หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ
 

เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์


ที่ตั้ง : อำเภอชัยบาดาล อำเภอท่าหลวง และอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี  
พื้นที่ : 114,119 ไร่ (182.59 ตร.กม)
ระวาง : 5238 IV , 5139 II, 5239 III


แผนที่
 
 
 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

          พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทอ่างเก็บน้ำกึ่งธรรมชาติ เนื่องด้วยการก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทำให้สภาพพื้นที่ของโครงการเปลี่ยนแปลงไปเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มีความเหมาะสมที่จะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย ทำรัง วางไข่ของสัตว์ป่าจำพวกนก ทั้งที่เป็นนกประจำถิ่นและอพยพมาจากที่อื่น ประกอบกับมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เห็นชอบให้กำหนดพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำและพื้นที่โดยรอบ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ทั้งหมดเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ครอบคลุมพื้นที่ บริเวณอ่างเก็บน้ำ และถนนรอบเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ทั้งหมด

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

           สังคมพืชที่พบรอบพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นป่าเบญจพรรณ จากการสำรวจเบื้องต้น พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำพบพรรณไม้หลายชนิด แต่ไม่ได้ระบุจำนวนชนิด (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช,2550)  สิทธิชัย (2548) ได้ศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการคุณภาพน้ำบริเวณลุ่มน้ำป่าสัก รายงานว่า ในพื้นที่นี้มีไม้ใหญ่ (tree) 61 ชนิด ลูกไม้ 26 ชนิด และกล้าไม้ 28 ชนิด แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาพรรณไม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำหนองสมอใส อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง พบพรรณไม้ 156 ชนิด 109 สกุล 47 วงศ์ และพบชนิดพรรณไม้หายาก 1 ชนิด คือ กะเม็งเทียม (Heliotropium bracteatum R.Br.(Santisuk, 2004)) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2555)
           สถานภาพการอนุรักษ์สัตว์ป่าในพื้นที่ชุ่มน้ำ พบว่า มีสัตว์ป่าที่ถูกคุกคาม (threatened species) ทั้งสิ้น 3 ชนิด เป็นสัตว์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี Thailand Red Data (Nabhitabhata& Chan-ard, 2005) จำนวน 2 ชนิด โดยเป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) 2 ชนิด คือ เต่าหับ (Cuora amboinensis) และเต่านา (Malayemys macrocephala) เป็นสัตว์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชี The IUCN Red List of Threatened Species (IUCN,2015) 3ชนิด โดยเป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) 3 ชนิด ได้แก่ งูจงอาง (Ophiophagus hannah) เต่าหับ (Cuora amboinensis) และเต่านา(Malayemys macrocephala)
           ทรัพยากรปลาในพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พบปลาทั้งสิ้น 183 ชนิด สถานภาพของปลา ในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จากการตรวจสอบสถานภาพของปลาที่พบในการศึกษา พบปลาที่ติดสถานภาพของ IUCN Red List of Threatened Species (2006) และสถานภาพของ Thailand Red Data: Fishes (Vidthayanon, 2005) จำนวน 17 ชนิดโดยเป็นชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (CR-Critically endangered species) จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ปลากระโห้ (Catlocarpio siamensisBoulenger, 1898), ปลาทรงเครื่อง (Epalzeorhynchos bicolor (Smith, 1931)) และปลาบึก (Pangasia nodongigas (Chevey, 1931)) ชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ (EN-Endangered species) จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ปลาท้องพรุ (Laubucacae ruleostigmata (Smith, 1931)), ปลาปีกไก่หนวดยาว (Kryptopterus limpok (Bleeker, 1852)) และปลาสวาย (Pangasianodon hypophthalmus (Sauvage, 1878)) ชนิดที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU-Vulnerable species)  จำนวน 10 ชนิด ได้แก่ ปลานวลจันทร์น้ำจืด (Cirrhinus microlepis (Sauvage, 1878), ปลาบ้า (Leptobarbus hoeveni (Bleeker, 1851)), ปลาสร้อยน้ำผึ้งแม่โขง (Gyrinocheilus pennocki (Fowler, 1937)), ปลาก้างพระร่วง (Kryptopterus bicirrhis (Valenciennes, 1840)), ปลาเค้าดำ (Wallago leeriiBleeker, 1851), ปลาดุกด้าน (Clarias batrachus (Linnaeus, 1758)), ปลาดุกอุย (Clarias macrocephalus Günther, 1864), ปลาแขยงขีด (Pseudomystus stenomus (Valenciennes, 1840)), ปลาบู่สมิธ (Phenacostethus smithi Myers, 1928) และปลาเสือตอลายเล็ก (Datnioides undecimradiatus (Roberts &Kottelat, 1994)) ชนิดที่ถูกคุกคามในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ (NT-Near Threatened) จำนวน 1 ชนิด ได้แก่ ปลาเทโพ (Pangasius larnaudii Bocourt, 1866) ชนิดพันธุ์ประจําถิ่น (Endemic species) พบปลาที่เป็นปลาเฉพาะถิ่นของประเทศไทย 2 ชนิดได้แก่ ปลาค้อหัวสั้น (Schistura breviceps (Smith, 1945)) และปลาบู่สมิธ (Phenacostethus smithi Myers, 1928) นอกจากนี้พบปลาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานแล้ว 3 ชนิด คือปลากดเกราะ (Hypostomus plecostomus (Linnaeus, 1758)), ปลาหมอเทศ (Oreochromis mossambicus (Peters, 1852)) และปลานิล (Oreochromis niloticus (Linnaeus, 1758)) และปลาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีแนวโน้มรุกราน จำนวน 1 ชนิดคือ ปลากดเกราะ (Pterygoplichthys ambrosettii (Holmberg, 1893))

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

          สังคมของชุมชนโดยรอบพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ประชาชนส่วนใหญ่สืบทอดวัฒนธรรมประเพณี ที่มีมาแต่ดั้งเดิม รวมทั้งการละเล่นพื้นบ้านแต่ละท้องถิ่น ได้อนุรักษ์ไว้สู่ชนรุ่นหลัง มีองค์ความรู้ด้านการทำมาหากิน ที่ปฏิบัติสืบทอดต่อกันมา เช่น การทำนา ปลูกข้าวทนน้ำท่วม การทำนาโยน และประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับการทำนา เป็นต้น นอกจากนี้มีการเพาะปลูก อ้อย มันสำปะหลัง การเลี้ยงโคนม และการทำประมงในอ่างเก็บน้ำฯ โดยไปหาปลา ในอ่างเก็บน้ำเพื่อกินในครอบครัวและเหลือขาย และมีอาชีพเสริมโดยการจักสานผลิตภัณฑ์ตะกร้า กระเป๋า ที่ทำจากเชือกไปขายที่บริเวณหน้าเขื่อนฯ
          อ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมแวะชมทิวทัศน์ เนื่องจากเห็นวิวทิวทัศน์ ของพื้นน้ำที่กว้างใหญ่ โดยมีกิจกรรมท่องเที่ยว เช่น ตกปลาริมอ่างเก็บน้ำ  ให้อาหารปลาริมตลิ่ง การเล่นว่าว และการนั่งรถรางชมเขื่อน อีกทั้งยังมีจุดที่น่าสนใจบริเวณรอบเขื่อน เช่น สันเขื่อน หอคอยเฉลิมพระเกียรติ กลายเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดของลพบุรี และแวะสักการะพระพุทธรัตนมณีมหาบพิตรชลสิทธิ์มงคลชัย (หลวงปู่ใหญ่ป่าสัก) พระพุทธรูปปางมารวิชัยสีขาวบนฐานบัวคว่ำบัวหงายสีชมพูอ่อน

การจัดการและการคุกคาม  
 

          ปัญหาและการคุกคามพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ในช่วงเวลาที่สำรวจในเดือนกรกฎาคม 2558 คือ ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งส่งผลให้ระดับในน้ำในอ่างเก็บน้ำต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี โดยมีระดับน้ำ 35 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนการคุกคามอื่นๆ ที่พบ ได้แก่ การสูบน้ำไปใช้เพื่อการเกษตร และการทำประมงจนเกินขีดจำกัดในช่วงฤดูแล้ง ที่ระดับน้ำเหลืออยู่เฉพาะบริเวณลำน้ำ
          ส่วนการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน ยังมีอยู่น้อย
          ปัญหาที่สำรวจพบ คือ การบุกรุกพื้นที่(ป่าสงวนแห่งชาติ) เพื่ออยู่อาศัยและประกอบอาชีพ  การทำการประมงผิดกฎหมาย เช่น การจับปลาในฤดูน้ำแดง จับสัตว์น้ำมากเกินไป และการใช้อุปกรณ์ประมงผิดกฎหมาย สารเคมีจากการทำการเกษตรกรรมไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เกษตรกรไม่มีพื้นที่ทำการเกษตร ช่วงเวลาการใช้น้ำ ไม่สัมพันธ์กับปริมาณน้ำในเขื่อน เช่น ในการเพาะปลูกพืชไร่ ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวเป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำมาก ช่วงเวลาการเพาะปลูกเป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำน้อย
          ด้านการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่พบว่า มีปัญหาขาดการดูแลรักษาสภาพ โดยรอบให้สะอาดเรียบร้อย ป้ายสัญลักษณ์ขาดการดูแลซ่อมแซมให้มีความชัดเจน และการจัดวางขยะไม่เหมาะสม สวยงาม

รายละเอียดเพิ่มเติม >>

 
 
อ้างอิง
สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม. 2542. ทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติ ของประเทศไทย.
กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพฯ. 414 หน้า