หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ
 

บึงสีไฟ


ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ใน อ.เมือง จ.พิจิตร
เนื้อที่ประมาณ : 8.624 ตารางกิโลเมตร (5,390 ไร่)
ระดับความสูงจากน้ำทะเล : ประมาณ 35 เมตร

แผนที่
 
 

 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

             บึงสีไฟเดิมเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ รูปสี่เหลี่ยมคางหมู ส่วนกว้างอยู่ทางด้านเหนือ ส่วนแคบอยู่
ทางด้านใต้ ปัจจุบันมีคันดินและถนนล้อมรอบ จึงกลายเป็นระบบนิเวศน้ำจืดแบบปิด มีลักษณะคล้ายบ่อขนาดใหญ่ เนื่องจากคันดินและแนวถนนปิดกั้นการไหลบ่าของมวลน้ำจากบริเวณโดยรอบ และแยกส่วนบึงที่เหลือออกจากที่ราบ
น้ำท่วมที่เชื่อมติดต่อกับบึงมีซากวัชพืชทับถมเป็นจำนวนมาก ในฤดูน้ำหลากน้ำจากแม่น้ำน่านและบริเวณใกล้เคียง
จะไหลเข้าสู่บึงผ่านทางท่อระบายน้ำลอดถนนและคันดิน ในฤดูแล้งความลึกเฉลี่ยของน้ำในบึงประมาณ 1 เมตร
ดินบริเวณที่เป็นที่ราบน้ำท่วม และที่ราบน้ำท่วมที่ต่อเนื่องกับตะพักลุ่มน้ำค่อนข้างใหม่ ดินส่วนใหญ่เป็นดินที่ลุ่ม

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

             พื้นที่ประมาณร้อยละ 85 ของบึงสีไฟปกคลุมด้วยวัชพืชน้ำ และประมาณร้อยละ 15 เป็นที่โล่งไม่มีวัชพืช
ปกคลุม ในฤดูน้ำหลากประมาณ 2 เมตร มีแพสนุ่นขนาดใหญ่ที่เคลื่อนที่ ไปตามกระแสลม และสนุ่นบางส่วนก็มีราก
หยั่งไปถึงพื้นดินทำให้มีสภาพคล้ายเกาะ มีนกน้ำมาอยู่อาศัยหากินจำนวนมาก และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแพร่พันธุ์
ของสัตว์น้ำ 
             พบนกอย่างน้อย 83 ชนิด เป็นนกน้ำ 35 ชนิด นกประจำถิ่น และนกอพยพ 34 ชนิด บึงสีไฟเป็นที่ทำรัง
วางไข่ของนกไม่ต่ำกว่า 18 ชนิด เช่น นกเป็ดผีเล็ก (Tachybaptus ruficollis) นกยางไฟธรรมดา (Ixobrychus
cinnamomeus
) นกยางไฟหัวเทา (I. eurhythmus) นกอีลุ้ม (Gallicrex cinerea) นกกระจาบอกลาย (Ploceus
manyar
) เป็นต้น ชนิดที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (endangered) ได้แก่ นกกระสาแดง (Ardea purpurea)
นกกระสานวล (A. cinerea) ชนิดที่อยู่ในสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (vulnerable) ได้แก่ นกกระจาบอกลาย
ชนิดที่อยู่ในสถานภาพใกล้ถูกคุกคาม (near threatened) ได้แก่ นกยางไฟหัวเทา เป็ดคับแค (Nettapus
coromandelianus) นกอีลุ้ม นกจาบปีกอ่อนอกเหลือง (Emberiza aureola) นกที่พบเป็นจำนวนมาก ได้แก่
นกยางกรอกพันธุ์จีน (Ardeola bacchus) เป็ดลาย (Anas querquedula) เป็ดแดง (Dendrocygna javanica)
นกอีแจว (Hydrophasianus chirurgus
             พบปลาอย่างน้อย 33 ชนิด ปลาเศรษฐกิจ ได้แก่ ปลาหมอไทย (Anabas testudineus) ปลากริมควาย
(Trichopsis vittatus) ปลาสลิด (Trichogaster pectoralis) ปลาช่อน (Channa striatus) ปลาชะโด
(C.micropeltes)ปลากระดี่หม้อ (Trichogaster tricopterus) ปลาดุกอุย (Clarias macrocephalus) ปลาตะเพียนขาว
(Barbodes gonionotus) ปลาสร้อยลูกกล้วย (Labiobarbus siamensis) ปลาพรม (Osteochilus melanopleura)
และปลาไหล (Monopterus albus) พันธุ์พืชที่พบมีมากถึง 49 ชนิด ที่หนาแน่นเป็นพืชชายน้ำ ตามขอบบึงพบบอน
(Colocasia esculenta) ตาลปัตรฤาษี (Limnocharis flava) เอื้องเพ็ดม้า (Polygonum tomentosum) หญ้าไซ
(Leersia hexandra) หญ้าปล้อง (Hymenachne pseudointerrupta) ผักเป็ดไทย (Alternanthera sessilis)
และไมยราบยักษ์ (Mimosa pigra) ซึ่งแพร่ระบาดไปตาม ขอบบึง และทำให้เกิดปัญหาเนื่องจากมีการควบคุมได้ยาก
พืชลอยน้ำพบทั่วไป ได้แก่ ผักตบชวา (Eichhornia crassipes) จอก (Pistia stratiotes) แหน (Lemna perpusilla)
แหนแดง (Azolla pinnata) จอกหูหนู (Salvinia cucullata) ผักปอด (Sphenoclea zeylanica) แพงพวยน้ำ
(Jussiaea repens) ผักบุ้ง (Ipomoea aquatica) และตับเต่านา (Hydrocharis dubia)

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

          เป็นพื้นที่ที่มีนกน้ำมาอยู่อาศัยจำนวนมาก และเป็นแหล่งที่อยู่ อาศัย แหล่งแพร่พันธุ์ของสัตว์น้ำ เป็นพื้นที่
รองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก เป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตรในฤดูแล้ง เป็นแหล่งทำการประมงและ
ใช้ประโยชน์จากผลผลิต ตามธรรมชาติ ยังมีการใช้ที่ดินโดยรอบในลักษณะที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำคือ พื้นที่นาข้าว นาบัว
ที่ลุ่มน้ำขังและพื้นที่น้ำ ชุมชน มีรายได้จากการทำประมงประมาณ 200-300 บาทต่อคน และจากการเกษตรเฉลี่ยปีละ
30,000 บาท นอกจากนั้นบึงสีไฟยังเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีมาแต่โบราณ เป็นเส้นทางคมนาคม ปัจจุบันเป็น
สวนสาธารณะและเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ปลาน้ำจืด เป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนของคนในท้องถิ่น

การจัดการและการคุกคาม  
 

           เป็นที่ตั้งของสถานีประมงจังหวัดพิจิตร บึงสีไฟอยู่ในเขตรับผิดชอบของเทศบาลเมืองจังหวัดพิจิตร กรมประมง
ได้ขอใช้พื้นที่บึง 0.56 ตารางกิโลเมตร (350 ไร่) สำหรับสร้างสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บริเวณอาคารเฉลิม พระเกียรติ
และสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ เนื้อที่ 0.192 ตารางกิโลเมตร (120 ไร่) ได้ประกาศกำหนดเป็นเขตรักษาพืชพันธุ์
ในปี พ.ศ. 2529-2530 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 จนถึง ปัจจุบันกรมประมงได้ดำเนินการกำจัดวัชพืช ในพื้นที่ 2.208
ตารางกิโลเมตร (1,380 ไร่) และตั้งเป้าขุดลอกบึงเพื่อเพิ่มความลึกของบึง ปีละ 0.48 ตารางกิโลเมตร (300 ไร่)
ในปี พ.ศ. 2539-2540 ได้กำจัดวัชพืชอีก 0.8 ตาราง กิโลเมตร (500 ไร่) นอกจากนี้ได้มีการสร้างถนนและคันดิน
รอบบึงเพื่อป้องกันการบุกรุก สภาพการใช้ที่ดินในปัจจุบันรอบบึงสีไฟ มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ไม่สามารถ
ออกหนังสือสำคัญที่หลวงครอบคลุมส่วนนอกเขตคันดินและแนวถนนได้ จึงถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัย พื้นที่เกษตรกรรม
บริเวณที่ราบลุ่มหนองน้ำใกล้เคียงบางส่วนถูกใช้ในการสร้างสถานที่ราชการและชุมชน มีการสร้างถนนล้อมรอบ
บึงสีไฟ ทำให้การไหลเข้าออกของน้ำและระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง กีดขวางการอพยพเข้าออกของสัตว์น้ำระหว่าง
บึงสีไฟกับที่ราบลุ่มน้ำท่วมโดยรอบ มีการระบาดของหอยเชอรี่เป็นจำนวนมาก มีการใช้ประโยชน์พื้นที่โดยรอบ
ซึ่งมีผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพน้ำที่ไหลเข้าออกบึงสีไฟ

รายละเอียดเพิ่มเติม >>

 
 
อ้างอิง
สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม. 2542. ทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติ ของประเทศไทย.
กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพฯ. 414 หน้า