หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย

 

อุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากคลองกะเปอร์-ปากแม่น้ำกระบุรี

 ลักษณะทั่วไป
สถานภาพทางกายภาพ
สถานภาพทางชีวภาพ
คุณค่าและการใช้ประโยชน์
การจัดการและการคุกคาม

 
 

 

 




แผนที่

ลักษณะทั่วไป

ที่ตั้งและพื้นที่ :

พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากคลองกะเปอร์-
ปากแม่น้ำกระบุรี  จังหวัดระนอง
ตั้งอยู่ในเขตเมือง อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง และ
อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา

แรมซาร์ไซต์ : ลำดับที่ 8 ของประเทศไทยและลำดับที่ 1183
ในทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ
             
เนื้อที่ : 677,625 ไร่
ความสูงจากระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ย :
          * อุทยานแห่งชาติแหลมสน 246 - 296 เมตร
          * ปากแม่น้ำกระบุรี 0 - 630 เมตร
          * ปากคลองกะเปอร์ เท่ากับระดับน้ำทะเล
ระวาง :
          * อุทยานแห่งชาติแหลมสน 4627 I , 4628 II 
          * ปากแม่น้ำกระบุรี 4729 IV
          * ปากคลองกะเปอร์ 4627 I , II , 4728 III , IV


พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติแหลมสน–ปากแม่น้ำกระบุรี –ปากคลองกะเปอร์
เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของป่าชายเลนในจังหวัดระนอง ซึ่งเป็นป่าชายเลนผืนใหญ่
ที่สุดเหลืออยู่ของประเทศไทยและเขตอินโด–แปซิฟิก 

อุทยานแห่งชาติแหลมสนได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2526 พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้ มีเนื้อที่ 677,625 ไร่
ประกอบด้วยระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำหลายแบบที่ผสมผสานกันเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ
ผืนใหญ่ ได้แก่ หาดเลน หาดทราย แหล่งปะการัง แหล่งหญ้าทะเล และ
ป่าชายเลน ดึกดำบรรพ์ที่สุด เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยหลบภัย และขยายพันธุ์
ของสิ่งมีชีวิต มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย
ของชนิดพันธุ์ที่อยู่ในสถานภาพถูกคุกคาม ได้แก่ นกฟินฟุท นกหัวโตมลายู
ปลากะทุงเหวทะเล และนอกจากนี้ป่าชายเลนบริเวณปากแม่น้ำกระบุรี
เป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัยระดับนานาชาติ เกี่ยวกับป่าชายเลน
ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลลำดับที่ 4 ของประเทศไทย
และจัดว่าเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลประเภทป่าชายเลนแห่งแรกของโลก


 

ข้อมูล Ramsar Information Sheet

ข้อมูล Ramsar Map

 
 
อ้างอิง
สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม. 2542. ทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติ ของประเทศไทย.
กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพฯ. 414 หน้า