หน้าหลัก
แรมซาร์ไซต์ของประเทศไทย
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
มติคณะรัฐมนตรี
ทำเนียบผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย
Picture Gallery


การดำเนินงานอื่นๆ
 

Fly way คือ อะไร


          เส้นทางบินนกอพยพ (Flyway) เป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญที่แสดงความสมบูรณ์ของพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงได้เกิดความร่วมมือพันธมิตรสำหรับ
การอนุรักษ์นกอพยพและการใช้ประโยชน์ถิ่นที่อยู่อาศัยของนกอพยพอย่างยั่งยืนในเส้นทางการบินเอเชียตะวันออก - ออสเตรเลีย
(Partnership for the Conversation of Migratory Waterbirds and the Sustainable Use of their Habitats in the East Asian- Australasian
Flyway) เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2536 ในระหว่างการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 6 ณ เมืองบริสเบน เครือรัฐออสเตรเลีย เป็นการริเริ่ม
ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลออสเตรเลีย และรัฐบาลญี่ปุ่นร่วมกับองค์การพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติซึ่งในระยะแรกดำเนินการในรูปแบบของคณะกรรมการ
อนุรักษ์นกอพยพในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก (Asia -Pacific Migratory Waterbirds Conservation Committee :MWCC) โดยกำหนดให้มีรูป
แบบการประสานงานในรูปแบบคณะกรรมการและมีผู้แทน แบ่งเป็น 5 กลุ่ม คือ ผู้แทนรัฐบาล (ประเทศออสเตรเลียญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน
รัสเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย และสหรัฐอเมริกา) ผู้แทนสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ ผู้แทนอนุสัญญาว่าด้วยชนิดพันธุ์ที่มีการอพยพ
ผู้แทนองค์กรที่สนับสนุนงบประมาณ คณะทำงานทางวิชาการ กลุ่มนกเป็ด กลุ่มนกกะเรียน และกลุ่มนกชายเลนและผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ
ได้แก่ Bird Life International World Wildlife Fund for Nature และ Wetland International ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน ติดตาม
และตรวจสอบการดำเนินงานตามกลยุทธ์ จัดทำและเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานแก่คณะทำงานวิชาการของชนิดพันธุ์ทั้งสามกลุ่ม ติดตาม
ตรวจสอบและสนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างการริเริ่มในการอนุรักษ์นกอพยพและชนิดพันธุ์อื่นๆ ที่อาศัยในพื้นที่ชุ่มน้ำ และส่งเสริมความร่วมมือ
ระหว่างประเทศในการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ

          ประเทศไทยได้รับเชิญจากประธานคณะกรรมการฯ ให้เข้าร่วมเป็นกรรมการของคณะกรรมการอนุรักษ์นกอพยพฯ (MWCC) ในปี
พ.ศ. 2544 และในการประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน ณ นครโจฮันเนสเบิร์กสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ในปี พ.ศ. 2545 รัฐบาลออสเตรเลีย
และรัฐบาลญี่ปุ่น ร่วมกับองค์การพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติ ได้นำเสนอโครงการความร่วมมือพันธมิตรสำหรับการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำ
ที่มีความสำคัญระหว่างประเทศสำหรับนกอพยพในเส้นทางการบินเอเชียตะวันออก –ออสเตรเลีย โดยวัตถุประสงค์หลัก คือ การอนุรักษ์นกอพยพ
และแหล่งที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำโดยการสร้างความรู้ ความตระหนักในคุณค่า และความสำคัญของนกอพยพ ซึ่งแบ่งเป็นสามประเภท คือ เครือข่ายนกกระเรียน เครือข่ายนกเป็ด และเครือข่ายนกชายเลน และได้ยกร่างข้อตกลงโครงการความร่วมมือพันธมิตรการอนุรักษ์นกอพยพฯ
ระหว่างปี พ.ศ. 2547 - 2548โดยได้ลงนามรับรองครั้งแรก ณ เมืองโบกอร์ สาธารณรัฐอินโดนีเซียในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2549

          สำหรับประเทศไทย ได้เสนอพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ ลำดับที่ 1100
เป็นเครือข่ายนกชายเลน เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งเป็นเครือข่ายนกอพยพแห่งแรกของประเทศไทย

          ต่อมามติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 เห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย สผ. เป็นหน่วย
ประสานงานกลางโครงการความร่วมมือพันธมิตรสำหรับการอนุรักษ์นกอพยพ และการใช้ประโยชน์ถิ่นที่อยู่อาศัยของนกอพยพอย่างยั่งยืน ในเส้นทาง
การบินเอเชียตะวันออก - ออสเตรเลีย และเห็นชอบในการเสนอพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติของประเทศไทย เป็นพื้นที่เครือข่ายอนุรักษ์
นกอพยพตามโครงการความร่วมมือสำหรับการอนุรักษ์นกอพยพฯ ประกอบด้วย พื้นที่ชุ่มน้ำหลัก 9 แห่ง ได้แก่ แอ่งเชียงแสน และเวียงหนองหล่ม
จังหวัดเชียงราย บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง - ปากน้ำตรัง จังหวัดตรัง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำ ห้วยตลาด
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัด
ประจวบคีรีขันธ์ กุดทิง และบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ และพื้นที่ชุ่มน้ำย่อยในอ่าวไทยตอนใน 6 แห่ง ได้แก่ บ้านปากทะเล และแหลมผักเบี้ย จังหวัด
เพชรบุรี ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษามหาราชินี จังหวัดสมุทรปราการ ดอนหอยหลอด จังหวัดสมุทรสงคราม
หาดเลนบ้านคลองโคน และนาเกลือบ้านโคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร

          ต่อมาได้เสนอพื้นที่บ้านปากทะเล และแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี และนาเกลือบ้านโคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเครือข่ายนกชายเลนอีกสองแห่ง

>>>>>>>>>รายละเอียดเพิ่มเติม

อ้างอิง  สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม