หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ
 

ปากแม่น้ำเวฬุ


ที่ตั้ง :อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี และอำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด
เนื้อที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าฯ ประมาณ : 156,250.00 ไร่ (250.00 ตร.กม.)
ระวาง : 5433 I , IV



แผนที่
 
 

 
สถานภาพทางกายภาพ  
 

          แม่น้ำเวฬุมีต้นกำเนิดจากเขาสระบาป ไหลผ่านอำเภอขลุง ลงสู่อ่าวไทยที่ตำบลบางชัน ป่าชายเลนปากแม่น้ำเวฬุแถบคลองบางชัน คลองซึ้ง ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำเวฬุ มีสภาพเป็นป่าชายเลนที่สมบูรณ์ ป่าปลูก แม่น้ำลำคลองสายสั้นๆ ไหลคดเคี้ยว ปากแม่น้ำและชายฝั่งทะเลมีอาณาบริเวณตั้งแต่ปากแม่น้ำเวฬุถึงปากแม่น้ำจันทบุรี มีหมู่บ้านขนาดเล็กสองหมู่บ้าน ชุมชนส่วนใหญ่ทำนากุ้งและทำการประมง บริเวณปากคลอง ปากแม่น้ำ และชายฝั่งทะเลมีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง

สถานภาพทางชีวภาพ  
 

            เป็นป่าชายเลนผืนสุดท้ายของภาคตะวันออกที่ยังคงมีความสมบูรณ์อยู่ จึงมีความหลากหลายของสัตว์และพืชพรรณ
            
พบนกอย่างน้อย 22 ชนิด เป็นนกทะเลที่อพยพย้ายถิ่นมาอาศัยป่าป่าชายเลนเป็นแหล่งหากิน เช่น นกทะเลขาแดงธรรมดา (Tringa totanusนกหัวโตทรายใหญ่ (Charadrius leschenaultiiนกหัวขวานหลายชนิด เช่น นกหัวขวานด่างแคระ (Picoides canicapillus)ซึ่งส่วนมากพบตามที่ราบขึ้นไปถึงป่าสูง และพบตามป่าชายเลนด้วย นกที่อยู่ในสถานภาพใกล้ถูกคุกคาม (near threatened) ได้แก่ เหยี่ยวแดง (Haliastur indus)
            พบปลาอย่างน้อย 59 ชนิด ชนิดที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (endangered) ได้แก่ ม้าน้ำ (Happocampus kudaชนิดที่อยู่ในสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (vulnerable)ได้แก่ ปลาโคกหรือ ปลาตะเพียนน้ำเค็ม (Dorosoma chacundaปลาจาระเม็ดขาว(Pampus chinensisปลาจาระเม็ดเทา (P. argenteusปลาฉลามหิน (Chiloscyllium plagiosumและปลาฉลามกบเหลือง (C. indicumปลาที่สำคัญอื่นๆ เช่น ปลายอดม่วงหรือปลาลิ้นหมา (Cynoglossus macrolepidoyusและปลาจิ้มฟันจระเข้ (Doryichthys deokhatoidesเป็นต้น
            พบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่สำคัญ ได้แก่ กบน้ำเค็ม (Rana cancrivoraและสัตว์เลื้อยคลานที่สำคัญ ได้แก่ งูปากกว้างน้ำเค็ม (Cerberus rynchops)
            พบพันธุ์พืชประมาณ 32 ชนิด เช่น โกงกางใบเล็ก (Rhizophora apiculataโกงกางใบใหญ่ (R. mucronataขลู่ (Pluchea indicaแคทะเล (Dolichandrone spathacea)จาก (Nypa Fruticansชะคราม (Suaeda maritima)  ช้าเลือด (Premna obtusifoliaปลงหนู (Taenitis blechnoidesปลงทะเล (Cycas rumphiiเป็นต้น

คุณค่าการใช้ประโยชน์  
 

            ป่าชายเลนปากแม่น้ำเวฬุเป็นแหล่งรวมพันธุ์ไม้ชายเลน เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำนานาชนิด และเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ายิ่ง หากได้รับการจัดการอย่างยั่งยืนจะเป็นป่าไม้ที่ให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และช่วยป้องกันการพังทลายของชายน้ำ ลดความเสียหายจากคลื่นพายุ ช่วยดักเก็บขยะ ของเสียและคราบน้ำมัน นอกจากนี้ป่าชายเลนยังมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวประมง เช่นใช้ไม้โกงกางเผาถ่าน เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ เป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ของประชาชน มีศักยภาพสูงมากสำหรับการศึกษาด้านการอนุรักษ์ เพราะเป็นป่าชายเลนบริเวณหนึ่งในจำนวนไม่มากนักในภาคกลาง และในภาคตะวันออกที่ยังเหลือความเป็นธรรมชาติอยู่ และมีศักยภาพสูงสำหรับการท่องเที่ยงเชิงอนุรักษ์ การศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองนัก 

การจัดการและการคุกคาม  
 

            เป็นป่าสงวนแห่งชาติ แต่มีการจับจองครอบครองผิดกฎหมายอยู่บ้าง ถัดเข้าไปเป็นที่ดินมีกรรมสิทธิ์ครอบครอง นอกจากนี้มีการดำเนินการกำหนดเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ เขตฟื้นฟูสภาพป่าและปลูกป่าชายเลนซึ่งเป็นพื้นที่ป่าชายเลนในเขตรับผิดชอบของหน่วยจัดการป่าชายเลนที่ วบ.1 (ขลุง) จังหวัดจันทบุรี พื้นที่ชุ่มน้ำป่าชายเลนปากแม่น้ำเวฬุ เป็นพื้นที่ทดสอบของโครงการการใช้ภาพข้อมูลจากดาวเทียมของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ มีนักวิจัยสถาบันการศึกษาต่างๆ ทำการศึกษาวิจัยในพื้นที่หลายด้าน มีหน่วยงานราชการสำรวจในพื้นที่เช่นกัน ป่าชายเลนปากแม่น้ำเวฬุถูกแผ้วถางเพื่อแปรสภาพเป็นบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ และเพื่อพัฒนาพื้นที่ป่าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
            มีร้านค้าร้านอาหารในป่าชายเลนและรุกล้ำลงไปในทะเลมีการถางป่าเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทำนากุ้ง สร้างโรงงาน อุตสาหกรรมและการพัฒนาพื้นที่ป่าชายเลนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการทำลายที่อยู่อาศัยของนกและแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์น้ำ

รายละเอียดเพิ่มเติม >>

 
 
อ้างอิง
สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม. 2542. ทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติ ของประเทศไทย.
กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพฯ. 414 หน้า