นที่ ลุ่มน้ำขังบริเวณบึงเพื่อการประมง และโครงการอนุรักษ์จระเข้น้ำจืดไทย ปัจจุบันบึงบอระเพ็ด
ถูกกำหนดให้เป็นเขตรักษาพืชพันธุ์ โดยแบ่งออกเป็น 2 เขต คือ เขตหวงห้ามมิให้ผู้ใดทำประมงโดยเด็ดขาด และเขต
หวงห้ามที่อนุญาตให้ทำการประมงได้โดยใช้เครื่องมือที่กำหนด

รายละเอียดเพิ่มเติม >>

 
 
อ้างอิง
สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม. 2542. ทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติ ของประเทศไทย.
กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพฯ. 414 หน้า