หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ
 

หาดท้ายเหมือง


ที่ตั้ง : ตำบลทุ่งมะพร้าว ตำบลบางทอง ตำบลท้ายเหมือง
อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา  
พื้นที่ : 46,442.38 ไร่ (74.30 ตร.กม)
ระดับความสูงจากน้ำทะเล : ประมาณ 40-100 เมตร
ระวาง : 4625 I , 4626 III


แผนที่
 
 

 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

         พื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมือง มีสภาพพื้นที่แยกจากกันเป็น 2 ส่วน โดยมีถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) เป็นเส้นแบ่ง ประกอบด้วย บริเวณหาดท้ายเหมือง ซึ่งอยู่ริมทะเลอันดามัน มีชายหาดยาวประมาณ 13.6 กิโลเมตร มีส่วนกว้างที่สุดประมาณ 1,600 เมตร ส่วนที่แคบที่สุดประมาณ 350 เมตร ปลายสุดของหาดเป็นแหลม เรียกว่า แหลมอ่าวขาม (เขาหน้ายักษ์) ทางด้านตะวันออกของพื้นที่แห่งนี้มีคลองน้ำกร่อยขนาดใหญ่ คือ คลองทุ่งมะพร้าว และคลองหินลาด ซึ่งมีน้ำจืดส่วนใหญ่ไหลมาจากเทือกเขาลำปี และบริเวณเทือกเขาลำปี ซึ่งมีสภาพเป็นป่าดงดิบพื้นที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน เรียงตัวยาวไปตามแนวเหนือ – ใต้ เรียกว่าเทือกเขาลำปี ประกอบด้วย เขาขนิม เขาลำปี เขาโตนย่านไทร และเขาลำหลัง และมีสภาพพื้นที่แปรเปลี่ยนสูงขึ้นจากประมาณ 40 – 100 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง บริเวณรอบ ๆ เขตอุทยานแห่งชาติสู่พื้นที่ภูเขาสูงในตอนกลางของอุทยานแห่งชาติ ยอดเขาสูงสุดคือเขาขนิมอยู่ทางด้านทิศเหนือของพื้นที่ มีความสูง 622 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เทือกเขาในเขตอุทยานแห่งชาติเขาลำปี – หาดท้ายเหมือง เป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำลำธารหลายสาย เช่น คลองลำปี คลองขนิม คลองลำหลัง คลองพลุ คลองคำนึง คลองอินทนิน และคลองบางปอ เป็นต้น ลักษณะพื้นที่มีความลาดชัน โดยมีความลาดชันเฉลี่ยประมาณ
10 – 25% โดยมีที่ทำการอุทยานแห่งชาติตั้งอยู่บริเวณหาดท้ายเหมือง ภูเขาในเขตอุทยานแห่งชาติบริเวณเขาลำปี นอกจากจะเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าจำนวนมากแล้ว ยังเป็นแหล่งต้นน้ำซึ่งจะไหลรวมลงสู่ลำน้ำสายสำคัญ 2 สาย คือ คลองทุ่งมะพร้าว และคลองคัน ลุ่มน้ำคลองทุ่งมะพร้าว พื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมือง มีสถานภาพเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำหลักได้แก่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก และอยู่ในลุ่มน้ำสาขาภาคใต้ฝั่งตะวันตกส่วนที่ 2

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

           ป่าไม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมือง พบว่าประกอบด้วย ป่า 4 ประเภท คือ ป่าชายหาด พบชนิดไม้ยืนต้นที่สำคัญ ได้แก่ เสม็ดชุน(Myrica rubra Siebold & Zucc) มะม่วงหิมพานต์ (Anacardium occidentale L.) พะยอม (Shorea roxburghii G. Don.) พันจำ (Vatica odorata (Griff.) Symington.) ป่าชายเลน พบชนิดไม้ยืนต้นที่สำคัญ ได้แก่ โกงกางใบเล็ก (Rhizophora apiculata Blume) ตะบูนขาว (Xylocarpus granutum König) โปรงแดง (Ceriops tagal (Perr.) C.B.Rob.) และโกงกางใบใหญ่ (Rhizophora mucronata Lam. ) ป่าดิบชื้น พบบริเวณเขาหน้ายักษ์และเขาคำชก ทางตอนเหนือของพื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมือง อยู่ในบริเวณเขตปลอดภัยในราชการกองทัพเรือ ภายใต้การดูแลของฐานทัพเรือพังงา ทัพเรือภาคที่ 3 กองทัพเรือ จังหวัดพังงา มีพื้นที่ 2,585.15 ไร่ ชนิดพันธุ์ไม้ที่พบในป่าดิบชื้น เช่น ยาง (Dipterocarpus sp.) หลุมพอ (Intsia palembanica Miq.) ตะเคียนทอง (Hopea odorata Roxb.) ตะเคียนชันตาแมว (Neobalanocarpus heimii (King) Ashton) กระบาก (Anisoptera costata Korth) เทพทาโร (Cinnamomum porrectum Kosterm.) ยมหอม (Toona ciliata M. Roem. Share.) สุเหรียน (Toona sureni (Blume) Merr.) เป็นต้น และป่าพรุ พบชนิดไม้ยืนต้นที่สำคัญ ได้แก่ เสม็ดขาว (Melaleuca quinquenervia (Cav.) S.T. Blake.) เสม็ดแดง (Syzygium gratum (Wight) S.N. Mitra var. gratum) ชะมวง (Garcinia cowa Roxb.) ทุ้งฟ้า (Alstonia macrophylla Wall.)

           มีนกอาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 39 ชนิด ใน 29 สกุล 24 วงศ์ เป็นนกอพยพ 2 ชนิด หรือร้อยละ 5.13 ของจำนวนชนิดนกทั้งหมด ได้แก่ นกแซงแซวหางปลา (Dicrurus macrocercus) และนกกระเต็นหัวดำ (Halcyon pileata)  ที่เหลืออีก 37 ชนิดเป็นนกประจำถิ่น (ร้อยละ 94.87) เช่น นกกินเปี้ยว (Halcyon  chloris) นกเขาใหญ่ (Streptopelia chinensis) นกกาเหว่า (Eudynamys scolopacea) นกตะขาบทุ่ง (Coracias benghalensis) เป็นต้น มีชนิดนกที่มีความชุกชุมมาก 4 ชนิด (ร้อยละ 10.26) เช่น นกหกเล็กปากแดง (Loriculus vernalis)  นกเอี้ยงสาลิกา (Acridotheres tristis) นกพิราบป่า (Columba livia) และนกเอี้ยงหงอน (Acridotheres grandis) เป็นนกที่มีความชุกชุมปานกลาง 16 ชนิด (ร้อยละ 41.03) เช่น นกกระปูดใหญ่ (Centropus sinensis) นกจาบคาคอสีฟ้า(Merops viridis) นกปรอดสวน (Pycnonotus blanfordi) นกกางเขนบ้าน (Copsychus saularis) เป็นต้น มีชนิดนกที่ชุกชุมน้อย 19 ชนิด (ร้อยละ 48.72) เช่น นกเป็ดผีเล็ก (Tachybaptus ruficollis) นกบั้งรอกใหญ่ (Phaenicophaeus tristis) นกกระเต็นอกขาว (Halcyon smyrnensis) นกกาฝากท้องสีส้ม (Dicaeum trigonostigma) เป็นต้น

           การสำรวจสภาวะทรัพยากรประมงพบปลาทั้งสิ้น 14 อันดับ 49 วงศ์ 126 ชนิด โดยพบมากที่สุดในวงศ์ Cyprinidae จำนวน 18 ชนิด รองลงมาเป็นปลาในวงศ์ Gobiidae จำนวน 13 ชนิดสถานภาพของปลาที่พบเมื่อพิจารณาตามภาวการณ์ถูกคุกคามในประเทศไทยในบัญชี Thailand Red data ของ สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) (Vidthayanon, 2005) พบปลาอยู่ในสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable, VU) จำนวน 8 ชนิดคือ ปลาฉลามหูดำ (Carcharhinus sorrah), ปลากระเบนบัว (Himantura bleekeri), ปลายอดจาก (Muraenesox cinereus), ปลาแมวหูดำ (Setipinna melanochir), ปลาดุกด้าน (Clarias batrachus), ปลาดุกอุย (Clarias macrocephalus), ปลาลิ้นแมว (Silurichthys phaiosoma) และปลากะรังปากแม่น้ำ (Epinephelus coioides) ไม่พบว่าปลาในพื้นที่ศึกษามีถานภาพแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable, VU) ในบัญชี The IUCN Red List of Threatened Species (IUCN, 2014) แต่อย่างใด นอกจากนี้พบชนิดปลาต่างถิ่นที่รุกรานแล้วคือปลาหมอเทศ (Oreochromis mossambicus) และปลานิล (Oreochromis niloticus) และชนิดปลาต่างถิ่นที่มีแนวโน้มรุกรานคือปลาเปคู (Piaractus brachypomus)

         พบชนิดพรรณไม้น้ำทั้งหมด 48 ชนิด โดยสามารถจำแนกพรรณไม้น้ำออกเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วยพืชชายน้ำ (marginal plants) จำนวน 41 ชนิด ได้แก่ กกสามเหลี่ยมเล็ก (Cyperus pilosus ) หญ้าหนวดปลาดุก(Fimbristylis dichotoma ) ผักกูด (Diplazium esculentum ) แสมขาว (Avicennia alba ) เป็นต้น พืชลอยน้ำ (floating plants) จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ผักบุ้ง (Ipomoea aquatica ) ผักตบชวา (Eichhornia crassipes ) และจอกหูหนู (Salvinia cuculata ) พืชใต้น้ำ (submerged plants) จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ตะไคร่น้ำ (Vesicularia dubyana) และกระจับ (Trapa natans) และพืชโผล่เหนือน้ำ (emerged plants) จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ บัวบา (Nymphoides indica ) และบัวสาย (Nymphaea lotus )

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

        พื้นที่ชุ่มน้ำหาดท้ายเหมืองเป็นพื้นที่เพาะปลูก เป็นแหล่งอาหารโดยการจับสัตว์น้ำ/ทำประมงพื้นบ้าน แหล่งเรียนรู้และศึกษาธรรมชาติ เป็นแหล่งท่องเที่ยว นอกจากนั้น ยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ สภาพทางกายภาพของพื้นที่เป็นป่าชายเลน พื้นที่ชุ่มน้ำมีคุณค่าทางนิเวศวิทยาด้านการควบคุมการพังทลายของดิน การปกป้องที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า การช่วยทำให้น้ำสะอาดตามธรรมชาติ การช่วยเจือจางน้ำเสีย การควบคุมน้ำเค็ม การเป็นแหล่งอาหาร และเป็นแหล่งนันทนาการ
        ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลักการเพาะปลูก (ทำสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน) อาชีพรอง ทำประมงและสวนผลไม้  ชุมชนที่เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชุมชนในรัศมี 1 กิโลเมตร ได้แก่ บ้านท่าซอ บ้านทับยาง  บ้านหิดลาด บ้านกลาง บ้านแร่ บ้านราชา และบ้านหาดทรายขาว โดยส่วนใหญ่เข้าไปใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะปลูก และอยู่อาศัย ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับขอบเขตพื้นที่ชุ่มน้ำนั้นยังไม่ชัดเจน สำหรับแหล่งน้ำใช้สอยของประชาชน ส่วนใหญ่ใช้น้ำจากประปาหมู่บ้าน ลำคลอง ลำห้วย และสระเก็บน้ำในหมู่บ้าน

การจัดการและการคุกคาม  
 

        การบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่เป็นพื้นที่ราชพัสดุ  มีการประกาศเป็นเขตพื้นทีอนุรักษ์ในเขตอุทยานเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง การกำหนดขอบเขตโดยมีแนวเขตที่ราชพัสดุ และแนวเขตอุทยานฯ กรมธนารักษ์เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ พื้นที่อุทยานฯ มีแผนการจัดการและการอนุรักษ์ มีการควบคุมไฟป่าโดยการจัดทำแนวกันไฟ มีการอนุรักษ์พื้นที่ร่วมกับชุมชน
        ผลการศึกษาได้แบ่งการคุกคามพื้นที่ชุ่มน้ำออกเป็น 3 ด้านตามลักษณะผลกระทบต่อพื้นที่ชุ่มน้ำ ได้แก่
1) การคุกคามต่อโครงสร้างทางกายภาพของพื้นที่ชุ่มน้ำ
        1.1) การกัดเซาะชายฝั่ง
        1.2) ไฟป่า
2) การคุกคามต่อระบบนิเวศ
        จากรายงานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ทำการศึกษาในโครงการจัดทำแผนแม่บทการวิเคราะห์สภาพปัญหา และภัยคุกคามต่อพื้นที่แหล่งทะเลอันดามันสภาวะคุกคามเชิงนิเวศต่อทรัพยากรทางทะเล ในพื้นที่ทะเลอันดามัน พบว่า สภาวะคุกคามต่อทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่ทะเลอันดามัน ประกอบด้วย
                - การะบาดของดาวมงกุฎหนาม (Aconthaster planci)
                - การเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว (Coral bleaching)
                - การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์บริเวณชายหาด หรือการเปลี่ยนแปลงทัศนียภาพชายฝั่ง เช่น การก่อสร้างบ้านพัก โรงแรม รีสอร์ท การสร้างเขื่อนกันคลื่น
                - การเพิ่มขึ้นของตะกอนในน้ำทะเล บริเวณที่ใกล้กับการทำเหมืองแร่ การก่อสร้าง การกัดเซาะหน้าดินจากการเปิดหน้าดินชายฝั่ง
                - คุณภาพน้ำบริเวณใกล้ชายฝั่งเสื่อมโทรมลง และการเปลี่ยนแปลงความเค็มของน้ำทะเลบริเวณชายฝั่ง
                - การเก็บปะการังหรือจับสัตว์น้ำ
                - การลักลอบทำประมงอวนลาก และการทำการประมงโดยวิธีระเบิดปลา
                - การแล่นเรือ การจอดเรือ เห็นได้ชัดในเรื่องผลกระทบจากสมอเรือ
3) การคุกคามต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม
        ผลการศึกษา พบว่ามีปัญหาความเสื่อมโทรม ร้อยละ 42.00 สาเหตุที่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมส่วนใหญ่มาจากสาเหตุหลัก 5 ประการ คือ การบุกรุกพื้นที่ชุ่มน้ำ การตัดต้นไม้ การปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำ ดินเสียไม่มีธาตุอาหาร และการกัดเซาะชายฝั่ง

 
 
อ้างอิง
สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม. 2542. ทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติ ของประเทศไทย.
กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพฯ. 414 หน้า